เรื่องและภาพ : อภิสิทธิ์ ฉวานนท์
ลองจินตนาการว่า… หากวันหนึ่งคุณลืมตาตื่นขึ้นมาค้นพบว่าตัวเองอายุ 17 ปี เป็นเพียงเยาวชนคนหนึ่ง แต่กำลังถูกคุมตัวไปเพื่อฟังคำพิพากษา ต่อหน้าบัลลังก์ของศาลอันทรงเกียรติ ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินว่าคุณกระทำผิดในคดีฆาตกรรม ต้องรับโทษด้วยการพรากจากครอบครัวไปคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่คุ้นเคย แม้พ้นโทษแล้ว คุณยังต้องเผชิญกับคำตีตราจากความผิดครั้งนี้ไปตลอดชีวิต
‘โอกาส’ จึงเป็นสิ่งที่ ‘ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘บ้านกาญจนา’ พยายามทำงานเพื่อมอบสิ่งนี้ให้แก่เด็ก ๆ ที่กระทำผิด ถูกพิพากษา และก้าวเข้ามาที่บ้านฯ เพื่อรับโทษตามคำสั่งของศาล ภายใต้การบริหารของ ป้ามล-ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก
ตลอด 20 ปีของบ้านกาญจนาภิเษกได้มอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดได้ทำความเข้าใจตนเองและโลกมากขึ้น เรียนรู้ถึงเสรีภาพในการกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเอง หรือกระทั่งทำให้เยาวชนที่กระทำผิด ถูกพิพากษา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้ยุติชีวิตที่วนเวียนในกระบวนการยุติธรรมด้วยการรับโทษที่บ้านกาญจนาภิเษกเป็นที่สุดท้ายและออกไปใช้ชีวิตด้วยอิสรภาพของตนเอง นี่คืองานของบ้านกาญจนาภิเษก สถานที่ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘สถานที่แห่งโอกาส’ ที่นิสิตนักศึกษาจะเดินทางไปทำความรู้จัก
ทำความรู้จัก ‘บ้านกาญจนาภิเษก’
เวลาบ่ายโมงของวันอังคาร จากถนนขนาดสี่เลนขนาบด้วยสระบัวและทุ่งหญ้า สู่ถนนขนาดพอดีเพียงให้รถสองคันสวนทางกันในอำเภอพุทธมณฑล นิสิตนักศึกษา จึงได้มาถึง บ้านกาญจนาภิเษกเพื่อร่วมเดินชมและเรียนรู้กระบวนการทำงานของสถานที่แห่งนี้ เมื่อเดินทางเข้ามาจึงได้พบกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ที่ทำการนัดหมายกันไว้ และเพียงชั่วอึดใจหนึ่งก็ได้พบกับป้ามลท่ามกลางคณะแพทย์จากหลากสถาบันที่นั่งล้อมเธออยู่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเดินชมการทำงานของบ้านกาญจนาภิเษก
ป้ามลเริ่มปูพื้นฐานให้ผู้เยี่ยมชมทุกคนรู้จักบ้านกาญจนาภิเษกด้วยการแนะนำว่าเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน คือทำหน้าที่รองรับเด็กที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดเข้ามาใช้เวลาอาศัยในบ้านฯ ตามคำตัดสินของศาล และจะได้รับการคืนเรือนหรือได้รับอิสรภาพที่จะสามารถใช้ชีวิตปกติภายนอกได้เมื่อครบระยะเวลาตามคำตัดสิน
“ ‘ตอนเด็ก ๆ ผมอยากหายตัวได้ทุกครั้งที่พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วผมก็มารู้ว่าผมหายตัวไม่ได้เมื่อผมโตขึ้นอีกนิดนึง วิธีที่สองของผมหลังจากหายตัวไม่ได้คือเลือกที่จะออกจากบ้าน คิดว่าออกจากบ้านไปแล้ว กลับมาเดี๋ยวเสียงทะเลาะก็จะหายไป’ แต่มันพีกตรงนี้ เขาบอกว่า ‘ป้ารู้ไหมครับ ข้างนอกนี้เด็กเหมือนผมมันเยอะมาก’ ปัญหาที่หนึ่งคือพ่อแม่ทะเลาะกันเป็นปัญหาระดับปัจเจก แต่ข้างนอกเด็กอย่างผมเยอะเลย เป็นปัญหาเชิงนิเวศแล้ว ซึ่งปัจเจกแก้เองไม่ได้” ป้ามลเล่าถึงปัญหาของสังคมไทยผ่านประสบการณ์ของเด็กคนหนึ่งที่เธอเคยได้สนทนาด้วย พร้อมการวิเคราะห์ปัญหาของการทะเลาะกันภายในครอบครัวที่นำไปสู่การตัดสินใจหนีออกจากบ้านของเยาวชนไทย สอดคล้องกับข้อมูลของมูลนิธิกระจกเงาที่เปิดเผยว่าในปี 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิกระจกเงาได้รับแจ้งกรณีเด็กหาย 296 คนโดยเป็นกรณีเด็กที่สมัครใจหนีออกจากบ้านจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวถึง 172 คน คิดเป็นร้อยละ 58 ของเด็กหายทั้งหมดที่มูลนิธิกระจกเงาได้รับเรื่องร้องเรียน
ป้ามลเล่าต่อว่าประเทศไทยยังขาดนโยบายสาธารณะจากรัฐบาลเพื่อช่วยแก้ปัญหาของปัจเจกอย่างจริงจัง ท้ายที่สุด เยาวชนเองจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกรรมจากปัญหาภายในครอบครัวและปัญหาระดับปัจเจกอื่น ๆ จนต้องลงเอยด้วยการออกจากบ้านแบบกรณีที่เธอเล่า กรณีเหล่านี้มักเกิดเพียงเฉพาะกับบ้านที่ ‘เปราะบาง’ อ่อนแอ ทั้งในทางเศรษฐกิจ อาชีพ ความสัมพันธ์ของครอบครัว และการเข้าถึงโอกาส ไม่ใช่กับบ้านที่ ‘แข็งแรง’
‘ผู้อำนวยการคนนอก’ และ ‘วิชาชีวิต’
“ ในประเทศไทย กระบวนการยุติธรรมยังเป็นเรื่องของโชคดี โชคร้าย ปาฏิหาริย์ ศาลพระภูมิ มันยังไม่ใช่เป็นระบบที่ดี และนี่น่าจะเป็นเรื่องของการต่อสู้กันยาวนาน มันขึ้นอยู่กับวันนี้คุณไปศาล คุณจะเจอผู้พิพากษาคนไหน คุณจะเจอสมทบคนไหน ไม่อย่างนั้นคุณต้องภาวนาต้นไม้สักต้นหนึ่ง ศาลพระภูมิสักแห่งหนึ่ง ”
ป้ามลเล่าถึงปัญหาเชิงมาตรฐานของระบบยุติธรรมที่เธอและเด็กต้องเผชิญ
ป้ามล-ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก
ป้ามลพาผู้เยี่ยมชมลุกจากลานโต๊ะหินอ่อน ขยับมายังส่วนด้านในอาคารของบ้านกาญจนาภิเษก ตลอดสองฝั่งของผนังประกอบไปด้วยเนื้อหาต่าง ๆ เช่น ผลงานการทำกิจกรรมภายนอกและการบ้านของเด็ก ๆ พร้อมด้วยการเล่าข้อมูลประกอบจากป้ามลเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมรู้จักกับบ้านกาญจนาภิเษกมากยิ่งขึ้น
‘ผู้อำนวยการคนนอก’ คือสถานะของป้ามล เธอดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของบ้านกาญจนาภิเษกในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ จึงเรียกว่าเป็นผู้อำนวยการคนนอก ทำให้เธอไม่มีอำนาจในการอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งใดเลยในองค์กรแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน กระนั้นผู้อำนวยการที่มาจากประชาชนธรรมดา ถือเป็นโอกาสที่ ‘คุกเด็ก’ แห่งนี้จะริเริ่มแนวคิดนอกเหนือจากคำสั่งของรัฐ เช่น เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องใส่ชุดสีกากี มีเสรีภาพในการไว้ทรงผม ไม่ถูกบังคับให้เปิดไฟเวลานอน ฯลฯ เพื่อสร้างให้เด็ก ๆ เห็นว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่เขาจะปลอดภัยจากอำนาจใด ๆ รวมถึงอำนาจของรัฐที่คอยกดทับเขามาทั้งชีวิต ท้ายที่สุด เด็กเหล่านี้ก็รู้สึกปลอดภัยและหันมาให้ความร่วมมือกับผู้ใหญ่ได้ด้วยความสบายใจ
“เมื่อวานเรารับเด็กสี่คน เมื่อเช้าเขาส่งไดอารีก่อนนอนมาให้ป้า ทุกคนพูดคล้าย ๆ กันเลยคือ ‘ผมรู้สึกปลอดภัยจังเลยครับ ขอบคุณมากที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย ผมได้นอนปิดไฟด้วยนะครับ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยให้ผมได้นอนปิดไฟเลยครับเวลานอน’ ใช่ คุกเขาต้องให้เด็กเปิดไฟเพื่อความปลอดภัย แต่สำหรับเด็ก ๆ รู้สึกว่าเขาไม่มีทางเลือกเลย ดังนั้นคำตอบของป้าที่ตอบกลับเขาในไดอารีก่อนนอนคือ ‘ใช่ครับ อำนาจในการปิดไฟเป็นอำนาจของเธอไม่ใช่อำนาจของป้า’ ” ป้ามลกล่าว
ที่บ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้จะมีหลักสูตรการเรียนที่แบ่งสัดส่วนเฉพาะ ได้แก่
1) วิชาชีวิต คือวิชาที่สร้างกระบวนการให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำความเข้าใจตนเอง สังคม และโลกภายนอก ผ่านบทเรียนต่าง ๆ ที่ป้ามลได้ออกแบบ ในสัดส่วนร้อยละ 50 ของเวลาเรียนทั้งหมด
2) วิชาสามัญ คือวิชาที่สอนโดยหน่วยงานด้านการศึกษาภายนอก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นศูนย์การศึกษานอกระบบ (กศน.) พุทธมณฑล ในสัดส่วนร้อยละ 25 ของเวลาเรียนทั้งหมด
3) วิชาชีพ คือวิชาที่สอนทักษะเกี่ยวกับวิชาชีพเพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคต เช่น ทักษะการขับรถยนต์ ทักษะการทำขนม ทักษะการตัดผม ในสัดส่วนร้อยละ 25 ของเวลาเรียนทั้งหมด
ทำไมถึงต้องเน้นที่วิชาชีวิต? – ป้ามลให้เหตุผลว่า วิชาชีวิตคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติตนกับสังคมอย่างไรภายใต้ชีวิตที่พวกเขาเคยปฏิเสธการเรียนวิชาสามัญและวิชาชีพจากชีวิตด้านนอกที่ผ่านมา โดยเธอออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้เอง เช่น ‘ห้องเรียนดูหนัง’ ที่เธอฉายภาพยนตร์ให้เด็ก ๆ ได้รับชม โดยเป็นภาพยนตร์ทั่วไปที่อาจมีฉากความรุนแรงหรือเรื่องไม่พึงประสงค์อื่น ๆ แต่เธอมองว่า การให้เด็กได้เรียนรู้โลกผ่านภาพยนตร์เหล่านี้เป็นเหมือนการฉีดเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายเพื่อให้เชื้อโรคนั้นกลายเป็นวัคซีนที่สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก เมื่อภาพยนตร์จบลง เธอจะให้เด็กได้เขียนจดหมายถึงตัวละครในภาพยนตร์นั้นและถึงตัวเอง ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเด็กที่เขียนจดหมายเพียงเพื่อให้มีแบบฝึกหัดส่ง จดหมายนั้นจะค่อย ๆ จริงใจขึ้นและสะท้อนความหวังดีของเด็กสู่ตัวละครและตัวเขาเองมากขึ้นตามระยะเวลา เช่นเดียวกับการให้เด็กเขียนไดอารีก่อนนอนทุกคืนเพื่อสะท้อนความคิดของพวกเขา ป้ามลยืนยันว่าเธอจำเป็นต้องอ่านไดอารีเหล่านั้นด้วยตนเองทั้งหมดทุกคืนเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนในบ้านฯ หลังนี้อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัย
จากประสบการณ์ 20 ปีของป้ามลตั้งแต่รับตำแหน่งครั้งแรกในปี 2546 เธอมองว่ากระบวนการของบ้านกาญจนาภิเษกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาประมาณ 1 ปี 6 เดือน เพื่อสร้างเยาวชนที่หันกลับมาสู่สังคมได้ ดังนั้นบ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้จะยึดมั่นในหลักการกับศาลว่าบ้านฯ จะรับดูแลเฉพาะเด็กที่ถูกตัดสินโทษเกินระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนขึ้นไปเท่านั้น หากต่ำกว่านี้ ไม่สามารถรองรับได้ เพื่อให้กระบวนการของบ้านกาญจนาภิเษกบรรลุผล
เรื่องเล่าจากปากของ ‘แดเนียล’
หลังจากผ่านส่วนจัดแสดงผลงานของเด็ก ๆ ไปพร้อมคำบอกเล่าของป้ามลตลอดทาง ก็มาสู่ห้องประชุมของบ้านกาญจนาภิเษกที่มีโต๊ะจำนวนสี่ตัวถูกจัดวางไว้เพื่อรับรองแขกผู้มาเยือนในวันนี้
นอกจากการบรรยายของผู้อำนวยการ อีกช่วงหนึ่งของการเยี่ยมชมในครั้งนี้คือการพูดคุยกับอดีตเยาวชนที่กระทำผิดและเคยอาศัยอยู่ภายในบ้านกาญจนาภิเษก หลังจากได้รับอิสรภาพ พวกเขาได้ออกไปเป็นประชาชนที่มีคุณภาพของสังคม แดเนียล-วิวัฒน์วงศ์ ดูวา คือหนึ่งในอดีตเยาวชนกลุ่มนี้ แดเนียลได้พูดคุยกับนิสิตนักศึกษาถึงเรื่องราวชีวิต ประสบการณ์ในฐานะเยาวชนที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิด และชีวิตหลังได้รับโอกาสจากบ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้ สู่ตำแหน่งรองแชมป์อันดับสาม ในรายการไมค์ทองคำซีซั่น 7
แดเนียล-วิวัฒน์วงศ์ ดูวา อดีตเยาวชนที่ใช้เวลาในบ้านกาญจนาภิเษก
ที่มาภาพ : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
แดเนียลเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่สูญเสียพ่อไปอย่างไม่คาดฝัน เมื่ออายุ 10 ขวบ ทำให้เขาต้องขยับขยายไปสู่ครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากแม่และยายของเขาได้เริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่ ครอบครัวของเขาจึงมีสมาชิกห้าคนคือ แดเนียล-แม่-พ่อเลี้ยง-ยาย-ตาเลี้ยง ขณะที่ชีวิตด้านการศึกษาที่โรงเรียน แดเนียลเริ่มต้นใช้ความรุนแรงกับเพื่อนที่เข้ามารังแกหลังจากเขาได้สูญเสียพ่อไป กระทั่งในระดับชั้นมัธยมศึกษา แดเนียลได้เข้าเรียนที่โรงเรียนใหม่ด้วยโควตานักเรียนดนตรีไทย แต่แล้วเขาก็มีปัญหากับคุณครูผู้ดูแลวงโยธวาทิตจากการขัดขืนไม่ขัดรองเท้าให้นักเรียนในวงฯ เป็นผลให้เขาถูกทำโทษ จนรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย และนำไปสู่การลาออกจากโรงเรียนก่อนจบการศึกษาในวัย 14 ปี เมื่อกลับมาอยู่บ้านเต็มเวลา แดเนียลเห็นความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นระหว่างวันในแบบที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน ภาพของตาเลี้ยงที่ทำร้ายร่างกายของยายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลา 3 ปีหลังแดเนียลออกจากโรงเรียน ตำรวจในพื้นที่ที่ได้รับเรื่องการทำร้ายร่างกายไว้ก็ไม่ประสงค์ที่จะช่วยเหลือคดีในครอบครัว จนถึงจุดที่แดเนียลบอกว่า ฟางเส้นสุดท้ายคือจุดที่ตาเลี้ยงถือมีดไล่ฟันทุกคนในครอบครัว แดเนียลเลือกตอบโต้ด้วยการใช้ขวานเพื่อป้องกันตัว แต่ท้ายที่สุด การจับอาวุธครั้งนั้นของเขาได้นำไปสู่เหตุฆาตกรรมที่ทำให้เขาถูกพิพากษาจากศาลให้มาอยู่ในศูนย์อบรมเด็กและเยาวชนเป็นเวลา 3 ปี
ชีวิตภายใต้คำพิพากษาของแดเนียลไม่ได้เริ่มต้นที่บ้านกาญจนาภิเษก แต่เป็นในศูนย์ฯ อื่น ด้วยความที่เขามีประวัติอาชญากรรมในคดีที่รุนแรง ทำให้แดเนียลได้รับการยอมรับจากเพื่อนคนอื่นโดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนอะไร ในเวลาไม่กี่เดือนเขาไต่เต้าสู่การเป็น ‘พ่อบ้าน’ หรือตำแหน่งหัวหน้าของผู้ถูกคุมขัง แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ทำให้แดเนียลเลือกย้ายมาอยู่ที่บ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้ด้วยความสมัครใจ เขาเล่าว่าตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก เขาทำผิดกฎอยู่เสมอ แต่ข้อดีคือเขาไม่เคยผิดในเรื่องเดิมซ้ำ เพียงแต่จะผิดกฎในเรื่องใหม่อยู่เรื่อย ๆ
แดเนียลเล่าว่าตั้งแต่เขาได้ลงมือก่อเหตุฆาตกรรม ถูกพิพากษา จนได้รับโทษจากการกระทำของตนเอง เขาคิดเสมอว่าการใช้ขวานของเขาครั้งนั้นเป็นเพียงการป้องกันตัว ถ้าเขาไม่ทำเช่นนั้น คนที่จะถูกฆาตกรรมเองก็คือตัวเขาและครอบครัวจากตาเลี้ยงที่ถือมีดวิ่งไล่ทุกคนอยู่ แต่เมื่อเขาได้ผ่านบทเรียนวิชาชีวิตของบ้านกาญจนาภิเษกแล้ว เขาจึงตระหนักได้ว่าความตั้งใจของเขาในการป้องกันตัวและปกป้องครอบครัวจากตาเลี้ยงนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ผิดไปคืออาวุธที่เขาหยิบมาใช้คือขวาน จนทำให้ผลของการป้องกันตัวจากความรุนแรงคือการที่แดเนียลเป็นฝ่ายกระทำความรุนแรงต่อตาเลี้ยงของเขาเอง
“จนผมใกล้จะถูกปล่อย ผมเริ่มเห็นแสงสว่างในคำตอบนี้แล้วว่าค่ำคืนนั้นผมคิดถูกที่อยากปกป้องครอบครัว แต่แค่มันผิดวิธีไปหน่อย ผมอยากให้ความรุนแรงออกไปจากครอบครัว แต่ก็เป็นผมเองที่กระโดดไปใช้ความรุนแรง” แดเนียลเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาเริ่มได้เรียนรู้จากบ้านกาญจนาภิเษก พร้อมเพิ่มเติมว่าในกระบวนการเรียนรู้ของป้ามลช่วยให้เขาได้เห็นสิ่งรอบตัวมากกว่าเมื่อก่อนที่เขาเห็นเพียงตัวเองเท่านั้น เขาเปรียบตัวเองกับก้อนหินว่าก่อนหน้านั้นเขาเป็นเพียงก้อนหินที่หล่นลงน้ำและเห็นเพียงตัวเองที่จมลงน้ำ แต่ด้วยหลักสูตรของบ้านกาญจนาภิเษกทำให้เขาเห็นภาพแรงกระเพื่อมของน้ำจากก้อนหินที่ตกลงไป มากกว่าแค่ทีเขาเคยเห็นเพียงตัวเองในอดีต
หนึ่งชีวิตที่เคยพลาดไป แต่ไม่ถึงกับต้องท้อใจ
ปัจจุบันนอกจากจะเป็นศิลปินลูกทุ่งแล้ว แดเนียล-วิวัฒน์วงศ์ ดูวา ยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายสร้างแรงบันดาลใจด้วยความเชื่อที่ว่าเขาอยากสร้างโอกาสให้คนอื่น ๆ เขาใช้เรื่องราวที่เขาเคยกระทำผิดนี้เป็นบทเรียนและความหวังให้ผู้ฟัง ส่วนป้ามลเองก็ยังเป็นผู้อำนวยการคนนอกของบ้านกาญจนาภิเษกเองด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสและมอบความรักให้แก่เด็ก ๆ ในสังคมไทยต่อไป
แม้วันนี้จะเป็นช่วงที่เยาวชนใช้สิทธิกลับบ้าน เราจึงไม่เห็นความครึกครื้นในบ้านกาญจนาภิเษกที่เต็มไปด้วยเยาวชนที่อยู่ร่วมกัน แต่จากสองฝั่งของฝาผนังที่เต็มไปด้วยผลงานของเด็ก ๆ จดหมายจากผู้เยี่ยมชมงานที่เขียนถึงบ้านกาญจนาภิเษก และรูปถ่ายของป้ามลคู่กับเยาวชนที่พ้นโทษไปแล้ว ความอบอุ่นที่สัมผัสได้ ณ สถานที่แห่งนี้เป็นเครื่องยืนยันชัดว่าที่นี่ไม่ใช่ ‘คุกเด็ก’ ที่ทำหน้าที่กำราบเยาวชนให้เข็ดหลาบกับความผิดที่พวกเขาก่อ แต่กลับกัน ที่นี่เป็นเสมือนบ้านที่สอนให้เด็ก ๆ ได้รู้จักและให้อภัยตนเอง เรียนรู้สังคมภายนอก และให้โอกาสเขาได้มีอยู่ชีวิตด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากบ้านหลังนี้ เพียงแค่ให้เด็กได้ปิดไฟนอน มีเสรีภาพบนทรงผมและเสื้อผ้า จากเรื่องเล็ก ๆ สู่การมอบโอกาสในการใช้ชีวิตกับพวกเขาอีกครั้ง
“หนึ่งชีวิตที่เคยพลาดไป
แต่ไม่ถึงกับต้องท้อใจ
คล้ายพายุคลื่นที่ลูกใหญ่
เมื่อพัดมาแล้วแล้วก็ผ่านไป
ดั่งละครที่เราแสดง
บทบาทบางตอนอาจมีผิดหวัง
แต่ชีวิตก็ต้องก้าวไป
จะเป็นอย่างไรจะไปให้ถึง”
– เพลงจุดเปลี่ยน โดยบ้านกาญจนาภิเษก –
เรื่องและภาพ : อภิสิทธิ์ ฉวานนท์
ลองจินตนาการว่า… หากวันหนึ่งคุณลืมตาตื่นขึ้นมาค้นพบว่าตัวเองอายุ 17 ปี เป็นเพียงเยาวชนคนหนึ่ง แต่กำลังถูกคุมตัวไปเพื่อฟังคำพิพากษา ต่อหน้าบัลลังก์ของศาลอันทรงเกียรติ ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินว่าคุณกระทำผิดในคดีฆาตกรรม ต้องรับโทษด้วยการพรากจากครอบครัวไปคุมขังในสถานที่อื่นที่ไม่คุ้นเคย แม้พ้นโทษแล้ว คุณยังต้องเผชิญกับคำตีตราจากความผิดครั้งนี้ไปตลอดชีวิต
‘โอกาส’ จึงเป็นสิ่งที่ ‘ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘บ้านกาญจนา’ พยายามทำงานเพื่อมอบสิ่งนี้ให้แก่เด็ก ๆ ที่กระทำผิด ถูกพิพากษา และก้าวเข้ามาที่บ้านฯ เพื่อรับโทษตามคำสั่งของศาล ภายใต้การบริหารของ ป้ามล-ทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก
ตลอด 20 ปีของบ้านกาญจนาภิเษกได้มอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่กระทำผิดได้ทำความเข้าใจตนเองและโลกมากขึ้น เรียนรู้ถึงเสรีภาพในการกำหนดเส้นทางชีวิตของตนเอง หรือกระทั่งทำให้เยาวชนที่กระทำผิด ถูกพิพากษา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้ยุติชีวิตที่วนเวียนในกระบวนการยุติธรรมด้วยการรับโทษที่บ้านกาญจนาภิเษกเป็นที่สุดท้ายและออกไปใช้ชีวิตด้วยอิสรภาพของตนเอง นี่คืองานของบ้านกาญจนาภิเษก สถานที่ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘สถานที่แห่งโอกาส’ ที่นิสิตนักศึกษาจะเดินทางไปทำความรู้จัก
ทำความรู้จัก ‘บ้านกาญจนาภิเษก’
เวลาบ่ายโมงของวันอังคาร จากถนนขนาดสี่เลนขนาบด้วยสระบัวและทุ่งหญ้า สู่ถนนขนาดพอดีเพียงให้รถสองคันสวนทางกันในอำเภอพุทธมณฑล นิสิตนักศึกษา จึงได้มาถึง บ้านกาญจนาภิเษกเพื่อร่วมเดินชมและเรียนรู้กระบวนการทำงานของสถานที่แห่งนี้ เมื่อเดินทางเข้ามาจึงได้พบกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ ที่ทำการนัดหมายกันไว้ และเพียงชั่วอึดใจหนึ่งก็ได้พบกับป้ามลท่ามกลางคณะแพทย์จากหลากสถาบันที่นั่งล้อมเธออยู่เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเดินชมการทำงานของบ้านกาญจนาภิเษก
ป้ามลเริ่มปูพื้นฐานให้ผู้เยี่ยมชมทุกคนรู้จักบ้านกาญจนาภิเษกด้วยการแนะนำว่าเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน คือทำหน้าที่รองรับเด็กที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิดเข้ามาใช้เวลาอาศัยในบ้านฯ ตามคำตัดสินของศาล และจะได้รับการคืนเรือนหรือได้รับอิสรภาพที่จะสามารถใช้ชีวิตปกติภายนอกได้เมื่อครบระยะเวลาตามคำตัดสิน
“ ‘ตอนเด็ก ๆ ผมอยากหายตัวได้ทุกครั้งที่พ่อแม่ทะเลาะกัน แล้วผมก็มารู้ว่าผมหายตัวไม่ได้เมื่อผมโตขึ้นอีกนิดนึง วิธีที่สองของผมหลังจากหายตัวไม่ได้คือเลือกที่จะออกจากบ้าน คิดว่าออกจากบ้านไปแล้ว กลับมาเดี๋ยวเสียงทะเลาะก็จะหายไป’ แต่มันพีกตรงนี้ เขาบอกว่า ‘ป้ารู้ไหมครับ ข้างนอกนี้เด็กเหมือนผมมันเยอะมาก’ ปัญหาที่หนึ่งคือพ่อแม่ทะเลาะกันเป็นปัญหาระดับปัจเจก แต่ข้างนอกเด็กอย่างผมเยอะเลย เป็นปัญหาเชิงนิเวศแล้ว ซึ่งปัจเจกแก้เองไม่ได้” ป้ามลเล่าถึงปัญหาของสังคมไทยผ่านประสบการณ์ของเด็กคนหนึ่งที่เธอเคยได้สนทนาด้วย พร้อมการวิเคราะห์ปัญหาของการทะเลาะกันภายในครอบครัวที่นำไปสู่การตัดสินใจหนีออกจากบ้านของเยาวชนไทย สอดคล้องกับข้อมูลของมูลนิธิกระจกเงาที่เปิดเผยว่าในปี 2566 ที่ผ่านมา มูลนิธิกระจกเงาได้รับแจ้งกรณีเด็กหาย 296 คนโดยเป็นกรณีเด็กที่สมัครใจหนีออกจากบ้านจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวถึง 172 คน คิดเป็นร้อยละ 58 ของเด็กหายทั้งหมดที่มูลนิธิกระจกเงาได้รับเรื่องร้องเรียน
ป้ามลเล่าต่อว่าประเทศไทยยังขาดนโยบายสาธารณะจากรัฐบาลเพื่อช่วยแก้ปัญหาของปัจเจกอย่างจริงจัง ท้ายที่สุด เยาวชนเองจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกรรมจากปัญหาภายในครอบครัวและปัญหาระดับปัจเจกอื่น ๆ จนต้องลงเอยด้วยการออกจากบ้านแบบกรณีที่เธอเล่า กรณีเหล่านี้มักเกิดเพียงเฉพาะกับบ้านที่ ‘เปราะบาง’ อ่อนแอ ทั้งในทางเศรษฐกิจ อาชีพ ความสัมพันธ์ของครอบครัว และการเข้าถึงโอกาส ไม่ใช่กับบ้านที่ ‘แข็งแรง’
‘ผู้อำนวยการคนนอก’ และ ‘วิชาชีวิต’
ป้ามลพาผู้เยี่ยมชมลุกจากลานโต๊ะหินอ่อน ขยับมายังส่วนด้านในอาคารของบ้านกาญจนาภิเษก ตลอดสองฝั่งของผนังประกอบไปด้วยเนื้อหาต่าง ๆ เช่น ผลงานการทำกิจกรรมภายนอกและการบ้านของเด็ก ๆ พร้อมด้วยการเล่าข้อมูลประกอบจากป้ามลเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมรู้จักกับบ้านกาญจนาภิเษกมากยิ่งขึ้น
‘ผู้อำนวยการคนนอก’ คือสถานะของป้ามล เธอดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการของบ้านกาญจนาภิเษกในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ จึงเรียกว่าเป็นผู้อำนวยการคนนอก ทำให้เธอไม่มีอำนาจในการอนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างสิ่งใดเลยในองค์กรแห่งนี้ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน กระนั้นผู้อำนวยการที่มาจากประชาชนธรรมดา ถือเป็นโอกาสที่ ‘คุกเด็ก’ แห่งนี้จะริเริ่มแนวคิดนอกเหนือจากคำสั่งของรัฐ เช่น เด็กทุกคนไม่จำเป็นต้องใส่ชุดสีกากี มีเสรีภาพในการไว้ทรงผม ไม่ถูกบังคับให้เปิดไฟเวลานอน ฯลฯ เพื่อสร้างให้เด็ก ๆ เห็นว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่เขาจะปลอดภัยจากอำนาจใด ๆ รวมถึงอำนาจของรัฐที่คอยกดทับเขามาทั้งชีวิต ท้ายที่สุด เด็กเหล่านี้ก็รู้สึกปลอดภัยและหันมาให้ความร่วมมือกับผู้ใหญ่ได้ด้วยความสบายใจ
“เมื่อวานเรารับเด็กสี่คน เมื่อเช้าเขาส่งไดอารีก่อนนอนมาให้ป้า ทุกคนพูดคล้าย ๆ กันเลยคือ ‘ผมรู้สึกปลอดภัยจังเลยครับ ขอบคุณมากที่ทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย ผมได้นอนปิดไฟด้วยนะครับ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยให้ผมได้นอนปิดไฟเลยครับเวลานอน’ ใช่ คุกเขาต้องให้เด็กเปิดไฟเพื่อความปลอดภัย แต่สำหรับเด็ก ๆ รู้สึกว่าเขาไม่มีทางเลือกเลย ดังนั้นคำตอบของป้าที่ตอบกลับเขาในไดอารีก่อนนอนคือ ‘ใช่ครับ อำนาจในการปิดไฟเป็นอำนาจของเธอไม่ใช่อำนาจของป้า’ ” ป้ามลกล่าว
ที่บ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้จะมีหลักสูตรการเรียนที่แบ่งสัดส่วนเฉพาะ ได้แก่
1) วิชาชีวิต คือวิชาที่สร้างกระบวนการให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำความเข้าใจตนเอง สังคม และโลกภายนอก ผ่านบทเรียนต่าง ๆ ที่ป้ามลได้ออกแบบ ในสัดส่วนร้อยละ 50 ของเวลาเรียนทั้งหมด
2) วิชาสามัญ คือวิชาที่สอนโดยหน่วยงานด้านการศึกษาภายนอก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นศูนย์การศึกษานอกระบบ (กศน.) พุทธมณฑล ในสัดส่วนร้อยละ 25 ของเวลาเรียนทั้งหมด
3) วิชาชีพ คือวิชาที่สอนทักษะเกี่ยวกับวิชาชีพเพื่อนำไปประกอบอาชีพในอนาคต เช่น ทักษะการขับรถยนต์ ทักษะการทำขนม ทักษะการตัดผม ในสัดส่วนร้อยละ 25 ของเวลาเรียนทั้งหมด
ทำไมถึงต้องเน้นที่วิชาชีวิต? – ป้ามลให้เหตุผลว่า วิชาชีวิตคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติตนกับสังคมอย่างไรภายใต้ชีวิตที่พวกเขาเคยปฏิเสธการเรียนวิชาสามัญและวิชาชีพจากชีวิตด้านนอกที่ผ่านมา โดยเธอออกแบบหลักสูตรการเรียนรู้เอง เช่น ‘ห้องเรียนดูหนัง’ ที่เธอฉายภาพยนตร์ให้เด็ก ๆ ได้รับชม โดยเป็นภาพยนตร์ทั่วไปที่อาจมีฉากความรุนแรงหรือเรื่องไม่พึงประสงค์อื่น ๆ แต่เธอมองว่า การให้เด็กได้เรียนรู้โลกผ่านภาพยนตร์เหล่านี้เป็นเหมือนการฉีดเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายเพื่อให้เชื้อโรคนั้นกลายเป็นวัคซีนที่สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก เมื่อภาพยนตร์จบลง เธอจะให้เด็กได้เขียนจดหมายถึงตัวละครในภาพยนตร์นั้นและถึงตัวเอง ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากเด็กที่เขียนจดหมายเพียงเพื่อให้มีแบบฝึกหัดส่ง จดหมายนั้นจะค่อย ๆ จริงใจขึ้นและสะท้อนความหวังดีของเด็กสู่ตัวละครและตัวเขาเองมากขึ้นตามระยะเวลา เช่นเดียวกับการให้เด็กเขียนไดอารีก่อนนอนทุกคืนเพื่อสะท้อนความคิดของพวกเขา ป้ามลยืนยันว่าเธอจำเป็นต้องอ่านไดอารีเหล่านั้นด้วยตนเองทั้งหมดทุกคืนเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนในบ้านฯ หลังนี้อยู่ในสภาวะที่ปลอดภัย
จากประสบการณ์ 20 ปีของป้ามลตั้งแต่รับตำแหน่งครั้งแรกในปี 2546 เธอมองว่ากระบวนการของบ้านกาญจนาภิเษกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาประมาณ 1 ปี 6 เดือน เพื่อสร้างเยาวชนที่หันกลับมาสู่สังคมได้ ดังนั้นบ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้จะยึดมั่นในหลักการกับศาลว่าบ้านฯ จะรับดูแลเฉพาะเด็กที่ถูกตัดสินโทษเกินระยะเวลา 1 ปี 6 เดือนขึ้นไปเท่านั้น หากต่ำกว่านี้ ไม่สามารถรองรับได้ เพื่อให้กระบวนการของบ้านกาญจนาภิเษกบรรลุผล
เรื่องเล่าจากปากของ ‘แดเนียล’
หลังจากผ่านส่วนจัดแสดงผลงานของเด็ก ๆ ไปพร้อมคำบอกเล่าของป้ามลตลอดทาง ก็มาสู่ห้องประชุมของบ้านกาญจนาภิเษกที่มีโต๊ะจำนวนสี่ตัวถูกจัดวางไว้เพื่อรับรองแขกผู้มาเยือนในวันนี้
นอกจากการบรรยายของผู้อำนวยการ อีกช่วงหนึ่งของการเยี่ยมชมในครั้งนี้คือการพูดคุยกับอดีตเยาวชนที่กระทำผิดและเคยอาศัยอยู่ภายในบ้านกาญจนาภิเษก หลังจากได้รับอิสรภาพ พวกเขาได้ออกไปเป็นประชาชนที่มีคุณภาพของสังคม แดเนียล-วิวัฒน์วงศ์ ดูวา คือหนึ่งในอดีตเยาวชนกลุ่มนี้ แดเนียลได้พูดคุยกับนิสิตนักศึกษาถึงเรื่องราวชีวิต ประสบการณ์ในฐานะเยาวชนที่ถูกพิพากษาว่ามีความผิด และชีวิตหลังได้รับโอกาสจากบ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้ สู่ตำแหน่งรองแชมป์อันดับสาม ในรายการไมค์ทองคำซีซั่น 7
ที่มาภาพ : กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา
แดเนียลเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาที่สูญเสียพ่อไปอย่างไม่คาดฝัน เมื่ออายุ 10 ขวบ ทำให้เขาต้องขยับขยายไปสู่ครอบครัวที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากแม่และยายของเขาได้เริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่ ครอบครัวของเขาจึงมีสมาชิกห้าคนคือ แดเนียล-แม่-พ่อเลี้ยง-ยาย-ตาเลี้ยง ขณะที่ชีวิตด้านการศึกษาที่โรงเรียน แดเนียลเริ่มต้นใช้ความรุนแรงกับเพื่อนที่เข้ามารังแกหลังจากเขาได้สูญเสียพ่อไป กระทั่งในระดับชั้นมัธยมศึกษา แดเนียลได้เข้าเรียนที่โรงเรียนใหม่ด้วยโควตานักเรียนดนตรีไทย แต่แล้วเขาก็มีปัญหากับคุณครูผู้ดูแลวงโยธวาทิตจากการขัดขืนไม่ขัดรองเท้าให้นักเรียนในวงฯ เป็นผลให้เขาถูกทำโทษ จนรู้สึกว่าโรงเรียนเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัย และนำไปสู่การลาออกจากโรงเรียนก่อนจบการศึกษาในวัย 14 ปี เมื่อกลับมาอยู่บ้านเต็มเวลา แดเนียลเห็นความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นระหว่างวันในแบบที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน ภาพของตาเลี้ยงที่ทำร้ายร่างกายของยายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลา 3 ปีหลังแดเนียลออกจากโรงเรียน ตำรวจในพื้นที่ที่ได้รับเรื่องการทำร้ายร่างกายไว้ก็ไม่ประสงค์ที่จะช่วยเหลือคดีในครอบครัว จนถึงจุดที่แดเนียลบอกว่า ฟางเส้นสุดท้ายคือจุดที่ตาเลี้ยงถือมีดไล่ฟันทุกคนในครอบครัว แดเนียลเลือกตอบโต้ด้วยการใช้ขวานเพื่อป้องกันตัว แต่ท้ายที่สุด การจับอาวุธครั้งนั้นของเขาได้นำไปสู่เหตุฆาตกรรมที่ทำให้เขาถูกพิพากษาจากศาลให้มาอยู่ในศูนย์อบรมเด็กและเยาวชนเป็นเวลา 3 ปี
ชีวิตภายใต้คำพิพากษาของแดเนียลไม่ได้เริ่มต้นที่บ้านกาญจนาภิเษก แต่เป็นในศูนย์ฯ อื่น ด้วยความที่เขามีประวัติอาชญากรรมในคดีที่รุนแรง ทำให้แดเนียลได้รับการยอมรับจากเพื่อนคนอื่นโดยไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนอะไร ในเวลาไม่กี่เดือนเขาไต่เต้าสู่การเป็น ‘พ่อบ้าน’ หรือตำแหน่งหัวหน้าของผู้ถูกคุมขัง แต่ด้วยสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง ทำให้แดเนียลเลือกย้ายมาอยู่ที่บ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้ด้วยความสมัครใจ เขาเล่าว่าตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก เขาทำผิดกฎอยู่เสมอ แต่ข้อดีคือเขาไม่เคยผิดในเรื่องเดิมซ้ำ เพียงแต่จะผิดกฎในเรื่องใหม่อยู่เรื่อย ๆ
แดเนียลเล่าว่าตั้งแต่เขาได้ลงมือก่อเหตุฆาตกรรม ถูกพิพากษา จนได้รับโทษจากการกระทำของตนเอง เขาคิดเสมอว่าการใช้ขวานของเขาครั้งนั้นเป็นเพียงการป้องกันตัว ถ้าเขาไม่ทำเช่นนั้น คนที่จะถูกฆาตกรรมเองก็คือตัวเขาและครอบครัวจากตาเลี้ยงที่ถือมีดวิ่งไล่ทุกคนอยู่ แต่เมื่อเขาได้ผ่านบทเรียนวิชาชีวิตของบ้านกาญจนาภิเษกแล้ว เขาจึงตระหนักได้ว่าความตั้งใจของเขาในการป้องกันตัวและปกป้องครอบครัวจากตาเลี้ยงนั้นเป็นความคิดที่ถูกต้อง แต่สิ่งที่ผิดไปคืออาวุธที่เขาหยิบมาใช้คือขวาน จนทำให้ผลของการป้องกันตัวจากความรุนแรงคือการที่แดเนียลเป็นฝ่ายกระทำความรุนแรงต่อตาเลี้ยงของเขาเอง
“จนผมใกล้จะถูกปล่อย ผมเริ่มเห็นแสงสว่างในคำตอบนี้แล้วว่าค่ำคืนนั้นผมคิดถูกที่อยากปกป้องครอบครัว แต่แค่มันผิดวิธีไปหน่อย ผมอยากให้ความรุนแรงออกไปจากครอบครัว แต่ก็เป็นผมเองที่กระโดดไปใช้ความรุนแรง” แดเนียลเล่าถึงช่วงเวลาที่เขาเริ่มได้เรียนรู้จากบ้านกาญจนาภิเษก พร้อมเพิ่มเติมว่าในกระบวนการเรียนรู้ของป้ามลช่วยให้เขาได้เห็นสิ่งรอบตัวมากกว่าเมื่อก่อนที่เขาเห็นเพียงตัวเองเท่านั้น เขาเปรียบตัวเองกับก้อนหินว่าก่อนหน้านั้นเขาเป็นเพียงก้อนหินที่หล่นลงน้ำและเห็นเพียงตัวเองที่จมลงน้ำ แต่ด้วยหลักสูตรของบ้านกาญจนาภิเษกทำให้เขาเห็นภาพแรงกระเพื่อมของน้ำจากก้อนหินที่ตกลงไป มากกว่าแค่ทีเขาเคยเห็นเพียงตัวเองในอดีต
หนึ่งชีวิตที่เคยพลาดไป แต่ไม่ถึงกับต้องท้อใจ
ปัจจุบันนอกจากจะเป็นศิลปินลูกทุ่งแล้ว แดเนียล-วิวัฒน์วงศ์ ดูวา ยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรบรรยายสร้างแรงบันดาลใจด้วยความเชื่อที่ว่าเขาอยากสร้างโอกาสให้คนอื่น ๆ เขาใช้เรื่องราวที่เขาเคยกระทำผิดนี้เป็นบทเรียนและความหวังให้ผู้ฟัง ส่วนป้ามลเองก็ยังเป็นผู้อำนวยการคนนอกของบ้านกาญจนาภิเษกเองด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสและมอบความรักให้แก่เด็ก ๆ ในสังคมไทยต่อไป
แม้วันนี้จะเป็นช่วงที่เยาวชนใช้สิทธิกลับบ้าน เราจึงไม่เห็นความครึกครื้นในบ้านกาญจนาภิเษกที่เต็มไปด้วยเยาวชนที่อยู่ร่วมกัน แต่จากสองฝั่งของฝาผนังที่เต็มไปด้วยผลงานของเด็ก ๆ จดหมายจากผู้เยี่ยมชมงานที่เขียนถึงบ้านกาญจนาภิเษก และรูปถ่ายของป้ามลคู่กับเยาวชนที่พ้นโทษไปแล้ว ความอบอุ่นที่สัมผัสได้ ณ สถานที่แห่งนี้เป็นเครื่องยืนยันชัดว่าที่นี่ไม่ใช่ ‘คุกเด็ก’ ที่ทำหน้าที่กำราบเยาวชนให้เข็ดหลาบกับความผิดที่พวกเขาก่อ แต่กลับกัน ที่นี่เป็นเสมือนบ้านที่สอนให้เด็ก ๆ ได้รู้จักและให้อภัยตนเอง เรียนรู้สังคมภายนอก และให้โอกาสเขาได้มีอยู่ชีวิตด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากบ้านหลังนี้ เพียงแค่ให้เด็กได้ปิดไฟนอน มีเสรีภาพบนทรงผมและเสื้อผ้า จากเรื่องเล็ก ๆ สู่การมอบโอกาสในการใช้ชีวิตกับพวกเขาอีกครั้ง
Share this: