Social Issue Top Stories

พรากจาก-ติดคุก-ลี้ภัย : เปิดผลกระทบ ‘คดีทางการเมือง’ และความหวังบนเส้นด้ายที่ชื่อ ‘นิรโทษกรรม’

สำรวจปัญหา 'คดีทางการเมือง' ที่ส่งผลต่อผู้ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมร่วมพูดคุยเรื่อง ‘นิรโทษกรรม’ ที่ยังมาไม่ถึง

เรื่อง : อภิสิทธิ์ ฉวานนท์
ภาพ : อภิสิทธิ์ ฉวานนท์ และ สุรีย์พัศ เมธาไมตรี

‘1,960 คน’ คือจำนวนขั้นต่ำของผู้ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง จากรายงานของ ‘ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ นับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. 2563 ถึง 30 พ.ย. 2567 

ตัวเลขข้างต้นคิดเป็น คิดเป็น 1.9 เท่าของที่นั่งใน ‘โรงละครแห่งชาติ’ ที่สามารถรองรับที่นั่งได้ 995 ที่นั่ง

คิดเป็น 39.2 เท่าของจำนวนผู้โดยสารที่รองรับได้บนรถเมล์หนึ่งคัน

คิดเป็น 1.7 เท่าของจำนวนผู้โดยสารที่รองรับได้บนรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำเงินหนึ่งขบวน

และคิดเป็น 2.29 เท่าของจำนวนผู้โดยสารที่รองรับได้บน เครื่องบิน Airbus A380 เครื่องบินพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ด้วยตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีผู้ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและแสดงความเห็นทางการเมือง หรือ ‘ผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง’ เป็นจำนวนมาก

“ความหมายของคดีการเมือง ต้องดูคำนิยามในร่างกฎหมาย ว่ากำหนดกรอบไว้ว่าอย่างไร เป็นประเภทคดีแบบไหนหรือช่วงเวลาช่วงใด” มุนินทร์ พงศาปาน

มุนินทร์ พงศาปาน คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ The Active ในหัวข้อ ‘”นิรโทษกรรมคดีการเมือง” แบบใด ? ทางออกความขัดแย้ง’ เมื่อ 13 ก.พ. 2567 ว่า ‘คดีการเมือง’ มีความหมายที่ไม่แน่นอน เพราะต้องอาศัยการตีความตามกรอบกฎหมายในช่วงเวลานั้น ๆ หากย้อนกลับไปดูรายงานของศูนย์ทนายฯ พบว่า ข้อกล่าวหาสำคัญที่มักถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ได้แก่ คดีมาตรา 112, มาตรา 116, พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ. การชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ และละเมิดอำนาจศาลฯ

คดีต่าง ๆ

คดีมาตรา 112 คือ การเอาผิดต่อผู้ที่ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ระบุโทษจำคุกไว้ที่ 3-15 ปี

คดีมาตรา 116 คือ การเอาผิดต่อผู้ที่ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน หรือ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ระบุโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 7 ปี

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) คือกฎหมายที่ให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งเพื่อบริหารสถานการณ์ในช่วงภาวะฉุกเฉินของประเทศ ประกาศใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2548 โดยทักษิณ ชินวัตร ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และอีกครั้งโดยประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้กำหนดโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของนายกรัฐมนตรีภายใต้อำนาจของ พ.ร.ก. ฉบับนี้ไว้ว่ามีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี

พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ (พ.ร.บ.ชุมนุมฯ) มีข้อกำหนดที่หลากหลายและมีการกำหนดบทลงโทษที่แตกต่างกัน แต่มาตรา 7 และ 8 คือมาตราที่มักถูกนำมาใช้ดำเนินคดีแก่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองเกี่ยวกับการกำหนดสถานที่หรือพื้นที่ที่ห้ามจัดการชุมนุม ระบุโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 6 เดือน

พระราชบัญญัติว่าด้วยกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมฯ) เป็นกฎหมายที่มุ่งเอาผิดผู้กระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต หรือสังคมออนไลน์ ในมาตรา 14 ครอบคุลมความผิดถึงการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติหรือก่อให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชน ข้อมูลที่มีความผิดต่อความมั่นคงของชาติ และการเผยแพร่ซ้ำข้อมูลที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นความผิด ระบุโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คดีละเมิดอำนาจศาล คือคดีที่เอาผิดต่อผู้ที่ขัดขืนหรือไม่ให้ความร่วมมือตามคำสั่งของศาล ระบุโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อพิจารณาบทลงโทษของแต่ละข้อกล่าวหานั้น ความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดที่มีการระบุโทษจำคุกมากที่สุด คือ 3-15 ปี ซึ่งโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีนั้น ถือเป็นระยะเวลาที่ยาวนานของคนทั่วไป เปรียบได้กับชีวิตตั้งแต่เกิดจนจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าจาก ‘เด็กชาย’ หรือ ‘เด็กหญิง’ สู่ ‘นาย’ หรือ ‘นางสาว’

บัสบาส-มงคล ถิระโคตร ผู้ถูกลงโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 มากที่สุดในประวัติศาสตร์คือ 50 ปี จากความผิด 25 กระทง เขาถูกพิพากษาเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 ขณะที่มีอายุ 30 ปี ดังนั้น หากมงคลต้องมีชีวิตอยู่เพื่อรับโทษจำคุกจนครบกำหนด เขาจะได้รับอิสรภาพเมื่ออายุ 80 ปี ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยอายุของคนไทยที่อยู่ที่ 77 ปี เช่นเดียวกับ อัญชัญ ปรีเลิศ ที่ถูกลงโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 เป็นเวลา 43 ปี 6 เดือน ในวันที่เธอมีอายุ 65 ปี ซึ่งหมายความว่าเธอจะต้องมีอายุถึงประมาณ 108 ปี เพื่อรับโทษจำคุกจนหมด

พลอยมีมี่ – คู่หูข้าวจี่: จากเพื่อนที่สบายใจ สู่วันที่ต้อง ‘ไกล’ กันกว่าเดิม

ตัวเลขในภาพใหญ่มิอาจสร้างความเข้าใจถึงผลกระทบจากคดีทางการเมืองได้ นิสิตนักศึกษาจึงได้พูดคุยกับ มีมี่-ณิชกานต์ นักกิจกรรมทางสังคม ถึงประสบการณ์การ ‘พรากจาก’ กับเพื่อนสนิทของเธอหรือ พลอย-เบญจมาภรณ์ เยาวชนนักเคลื่อนไหวซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อายุน้อยที่สุด

มีมี่-ณิชกานต์ (ซ้าย) และ พลอย-เบญจมาภรณ์​ (ขวา)

มีมี่เล่าว่า เธอรู้จักกับพลอยจากการเคลื่อนไหวในขบวนการทางสังคมช่วงปี 2563 ในวันที่พวกเธอทั้งคู่ยังเป็นเยาวชนกันอยู่ แม้จะเริ่มต้นเคลื่อนไหวกันคนละกลุ่มและเรียกร้องคนละประเด็น แต่พวกเธอสนิทกันจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนแนวทางการเคลื่อนไหวและมีงานอดิเรกที่สนใจเหมือนกันคือ ‘การเล่นเกม’ พลอยและมีมี่จึงเปิดแฟนเพจบนเฟซบุ๊ก (Facebook Page) ร่วมกันในชื่อ พลอยมีมี่ – คู่หูข้าวจี่ โดยคำว่า ‘คู่หูข้าวจี่’ มาจากการรวมกันของชื่อแฝงหรือโค้ดเนม (Codename) ที่พวกเธอใช้ในช่วงที่มีขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อปกปิดตัวตน

ในช่วงแรก ทั้งสองคนตั้งใจเปิดแฟนเพจขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดสดการเล่นเกมและลง ‘วล็อก (Vlog)’ เรื่องราวชีวิตประจำวันหรือการไปเที่ยวของพวกเธอ แต่ด้วยรูปแบบชีวิตที่เป็นนักกิจกรรม ทำให้โพสต์แรกของเพจไม่ได้เป็นอย่างที่ตั้งใจไว้ และกลายเป็นเนื้อหาเดินทางไปศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อให้กำลังใจ บุ้ง-เนติพร ที่ถูกไต่สวนถอนประกัน ด้วยเหตุนี้ พลอยมีมี่ – คู่หูข้าวจี่ จึงกลายเป็นแฟนเพจที่มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับประเด็นการเมืองแทนที่จะเป็นเนื้อหาที่สนุกและผ่อนคลายอย่างที่พวกเธอตั้งไว้

ภาพโปรไฟล์จากเพจ พลอยมีมี่ – คู่หูข้าวจี่

“พลอยเป็นไม่กี่คนที่มีชุดประสบการณ์เดียวกับเรา ไม่ใช่แค่อยู่ในวงสังคมเดียวกัน แต่คือคนที่ผ่านอะไรมาด้วยกันมากที่สุด ดังนั้น เราจึงต่างเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร หรือเคยเผชิญสถานการณ์แบบไหนมา” มีมี่อธิบายความสัมพันธ์ของเธอและพลอย

การเคลื่อนไหวของพลอย

พลอย-เบญจมากรณ์ คือผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีอายุน้อยที่สุดในประเทศไทย เธอเริ่มเคลื่อนไหวจากการเรียกร้องสิทธิของนักเรียนร่วมกับกลุ่ม ‘นักเรียนเลว’ เป็นที่รู้จักจากแคมเปญ ‘เลิกบังคับหรือจับตัด’ ที่เธอสวมชุดนักเรียน มัดมือและปากด้วยเทปสีดำ สวมป้ายคล้องคอที่เขียนว่า

“นักเรียนคนนี้ทำผิดกฎของโรงเรียน เพราะไว้ผมยาวเริ่มดิ่งหู และตัดผมหน้า” บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยาม เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2563 หลังจากนั้นเธอได้ทำกิจกรรมทางการเมืองเรื่อยมาและเข้าร่วมกับกลุ่ม ‘ทะลุวัง’ พร้อมขยับมาเรียกร้องประเด็นทางสังคมอื่น ๆ เช่น ความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิแรงงาน และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

พลอยถูกดำเนินคดีครั้งแรก ด้วยความผิดมาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (5) จากการแชร์โพสต์จากเพจทะลุวังเรื่องงบประมาณสถาบันกษัตริย์ และตามมาด้วยคดีมาตรา 112 และฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินอีกหลายคดี นอกจากนี้ พลอยยังถูกคุกคามชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

โดยเธอให้สัมภาษณ์กับประชาไท ในหัวข้อ “ชีวิตของ ‘พลอย’ ผู้ลี้ภัยอายน้อยที่สุด” ว่า แม่ของเธอได้รับจดหมายข่มขู่จากบุคคลปลอมแปลงชื่อ และพ่อของเธอยังเคยได้รับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าที่อ้างว่า ‘เป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงศึกษาธิการ’ เพื่อมอบทุนการศึกษาให้พลอยกลับเข้าสู่โรงเรียน ด้วยสถานการณ์ที่ถูกคุกคามและดำเนินคดีความต่าง ๆ พลอยจึงตัดสินใจลี้ภัย

ย้อนกลับไปช่วงเดือนสิงหาคม 2565 พลอยตัดสินใจลี้ภัยออกนอกประเทศ มีมี่เล่าว่า ช่วงนั้นพลอยมาใช้เวลาที่บ้านร่วมกับเธออยู่บ่อยครั้ง ทั้งสองได้มีโอกาสเล่นเกม The Sims 4 ที่ชอบด้วยกัน โดยมีมี่ไม่รู้เลยว่า พลอยตั้งใจมาใช้เวลาร่วมกับเธอให้มากที่สุดก่อนที่จะตัดสินใจลี้ภัยออกนอกประเทศไป ทำให้ช่วงเวลานั้นเป็นการอยู่ด้วยกันครั้งสุดท้ายของคู่หูข้าวจี่ 

มีมี่ทราบข่าวการลี้ภัยของพลอยพร้อมกับคนรอบตัว เธอเล่าว่า ตนเองรู้สึกเสียใจและเป็นห่วงความปลอดภัยของเพื่อนที่ลี้ภัยอย่างกะทันหัน และไม่สามารถติดต่อพลอยได้ในระยะแรก กระทั่งได้รับจดหมายจากพลอยที่ส่งผ่านเพื่อนคนหนึ่ง ทำให้มีมี่รู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ว่าเพื่อนของเธอปลอดภัย

“เราไม่รู้ว่าพลอยจะไปตอนไหน แต่รู้อีกทีก็ติดต่อไม่ได้แล้ว ช่วงนั้นก็เศร้าเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเจอมาก่อน ตอนนั้นเราไปเรียนพร้อมถือจดหมายจากพลอยที่ฝากเพื่อนมาให้ พออ่านไปก็ร้องไห้ไปด้วย และด้วยสถานการณ์ตอนนั้นที่พูดอะไรไม่ได้ ไปเจอเพื่อนก็ซึม ๆ กลับบ้านมาร้องไห้ต่อ เรารู้สึกกังวลและเป็นห่วงความปลอดภัยของเพื่อน แต่พอได้รู้ว่าเพื่อนปลอดภัยก็โอเคขึ้น” มีมี่กล่าว

มีมี่เล่าว่า ระยะแรกที่พลอยลี้ภัย เพื่อนของเธอต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิต จากเด็กคนหนึ่งที่ไม่ได้คุ้นชินกับการเอาตัวรอดในสังคมต่างถิ่นมาก่อน ต้องพยายามดิ้นรนทำงานเท่าที่พอจะสมัครได้ นั่นเป็นช่วงที่มีมี่คุยโทรศัพท์กับพลอยตลอดเวลา ตั้งแต่การเล่าและแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ทั้งสองได้เจอมา พวกเธอเล่นเกมด้วยกันระหว่างวันและต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน จนถึงช่วงที่พลอยสามารถตั้งหลักกับชีวิตในต่างแดนได้

เมื่อมองย้อนกลับไป มีมี่เล่าว่าการเคลื่อนไหวในฐานะ ‘เยาวชน’ ของเธอในอดีตเป็นสิ่งที่เธอและเพื่อน ๆ นักกิจกรรมเยาวชนส่วนใหญ่รู้สึกเสียใจภายหลัง จากปัญหาภายในของขบวนการเคลื่อนไหวและผลกระทบที่ต้องเผชิญ ทั้งการถูกคุกคามชีวิตส่วนตัว การกลั่นแกล้งทางอินเตอร์เน็ต รัฐที่ดำเนินคดีจากการเคลื่อนไหวของเยาวชน มีมี่มองว่า สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่ประเทศไทยไม่มีความเป็นประชาธิปไตยมากพอ และขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเฉพาะกับเยาวชน ซึ่งนำไปสู่การสร้างผลกระทบทางจิตใจของเยาวชนคนหนึ่ง

“ตอนเด็กอาจไม่ชอบที่ตัวเองพูดแบบนี้ แต่ตอนนี้ก็คงพูดได้ว่าเราไม่สามารถประเมินอะไรได้ขนาดนั้นจริง ๆ เรายังเด็กมากและไม่ได้เข้าใจว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องหรือดีพอไหม บางครั้งก็ไม่กล้าพูด เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังเด็กและคงไม่รู้เรื่องอะไร” มีมี่สะท้อนความรู้สึกของเธอถึงประสบการณ์ในอดีต

นอกจากนั้น ก่อนพลอยลี้ภัยยังเป็นช่วงเวลาที่องค์กรทางสังคมที่พลอยสังกัดอยู่มีความวุ่นวาย ซึ่งพลอยเองก็ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพจิตและการถูกคุกคาม ทำให้พลอยเลือกที่จะลี้ภัยออกนอกประเทศในเวลากระชั้นชิด สิ่งที่พลอยต้องเผชิญนับเป็น ‘ความกดดันมาก’ สำหรับเยาวชนคนหนึ่ง จึงเป็นสาเหตุให้มีมี่อดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ เนื่องจากเธอมองว่าการตัดสินใจลี้ภัยครั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้สภาวะที่พลอยได้มีโอกาสตัดสินใจอย่างถี่ถ้วน

การย้ายถิ่นของ ‘เจ้าสาวหมาป่า’

กอฟ-ภรณ์ทิพย์ มั่นคง อดีตผู้ถูกคุมขังคดีมาตรา 112 เล่าว่าเมื่อปี 2558 เธอถูกสั่งฟ้องและตัดสินจำคุกในข้อหามาตรา 112 หลังจากแสดงละครเรื่อง เจ้าสาวหมาป่า ในปี 2556 กอฟสันนิษฐานว่า สาเหตุที่ทำให้เธอถูกสั่งฟ้องส่วนหนึ่งอาจเป็นผลพวงจากการรัฐประหารเมื่อปี

2557 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเป็นช่วงที่คณะรัฐประหารต้องการเก็บกวาดนักกิจกรรม เพราะวันที่เธอแสดงละครเรื่องเจ้าสาวหมาป่าและวันที่เธอถูกสั่งฟ้องนั้นมีระยะเวลาห่างกันนานพอสมควร อย่างไรก็ตาม กอฟยืนยันว่าเธอเตรียมใจกับการติดคุกไว้ตั้งแต่ช่วงที่เข้ามาทำกิจกรรมทางสังคมแรก ๆ

“เวลาคุณทำกิจกรรมก็ต้องรู้อยู่แล้วว่า ‘ขาข้างหนึ่งอยู่ในคุกแน่ ๆ’ มันไม่มีทางใสสะอาดบริสุทธิ์ เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเรากำลังทำละครเพื่อต่อต้านรัฐใช่ไหม ดังนั้น โอกาสติดคุกนับไปเลยหนึ่งครั้ง ขาอยู่ในคุกหนึ่งข้างแล้ว” กอฟกล่าว

ทั้งนี้ กอฟเคยสั่งเพื่อนของเธอไว้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอต้องถูกจำคุก ให้เพื่อน ๆ เดินทางไปที่บ้านของเธอเพื่อบอกข่าวนี้แก่แม่ของกอฟด้วยวาจา เนื่องจากกอฟไม่เคยพูดคุยเรื่องการทำกิจกรรมของตนอย่างจริงจังกับแม่ จึงกังวลว่าหากแม่ทราบข่าวอาจตกใจจนหมดสติหรือเกิดอุบัติเหตุอื่น ๆ ได้ เมื่อวันนั้นมาถึง เพื่อนหลายคนได้เดินทางไปที่บ้าน แต่แม่ของกอฟตอบกลับมาว่า เธอรู้อยู่ก่อนแล้วว่ากอฟโดนจับจากคำบอกเล่าของยายข้างบ้าน เพียงแต่รอการยืนยันจากกอฟเท่านั้น

“อย่าไปโกรธลูก เพราะถ้าคนทั้งโลกหันหลังให้ลูกเราแล้ว เราต้องอยู่กับเขา เขาเป็นลูกเรา” กอฟเล่าว่า นี่คือคำพูดจากพ่อของกอฟที่ตอบกลับแม่หลังทราบข่าว แม้เวลานั้นพ่อของเธอจะอยู่ในเรือนจำเช่นเดียวกัน แต่ก็เป็นคำพูดที่สะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนกันในครอบครัวของเธอได้ดี

กอฟ-ภรณ์ทิพย์ มั่นคง

‘เด๊ง’ คือฉายาที่เธอถูกเรียกโดยเพื่อน ๆ ในเรือนจำ เนื่องจากเธอชอบผูกโบว์ขนาดใหญ่มากเป็นประจำ เวลาเดินไปไหนมาไหน โบว์นั้นจะปลิว กระพือ และเด้งไปมา ทำให้กอฟถูกเรียกด้วยฉายาดังกล่าว กอฟกล่าวว่าเธอมีความสุขมากตลอดสองปีที่อยู่ในเรือนจำ เพราะเธอได้รับการดูแลและความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ผู้ต้องขังเสมอ

กระนั้น กอฟก็ยังมีวันที่แย่จนร้องไห้ในเรือนจำอยู่หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นจากปัญหาเงินหมด แฟนที่คบกันขณะนั้นไม่มาเยี่ยมโดยไม่แจ้งข่าว หรือจากปัญหาภายในแดนที่เธอถูกคุมขัง แต่เธอก็ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้เพราะความช่วยเหลือจากเพื่อนในเรือนจำ ทุกครั้งที่เธอร้องไห้จะได้รับการปลอบโยนจากคนในเรือนจำเสมอ เธอจึงตั้งใจทำตัวเป็น ‘แสงสว่าง’ ในเรือนจำ เพื่อให้คนอื่นได้รับความสุขแบบที่เธอได้รับตามไปด้วย

“เช้าวันหนึ่งหลังจากวันที่ไม่มีคนมาเยี่ยม เราก็จะซึม ไปอาบน้ำก็ซึม ก็จะมีมะ (‘แม่’ ของคนมุสลิม) คนนึง มะเขาก็จะเดินมาคล้องแขนแล้วพูดว่า ‘มา ไปกินข้าวกับมะ !” กอฟกล่าวถึงความทรงจำที่ดีของเธอ

หลังกอฟรับโทษจากความผิดมาตรา 112 จนครบ เธอได้ย้ายไปปักหลักชีวิตใหม่ที่เมืองบาร์เชโลนา ประเทศสเปน จนถึงปัจจุบัน พร้อมกิจการร้านนวดแผนไทยที่เธอเป็นเจ้าของ

‘นิรโทษกรรมประชาชน’ ทางออกของคดีการเมือง

‘นิรโทษกรรม’ หมายถึง การลบล้างการกระทำความผิดอาญาที่บุคคลได้กระทำมาแล้ว

โดยมีกฎหมายกำหนดให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด (อ้างอิงจาก พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554)

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยมีผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองจำนวนมาก การนิรโทษกรรมกลายเป็นข้อเรียกร้องสำคัญของภาคประชาสังคมและขบวนการเคลื่อนไหว โดยเมื่อ 14 ก.พ. 2567 เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ประกอบด้วย โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR), ทะลุฟ้า และอีก 21 องค์กร ได้ยื่นรายชื่อผู้เสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชนจำนวน 35,905 รายชื่อ แก่ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือ พรรคประชาชน) พรรคเป็นธรรม และพรรคเพื่อไทย

ขณะที่กระบวนการทางรัฐสภาได้เริ่มดำเนินการเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าว โดย BBC Thai รายงานว่า 24 ต.ค. 2567 สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับรองข้อสังเกตจากการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการตราร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม (กมธ. นิรโทษกรรม) เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลมีความกังวลกับข้อสังเกตดังกล่าวว่า อาจกลายเป็นสารตั้งต้นที่จะนำไปอ้างอิงเพื่อออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมการกระทำความผิดตามมาตรา 110 (ประทุษร้ายพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) และมาตรา 112 ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม รายงานศึกษาส่วนอื่นนอกเหนือข้อสังเกตของกมธ. นิรโทษกรรม ยังคงมีผลให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบต่อไป พร้อมมีร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่รอบรรจุเข้าสภาทั้งสิ้น 4 ฉบับ คือ ร่างที่เสนอโดยพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน) ร่างที่เสนอโดยพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ร่างที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ และร่างจากภาคประชาชนโดยทั้งหมดนี้จะถูกพิจารณาพร้อมกันในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร

ข้อสังเกตของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้ง 4 ร่าง คือมีเพียงร่างของภาคประชาชนเท่านั้นที่ระบุชัดเจนว่า “ให้นิรโทษกรรมคดีตามฐานความผิดในมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา” ต่างจากร่างของพรรคประชาชนที่ต้องอาศัยดุลยพินิจของคณะกรรมการพิจารณาที่จะตั้งขึ้นจากอำนาจของกฎหมายนิรโทษกรรมในอนาคต ขณะเดียวที่ร่างจากพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคครูไทยเพื่อประชาชนได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “จะไม่นิรโทษกรรมคดีตามฐานความผิดในมาตรา 112”

เมย์-พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความประจำศูนย์ทนายฯ และผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ได้เล่าถึงความจำเป็นของการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะกับคดีมาตรา 112 และความหวังของกระบวนการยุติธรรมในไทยว่า

“ถามว่าทำไมต้องเป็น ‘นิรโทษกรรม’ ไม่ใช่การ ‘อภัยโทษ’ คือ การอภัยโทษเป็นเงื่อนไขของคดีที่สิ้นสุดแล้ว เป็นดุลยพินินิจของทางวัง ซึ่งเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องทางการเมืองจึงควรใช้วิธีทางการเมืองด้วย และการออกกฎหมายนิรโทษกรรมสามารถแก้ไขครอบคลุมคดีที่ยังไม่ถึงชั้นศาล คดีที่อยู่ในระหว่างศาลชั้นต้น ชั้นอุทธรณ์ ชั้นฎีกา หรือคดีที่สิ้นสุดหรือรับโทษไปแล้วก็สามารถรับการนิรโทษกรรมได้หมด ทำให้คนที่ถูกดำเนินคดีสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้โดยไม่มีพันธนาการ”

การพระราชทานอภัยโทษ

การพระราชทานอภัยโทษ หมายถึง การพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์แก่ผู้ต้องโทษให้ได้รับการปล่อยตัว หรือลดโทษ หรือเปลี่ยนโทษ แล้วแต่กรณี ซึ่งขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอำนาจที่กำหนดไว้ในรัฐธธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ที่มา : สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

พูนสุขเล่าเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ข้อถกเถียงของการนิรโทษกรรมคือ “คดีความผิดตามมาตรา 112 ไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม” เพราะเป็นคดีอาญาและมีโทษจำคุกสูง แต่ในความเห็นของพูนสุข ความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ นี้เป็นคดีที่มีโทษสูง แต่ไม่ได้สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 หรือการล้มล้างการปกครอง ที่ระบุไว้ว่า ‘ต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต’ ซึ่งเป็นความผิดที่คณะรัฐประหารจะนิรโทษกรรมความผิดของตนเองทันทีหลังรัฐประหารเสร็จสิ้น โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเป็นคดีที่มีโทษสูงหรือต้องมาถกเถียงกับใคร

หากมองในมุมของหลักสิทธิมนุษยชน พูนสุขเห็นว่าความผิดตามมาตรา 112 ไม่ควรถือเป็นความผิดตั้งแต่แรก เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพทางการแสดงออกที่ยังถูกโต้แย้งจากองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและนานาประเทศ ทั้งนี้ พูนสุขยืนยันว่า การนิรโทษกรรมมีจุดประสงค์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งจากผลกระทบทางการเมือง เนื่องจากผู้ต้องขังทางการเมืองหรือผู้มีโอกาสถูกตัดสินจำคุกจากคดีการเมืองตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีความผิดตามมาตรา 112 จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะทิ้งพวกเขาเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปัญหาแห่งยุคสมัย’

ความเห็นของพูนสุขสอดคล้องกับมีมี่และกอฟ คือ มีมี่สนับสนุนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ต้องรวมคดีความผิดตามมาตรา 112 รวมถึงคดีการชุมนุมบริเวณแยกดินแดงช่วงปี 2564-2565 และการชุมนุมของกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ช’ ด้วย เนื่องจากเหตุเหล่านี้ล้วนเป็นความผิดที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมือง

ด้านกอฟสนับสนุนการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพซึ่งควรเริ่มนับตั้งแต่ปี 2549 และจำเป็นต้องรวมความผิดตามคดีมาตรา 112 เข้าไปด้วย แม้การใช้ชีวิตในต่างแดนของเธอจะไม่จำเป็นต้องได้รับการนิรโทษกรรม แต่เธอมองว่าการนิรโทษกรรมยังสำคัญและจำเป็นต้องเกิดขึ้น เพราะการนิรโทษกรรมจะช่วยคลายความเจ็บปวดจากผู้ได้รับผลกระทบของคดีการเมืองอื่น ๆ ได้

“ออกจากคุกมาแล้วมันไม่ได้จบ การติดคุกแล้วมันไม่จบนะ ชีวิตเขายังต้องถูกโซ่ที่มองไม่เห็นล่ามไปเรื่อย ๆ อยู่” กอฟกล่าว

กระบวนการยุติธรรมของผู้ถูกดำเนินคดีการเมือง

นอกจากประเด็นการนิรโทษกรรม พูนสุขมองว่า กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง แม้จะมีกฎหมายที่ดูเหมือนเป็นไปตามหลักสากล เช่น การให้สิทธิจำเลยตั้งข้อรังเกียจต่อศาลเพื่อให้ศาลที่มีอำนาจสูงกว่าเป็นคนชี้ขาด การให้สิทธิจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์และขอยื่นประกันตัว แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีประชาชนหลายคนถูกดำเนินคดีทางการเมืองภายใต้กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ชอบธรรม เช่น ในวันที่ 6 ธ.ค. 2567 ยังมีผู้ต้องขังจากคดีการเมืองจำนวน 22 ราย ที่คดียังไม่สิ้นสุด คือ อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือต่อสู้คดีในชั้นศาล ซึ่งหากอิงตามหลัก ‘สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (Presumption of Innocence)’ นักโทษการเมืองเหล่านี้ควรได้รับสิทธิประกันตัว แต่พวกเขากลับถูกคุมขังและไม่สามารถประกันตัวได้

นอกจากนั้น ในกระบวนการสืบพยานคดีมาตรา 112 เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2567 จากกรณีการปราศรัยในการชุมนุม ‘แฮรี่ พอตเตอร์ เสกคาถาปกป้องประชาธิปไตย’ ของ อานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มคณะราษฎร เขาถูกศาลอาญาปฏิเสธคำขอเบิกพยานหลักฐานเพิ่มเติม คือ เอกสารการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เพื่อใช้ในการถามค้านพยานฝ่ายโจทก์ โดยศาลอาญาให้เหตุผลที่ไม่ออกหมายเรียกให้ว่า อาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ที่ระบุว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” ทำให้ฝ่ายจำเลยไม่มีเอกสารมาใช้ในการถามค้าน กรณีเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกับอานนท์ แต่เกิดขึ้นกับการพิจารณาคดีมาตรา 112 อีกหลายคดี

“ลองปิดหน้าว่าไม่ใช่ทนายอานนท์ ลองปิดชื่อคดีว่าไม่ใช่คดี 112 แต่เป็นคน ๆ หนึ่งที่ต้องเผชิญกระบวนการยุติธรรมแบบนี้ แล้วศาลตัดสินออกมาว่าคุณมีความผิด เราเชื่อถือกระบวนการแบบนี้ได้อย่างไร เราปล่อยให้เกิดกระบวนการพิสูจน์ความผิดแบบนี้ แล้วบอกว่าเขาเป็นคนผิดได้อย่างไร เราอยู่ในสังคมแบบนี้ได้อย่างไร” พูนสุขกล่าว

ผลกระทบของการดำเนินคดีทางการเมือง คือ การพรากเอาชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งให้แยกจากบ้านที่เขาควรอยู่ อาหารที่เขาควรได้กิน เพลงที่เขาควรได้ฟัง หรือแม้แต่ครอบครัวที่เขาควรได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วย

พูนสุขเล่าถึงกรณีของ บูม-จิรวัฒน์ หนึ่งในผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองที่ไม่ใช่แกนนำและเป็นเพียงประชาชนธรรมดาที่แชร์ 3 โพสต์บนเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการผูกขาดวัคชีนของสยามไบโอไซเอนซ์ ตั๋วช้าง และคำปราศรัยของ มายด์-ภัสราวลี แกนนำกลุ่มคณะราษฎร ทำให้เขาถูกฟ้องดำเนินคดีมาตรา 112 และไม่ได้รับประกันตัวเนื่องจากศาลมองว่า ‘มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ให้ยกคำร้อง’ ผลจากการคุมขังนี้ ทำให้ครอบครัวของบูมต้องสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่งและเขายังมีภรรยาที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งบูมไม่แน่ใจว่าเขาจะได้ออกไปนอกเรือนจำก่อนที่กรรยาจะเสียชีวิตหรือไม่

(ปัจจุบันบูมได้รับการปล่อยตัวหลังศาลฎีกามีคำสั่งประกันตัวเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2567)

นอกจากนั้น ยังมีกรณีของ ธนพร อีกหนึ่งประชาชนธรรมดาที่ถูกคุมขังในเรือนจำจากความผิดในมาตรา 112 ธนพรไม่ใช่แกนนำ และเธอต้องถูกแยกออกจากลูกทั้งสองคน ซึ่งคนแรกอายุเพียง 2 ขวบและอีกคนหนึ่งอยู่ในวัยแบเบาะ เพียงเพราะแสดงความคิดเห็นให้โพสต์หนึ่งบนเฟซบุ๊กเมื่อปี 2564 ท่ามกลางกระแสการชุมนุม

“การโพสต์ข้อความหนึ่งซึ่งไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ากี่คนจะได้อ่าน เชื่อ หรือได้รับผลกระทบจากข้อความนั้น แต่เราพรากชีวิตของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งจะไม่ได้ส่งผลในปัจจุบันหรือช่วงปีครึ่ง สองปีที่เขาได้รับโทษ แต่เด็กที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูในช่วงสองปีแรกของช่วงชีวิตที่เกิดมาหรือช่วงต้นของชีวิต เขาจะมีความมั่นคงขนาดไหน หรือเขาจะต้องแยกไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่อย่างไร เราคิดว่ามันมีหลายครอบครัวมาก” พูนสุขกล่าว

คดีทางการเมืองเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับความรักอย่างแยกไม่ขาด เพราะทุกคนย่อมต้องมีคนที่รัก บ้านที่รัก สัตว์เลี้ยงที่รัก ฯลฯ ที่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วย 

อย่างกรณีของมีมี่ที่ต้องแยกจากพลอย บูมและธนพรที่ต้องแยกจากครอบครัว มงคลและอัญชัญที่อาจต้องรับโทษจำคุกจนสิ้นอายุขัย หรือกระทั่งการอยู่ในเรือนจำเองก็ต้องอาศัยความรักจึงจะผ่านไปได้ดังเช่นกรณีของกอฟเช่นกัน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายฝ่ายถกเถียงกันว่าควรรวมคดีมาตรา 112 ในการนิรโทษกรรมหรือไม่ ในทุกวินาทีที่ผ่านไป มีหลายคนที่ต้องแยกจากจากคนรักด้วยคดีมาตรา 112 อยู่