Art & Culture Top Stories

เมื่อใคร ๆ หันมาสนใจละครโรงเล็ก

ละครเวทีเป็นมหรสพที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน มีการพัฒนาในมิติต่าง ๆ ให้สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของแต่ละยุค ปัจจุบันละครเวทีมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งในแง่ขนาดพื้นที่ รูปแบบการนำเสนอ และกลุ่มผู้ชม โดยหนึ่งในรูปแบบที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้คือ “ละครโรงเล็ก”

เขียน : ภัคพล ขันธบรรพ

ละครเวทีเป็นมหรสพที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน มีการพัฒนาในมิติต่าง ๆ ให้สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของแต่ละยุค ปัจจุบันละครเวทีมีรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งในแง่ขนาดพื้นที่ รูปแบบการนำเสนอ และกลุ่มผู้ชม โดยหนึ่งในรูปแบบที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษในช่วงเวลานี้คือ “ละครโรงเล็ก”

ละครโรงเล็กในภูมิทัศน์สังคมร่วมสมัย

ประดิษฐ ประสาททอง นักการละคร ศิลปินแห่งชาติ และผู้จัดเทศกาล Bangkok Theatre Festival ได้ให้นิยามของละครโรงเล็ก ผ่านงานวิจัยหัวข้อ “ละครโรงเล็กในกรุงเทพฯ” (2528 – 2568) ไว้ว่า “ละครโรงเล็ก คือสถานที่จัดแสดงละครเวทีอย่างสม่ำเสมอที่มีขนาดเล็ก ประมาณ 20 – 100 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในทำเลที่เข้าถึงสะดวก ดำเนินการโดยศิลปิน เอกชน หรือหน่วยงานไม่หวังผลกำไรต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนงานเชิงศิลปะ งานทดลองใหม่ ๆ งานละครนอกกระแส ทั้งนี้ไม่รวมละครเชิงพาณิชย์ ในทางวิชาการเชื่อกันว่าละครทางเลือกในโรงละครขนาดเล็กเป็นศิลปะบริสุทธิ์ที่จะมีพลังขับเคลื่อนสังคมเพราะไม่ขึ้นกับเงื่อนไขของนายทุนทั้งรูปแบบและเนื้อหา”

ละครโรงเล็กนั้นมีอยู่ในสังคมไทยมานานแล้ว ไม่ใช่ปรากฏการณ์ใหม่ แต่กระแสความนิยมของละครโรงเล็กนับตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ได้สะท้อนถึงปัจจัยอันหลากหลายในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในวงการละครเวทีไทยที่มีทั้งจำนวนการแสดงและความสนใจของผู้ชมขยับเพิ่มขึ้นไปพร้อมกัน

หนึ่งในสิ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าความสนใจของละครโรงเล็กกำลังเพิ่มขึ้นคือ ‘เทศกาลละคร’
เพราะในแต่ละเทศกาลมีศิลปินเพิ่มขึ้นและสร้างผลงานละครโรงเล็กมากขึ้นจริง ตัวอย่างที่เห็นได้คือ หลายปีให้หลังโควิด Bangkok Theatre Festival มีจำนวนศิลปินและคณะละครที่ส่งผลงานของตัวเองมาร่วมแสดงเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น ในปี 2022 มี 30 กว่าเรื่อง ปี 2023 มี 60 กว่าเรื่อง ปี 2024-2025 ที่มี 70-80 เรื่อง จนถึงขั้นที่เทศกาลต้องเพิ่มพื้นที่การแสดงเพื่อรองรับศิลปินและคณะละคร รวมไปถึงยังมีการเกิดขึ้นของเทศกาลละครใหม่ ๆ เช่น Late Night Theatre, H0M0HAUS, Poems Dimension ที่เปิดพื้นที่ให้ศิลปินรุ่นใหม่ได้ทดลองและนำเสนอผลงาน ทำให้ศิลปินและผู้ชมได้มีพื้นที่เข้าถึงศิลปะเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ เริ่มมีศิลปินออกมาก่อตั้งคณะละครหรือทำละครของตัวเองนอกเทศกาลเพิ่มขึ้น โดยศิลปินและคณะละครหลายกลุ่มเลือกที่จะสร้างพื้นที่ของตัวเองบนโซเชียลมีเดียเพื่อการประชาสัมพันธ์ผลงาน ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม การแสดงละครโรงเล็กที่เกิดขึ้นนี้มีตั้งแต่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ จนถึงการขยายตัวออกจากศูนย์กลางเมืองไปสู่พื้นที่รอบนอกและต่างจังหวัดมากขึ้น เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ อุบลราชธานี นี่จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าวันนี้ ละครโรงเล็กกำลังได้รับความนิยม

ละครโรงเล็กเป็นที่นิยมด้วยเหตุใด?

จิร อังศุธรรมทัต ช่างภาพ ผู้กำกับละคร นักแสดง จากคณะละครโยกย้ายเทียเตอร์และคณะละครปู๊นปู๊น คิดเห็นว่า สิ่งที่ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจละครโรงเล็กในช่วงนี้ เกิดขึ้นจากจุดเด่นของความเป็นละครโรงเล็กเอง ไม่ว่าจะด้วยพื้นที่การแสดงที่มีความใกล้ชิดกับผู้ชมมากกว่าปกติ ราคาบัตรที่มีสามารถจับต้องได้ ไม่มีการแบ่งลำดับชั้นของการรับชม ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงละครเวทีได้ทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีการกระจายพื้นที่การแสดงหลายที่ ผู้ชมจึงเกิดความสนใจ

เขตต์ตะวัน จันทนกูล ฟรีแลนซ์ด้านการจัดอิเวนต์ ผู้กำกับละคร นักแต่งเพลง จากคณะละครโยโล่โบรเทียเตอร์ มองว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่สื่อละครเวทีมีความเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น ๆ ค่อนข้างบ่อย เช่น การดัดแปลงละครเวทีบรอดเวย์ในตำนานอย่าง Wicked มาเป็นรูปแบบภาพยนตร์ การนำประวัติศาสตร์เรื่องราวของคณะราษฎรมาเล่าเป็นละครเวที Before 2475 หรือการนำนิยาย Death and the Maiden มาดัดแปลงเป็นละครเวทีในชื่อเดียวกัน การข้ามศาสตร์ประยุกต์สายนี้สามารถดึงกลุ่มแฟนคลับให้เริ่มตามละครเวทีและเพิ่มจำนวนผู้ชมได้

“ต้นทุนในการทำละครโรงใหญ่มันสูงมากและพื้นที่ในการทำมันน้อย
คนเลยต้องย่อยโปรดักชันตัวเองลงมาที่โรงเล็กเพื่อให้ได้เล่าเรื่อง”

เขตต์ตะวัน จันทนกูล ฟรีแลนซ์ด้านการจัดอิเวนต์ ผู้กำกับละคร นักแต่งเพลง จากคณะละครโยโล่โบรเทียเตอร์


เขตต์ตะวันคิดว่า ยุคนี้คือยุคที่คนมีแรงบันดาลใจกันมากขึ้น ในฝั่งของคนทำเองก็มีเรื่องราวที่อยากจะเล่า เพียงแต่ก่อนหน้านี้โอกาสในการสร้างผลงานยังไม่พร้อม เวลานี้จึงเป็นโอกาสในการทุ่มเทพลังลงไปกับละครเวที การเลือกทำละครโรงเล็กจึงสามารถตอบโจทย์ความตั้งใจในการเล่าเรื่องราวที่ตั้งใจได้ เพราะทั้งงบประมาณค่าสถานที่จัดงาน ค่าโปรดักชัน มีราคาถูกกว่าการลงทุนทำละครโรงใหญ่ และโรงเล็กยังเป็นช่องทางในการสร้างผลงานที่คนเข้าถึงง่ายกว่าอีกด้วย

“หลังโควิดมา คนโหยหาการได้รับประสบการณ์
อยากออกจากบ้านไปทำอะไรสักอย่าง ดูอะไรสักอย่าง
ละครเวทีเป็นหนึ่งในสิ่งที่สร้างประสบการณ์ได้ คนเลยอยากลองกัน ทั้งคนทำและคนดู”

เจนจิรา หาวิทย์ ศิลปิน และบรรณาธิการ The Showhopper

เจนจิรา หาวิทย์ ศิลปิน และบรรณาธิการ The Showhopper องค์กรสื่อเกี่ยวกับศิลปะ ภาพยนตร์ และละครเวที ทั้งยังเป็นแฟนละครโรงเล็กตัวยง กล่าวถึงผลพวงจากการกักตัวระหว่างห้วงเวลาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้คนต้องอยู่บ้านไม่ได้ออกไปไหน ส่งผลให้ทั้งศิลปินและคนทั่วไปเริ่มโหยหาการมีประสบการณ์ โหยหาความสดที่เกิดขึ้นตรงหน้า พอสถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น วงการละครเวทีเลยเข้าสู่ช่วงขาขึ้นตามไปด้วย

เจนจิราเสริมว่า เหตุผลที่ผู้ชมละครโรงเล็กเพิ่มขึ้นช่วงนี้เยอะพิเศษ เป็นเพราะการแสดงในละครโรงเล็กนั้นอะไรจะเกิดขึ้นก็ได้ ไม่มีกรอบคอยกำหนดความคิดสร้างสรรค์ มีความหลากหลาย ในขณะที่ละครโรงใหญ่นั้นมีนายทุนหรือสปอนเซอร์จับตามากกว่า หรือการโฟกัสเรื่องผลกำไรเพื่อให้คุ้มทุน การทำละครโรงเล็กจึงไม่ได้ยึดเรื่องเงินเป็นสำคัญ แต่มีความต้องการที่จะเล่าเรื่องเป็นหัวใจ นี่จึงเป็นเสน่ห์ที่มีความจริงใจกับผู้ชม ทั้งยังทำให้มีตัวเลือกที่หลากหลายขึ้นตามความชอบของผู้ชม

ชีวิตและการทำงานศิลปะ ‘นอกกระแส’

“ปัญหาของโรงเล็กคือ ตั้งค่าตั๋วยังไงให้คนยอมจ่าย แต่ก็ต้องทำให้มันคืนทุน คนไม่ได้เห็นว่าเงินที่จ่ายไปเพื่ออะไรบ้าง ไม่รู้ว่าจะได้ดูอะไรและไม่เข้าใจว่าเบื้องหลังเป็นยังไง คนเลยไม่เห็นว่าคุณค่าของละครเวทีว่ามันดียังไง”

เขตต์ตะวัน จันทนกูล ฟรีแลนซ์ด้านการจัดอิเวนต์ ผู้กำกับละคร นักแต่งเพลง จากคณะละครโยโล่โบรเทียเตอร์


ก่อนหน้านี้การเป็นอยู่ของโรงเล็กนั้นก็มีอุปสรรคหลายอย่าง ในฐานะศิลปิน เขตต์ตะวันเล่าว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของละครโรงล็ก คือการขายบัตรให้ไม่ขาดทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีต้นทุนจำนวนมากที่ต้องแบกรับ ทั้งค่าสถานที่แสดง ค่าห้องซ้อม ค่าโปรดักชัน และค่าทีมงาน ขณะที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยยังไม่เห็นคุณค่าหรือเข้าใจความซับซ้อนและความยากลำบากของกระบวนการ

นอกจากนี้ ศิลปินส่วนใหญ่ยังไม่สามารถประกอบอาชีพละครเวทีเป็นอาชีพหลักได้ เนื่องจากรายได้ที่ไม่มั่นคง ยากต่อการเลี้ยงชีพ ทำให้ต้องทำงานประจำควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ การบริหารเวลาระหว่างงานหาเลี้ยงชีพกับการทำละครจึงกลายเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อการทำละครจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่อง หากห่างหายไปนาน ก็อาจทำให้กลุ่มผู้ชมที่ติดตามงานค่อย ๆ ลดจำนวนลงตามไปด้วย

ขณะที่จิรเล่าว่า เรื่องค่านิยมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนไม่เข้าหาละครเวที เพราะคนมองว่าเป็นศาสตร์ที่ไร้สาระและไร้ความจำเป็น ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนไม่สามารถเข้าถึงละครเวทีได้จึงไม่เห็นคุณค่าของมัน พอค่านิยมเช่นนี้เกิดขึ้น การขายบัตรจึงเป็นเรื่องยาก ส่งผลต่อไปถึงข้อจำกัดในการสร้างสรรค์ด้วยทุนที่ไม่สูงพอ ศิลปินก็สร้างงานไม่ได้เหมือนที่ตั้งใจ เขากล่าวว่า

“เคยชวนเพื่อนมาดูละครเวทีที่ทำ
แล้วเพื่อนรู้สึกว่าราคาบัตรแพงไป เอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า
แต่พอให้ดูฟรีเพื่อนมาบอกว่าน่าจะขายบัตรแพงกว่านี้”

จิร อังศุธรรมทัต ช่างภาพ ผู้กำกับละคร นักแสดง จากคณะละครโยกย้ายเทียเตอร์และคณะละครปู๊นปู๊น

ในขณะที่เจนจิราเล่าถึงค่านิยมในมุมของผู้ชมว่า ละครโรงเล็กยังไม่ใช่ภาพจำของละครเวทีสำหรับคนทั่วไป เมื่อผู้ชมคุ้นชินกับภาพของละครเวทีโรงใหญ่ ละครโรงเล็กจึงมักถูกมองข้ามไปโดยปริยาย ขณะเดียวกัน ผู้ชมจำนวนไม่น้อยก็ยังไม่มั่นใจว่าการซื้อตั๋วละครโรงเล็กจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ ความไม่แน่นอนนี้ทำให้หลายคนลังเลที่จะตัดสินใจซื้อตั๋ว เมื่อเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ซึ่งมีตัวอย่างหนัง ชื่อดารา หรือชื่อผู้กำกับทำหน้าที่เป็นหลักประกันคุณภาพ ละครเวทีกลับแทบไม่มีสิ่งใดมารับประกันให้ผู้ชมมั่นใจได้ว่าการลงทุนนั้นจะคุ้มค่า ส่งผลให้การตัดสินใจชมละครเวทีกลายเป็นความเสี่ยงที่ผู้ชมจำนวนหนึ่งยังไม่พร้อมจะเลือก

กระแสละครโรงเล็กพัดพาสิ่งใดมาบ้าง?


เขตต์ตะวันมองว่า ความคึกคักของกระแสละครโรงเล็กในช่วงนี้ช่วยให้ชุมชนละครเวทีมีความแข็งแรงมากขึ้น ศิลปินเริ่มผลัดกันสนับสนุนผลงานของเพื่อนร่วมวงการ ทั้งการช่วยประชาสัมพันธ์ การเข้าไปชมและพูดถึงกันต่อ รวมถึงการรีวิวจากผู้ชม ซึ่งล้วนทำให้ละครโรงเล็กถูกมองเห็นในวงกว้างมากกว่าเดิม

ขณะที่ประดิษฐชี้ว่า กระแสดังกล่าวทำให้วงการละครเวทีโดยรวมกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ไม่เพียงในแง่ของจำนวนการแสดง แต่ยังรวมถึงการเกิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การเสวนา และการแข่งขันเชิงสร้างสรรค์ระหว่างศิลปิน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพของงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมหน้าใหม่ได้เข้ามาทำความรู้จักละครเวที และอาจต่อยอดไปสู่การติดตามผลงานเรื่องอื่น ๆ ในระยะยาว

อย่างไรก็ดี เมื่อถามถึงความยั่งยืนของกระแสความนิยมที่มีต่อละครโรงเล็ก ผู้ให้สัมภาษณ์ทุกคนต่างตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “เป็นไปไม่ได้”

“อย่าหลงว่าเทรนด์นี้คือปลายทาง มันแค่เพิ่งเริ่ม
ยังมีต้องไปขั้นต่อ งานชิ้นแรกเจ๋ง ชิ้นต่อไปจะทำอย่างไร สะสมประสบการณ์ต่อไป จนรู้ว่าจุดแข็งของตัวเองคืออะไร”

ประดิษฐ ประสาททอง นักการละคร ศิลปินแห่งชาติ และผู้จัดเทศกาล Bangkok Theatre Festival


ประดิษฐกล่าวเสริมอีกว่า เทรนด์ที่เกิดขึ้นปัจจุบันก็ต้องมีขาลงอย่างแน่นอน ตราบใดที่กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องนั้นยังดีไม่พอ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว วงการศิลปะที่ขาดโครงสร้างรองรับจึงยากที่จะดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน

สำหรับเขา ความเฟื่องฟูของยุคละครเวทีมี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับแรกคือ ช่วงที่มีการผลิตงานเพิ่มขึ้นและมีผู้ชมเข้ามามากขึ้น ระดับที่สองคือ การที่ศิลปินสามารถสร้างผลงานได้อย่างต่อเนื่อง และระดับที่สามคือ การขยายฐานผู้ชมให้เติบโตทั้งกลุ่มใหม่และกลุ่มเดิมไปพร้อมกัน โดยเขามองว่า เทรนด์ละครโรงเล็กในปัจจุบันยังอยู่เพียงระดับแรกเท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่า หากไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับถัดไปได้ ความนิยมที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นเพียงกระแสชั่วคราว มากกว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนของวงการ

หนทางสู่ความยั่งยืนของศิลปะเพื่ออิสรชน

“ศิลปะและความเป็นธุรกิจต้องไปด้วยกันได้
เพราะเราทำละครต้องมีเงินมาใช้สร้างสรรค์ ทุกคนต้องได้เงิน
หาจุดที่ชัดเจนของตัวเองให้เจอและคนดูจะอยู่กับเราเอง”

จิร อังศุธรรมทัต ช่างภาพ ผู้กำกับละคร นักแสดง จากคณะละครโยกย้ายเทียเตอร์และคณะละครปู๊นปู๊น

ในฝั่งของคนทำละคร จิรมองว่า หากละครโรงเล็กต้องการยืนหยัดในระยะยาว ผู้สร้างสรรค์จำเป็นต้องผลักดันผลงานของตัวเองให้เป็นทั้ง ศิลปะและธุรกิจ ไปพร้อมกัน เพราะสุดท้ายแล้วผู้ชมก็คือ กลุ่มเป้าหมายที่ตัดสินใจจ่ายเงินซื้อตั๋ว การให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลงานควบคู่กับการจัดการต้นทุน การตั้งราคาบัตร และการสื่อสารกับผู้ชมอย่างมีทิศทาง จะช่วยให้ละครโรงเล็กสามารถอยู่ตัวได้มากขึ้น การรู้จักกลุ่มเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน จะช่วยสร้างฐานผู้ชมที่พร้อมติดตามผลงานต่อเนื่อง

เขตต์ตะวันเสนอว่า รัฐบาลควรจะมองเห็นคุณค่าของละครเวทีให้มากขึ้น ในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจและศิลปะที่ช่วยขับเคลื่อนชาติ อาจเริ่มจากการปลูกฝังในระบบการศึกษาโดยการพานักเรียนมาทำความรู้จักกับละครเวทีเช่นเดียวกับหลายประเทศที่การทำละครเป็นเรื่องปกติในโรงเรียน เมื่อคนรู้สึกว่าละครเวทีไม่ใช่เรื่องไกลตัว คนจะเริ่มเห็นคุณค่าของศิลปะแขนงนี้ ขณะที่การสนับสนุนด้านทุนก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ เพราะเมื่อศิลปินมีทรัพยากรเพียงพอ ก็จะสามารถสร้างผลงานได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพมากขึ้น

“ละครเวทีสามารถจูนเข้ากับอะไรใหญ่ ๆ ได้
แค่ต้องหาฟังก์ชันมันให้เจอ ต้องเห็นความเป็นไปได้ เพราะจริง ๆ ละครเวทีมันอยู่ทุกที่ แค่เห็นฟังก์ชันและประโยชน์อะไรก็เกิดขึ้นได้หมด”

เจนจิรา หาวิทย์ ศิลปิน และบรรณาธิการ The Showhopper


เจนจิราเสนอจากมุมมองของผู้ชมว่า ละครเวทีนั้นสามารถเชื่อมโยงเข้าหาอะไรก็ได้ เช่น ประเด็นทางสังคม การศึกษา ชุมชน หรือแม้แต่แพลตฟอร์มออนไลน์ ตราบใดที่ศิลปินสามารถมองเห็นบทบาทหรือประโยชน์ของละครในสถานการณ์นั้น ๆ ละครก็จะถูกเห็นโดยผู้คนมากขึ้น รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ ละครเวทีนั้นมีความแตกต่างจากภาพยนตร์ตรงที่ภาพยนตร์มีชื่อดารามารับประกัน มีชื่อผู้กำกับ สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ดังนั้นพอเป็นละครเวทีจึงควรหาแง่มุมของตัวเองให้เจอและขายออกมาให้ได้

ในเชิงนโยบาย ประดิษฐอธิบายว่า การขับเคลื่อนเพียงจากฝั่งศิลปินนั้นไม่เพียงพอ หากไม่มีแรงสนับสนุนจากภาครัฐและสังคมโดยรวม ขณะเดียวกัน นโยบายที่เปิดสนับสนุนในตอนนี้ยังคงมีอยู่แค่เรื่องของการคัดผลงานภายใต้กรอบของซอฟต์พาวเวอร์เท่านั้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำกัด ผลงานต้องสะท้อนความเป็นไทยหรือสามารถผลักดันภาพลักษณ์ของประเทศได้ ทำให้ผลงานละครที่มีแนวคิดหรือรูปแบบอื่น ๆ มักไม่ผ่านการพิจารณา ดังนั้น ในปัจจุบันกลุ่มศิลปินพยายามรวมตัวกันผลักดันโครงการ THACCA (Thailand Creative Culture Agency) หรือสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นความพยายามเพื่อเสนอแนวนโยบายด้านศิลปะร่วมกันอันจะนำไปสู่การพัฒนาวงการ

ทั้งนี้ การที่วงการละครเวทีไทยจะอยู่ต่อไปได้อย่างดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดจากการร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้สร้าง ผู้ชม ไปจนถึงภาครัฐและสื่อ หากทุกฝ่ายสามารถร่วมกันสนับสนุนและเปิดพื้นที่ให้ศิลปะแขนงนี้ได้เติบโตต่อไป เทรนด์ละครโรงเล็กเองก็จะไม่เป็นเพียงกระแสแค่ชั่วคราว แต่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้วงการละครเวทีไทยอยู่รอด…และอยู่อย่างมั่นคง