Lifestyle Top Stories

What’s inside daily vlog: ค่านิยม การถูกครอบงำ และการรู้เท่าทันในยุคดิจิทัล

ตื่นเช้าทำอะไร ออกกำลังกายกี่นาที แต่งตัวอย่างไร หรือกินอาหารเฮลตี้แค่ไหน…  ทำไมเราถึงนั่งดูคลิปสั้นเรื่องชีวิตประจำวันของคนอื่นได้อย่างเนิ่นนาน บ่อยครั้งเราก็อาจหลงคิดว่าถ้าได้มีชีวิตแบบนั้นบ้างคงดีไม่น้อย หรือนั่นคือสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังเริ่มถูกครอบงำภายใต้กรอบตามค่านิยมบางอย่าง

เขียน : ปุญญาภา ผสมทรัพย์

ภาพ : ปุญญาภา ผสมทรัพย์

สวัสดีทุกคน วันนี้อยู่กับนิสิตนักศึกษาอีกเช่นเคยและเราจะพาไปสำรวจ daily vlog ในมุมที่อยากให้ทุกคนได้เห็นกัน

ตื่นเช้าทำอะไร ออกกำลังกายกี่นาที แต่งตัวอย่างไร หรือกินอาหารเฮลตี้แค่ไหน… 

ทำไมเราถึงนั่งดูคลิปสั้นเรื่องชีวิตประจำวันของคนอื่นได้อย่างเนิ่นนาน บ่อยครั้งเราก็อาจหลงคิดว่าถ้าได้มีชีวิตแบบนั้นบ้างคงดีไม่น้อย หรือนั่นคือสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังเริ่มถูกครอบงำภายใต้กรอบตามค่านิยมบางอย่าง

สถิติในช่วงเดือนมกราคมปี 2025 จาก DataReportal พบว่า daily vlog อยู่ในอันดับที่ 7 ของคอนเทนต์ที่คนไทยชอบที่สุดท่ามกลางคอนเทนต์มากมายบนอินเทอร์เน็ต ชนะวิดีโอฮาวทู วิดีโอเกี่ยวกับกีฬา การศึกษา และตามหลังวิดีโอเกี่ยวกับเกมอยู่หนึ่งอันดับ ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2000 เนื้อหาแนว vlog ที่เป็นการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ คือเป็นบล็อก (blog)  ในรูปแบบของวิดีโอซึ่งเติบโตมาพร้อมกับการทำยูทูบ (YouTube) ในยุคแรก จนมาถึงปัจจุบันที่คอนเทนต์ daily vlog หรือการถ่ายวิดีโอเรื่องราวในชีวิตประจำวันได้รับความนิยมอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นคอนเทนต์ที่ทั้งเบาสมอง เนื้อหาดูง่าย และอาจกลายเป็นภาพในฝันของใครหลายคนว่าอยากมีชีวิตแบบที่เห็นในจอ 

จากผลสำรวจ นำมาสู่คำถามที่ว่า

‘ทำไมคนถึงชอบดูการใช้ชีวิตของคนอื่นบนออนไลน์’

‘ทำไมชีวิตของทุกคนที่ทำ daily vlog จะต้องดูดีไปเสียหมด’

‘แล้วทำไมบางทีเราไม่เคยฉุกคิดเลยว่ามีความจริงอยู่อย่างไรหลังกล้องบันทึกภาพ’

นิสิตนักศึกษาจึงอยากชวนทุกท่านสำรวจ daily vlog ไปถึงเบื้องหลังของเนื้อหาลักษณะนี้ว่าอาจมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น

05:30 am. Start your day…. with a bit of info.

daily vlog คืออะไร

daily vlog ที่เรากำลังพูดถึง หมายถึงคลิปวิดีโอที่พาไปดูวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ของคนที่อยู่ในเมือง ตื่นแต่เช้าตรู่ในที่พักซึ่งดูทันสมัย มีการตกแต่งที่เรียกได้ว่าดูดีทั้งเรื่องโทนสีหรือความเป็นระเบียบของข้าวของ จากนั้นเจ้าตัวก็จะมีกิจกรรมตลอดวัน ไม่ว่าจะเรียนหรือทำงานในตึกสูงกลางกรุงฯ ไม่มีช่วงเวลาที่เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย ผลิตภัณฑ์ที่ใช้หรืออาหารที่ซื้อก็จะต้องขึ้นชื่อทั้งเรื่องคุณภาพและราคา เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นชีวิตคนเมืองที่ใครหลายคนอาจใฝ่ฝัน

นางสาวสิรินิญาต์ สิริพราหมณกุล นักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 เล่าว่าเธอดูคอนเทนต์แนว daily vlog ค่อนข้างบ่อย โดยจะเลือกดูสิ่งที่สนใจตรงกับความชอบและถูกจริตของตัวเอง เธอขยายต่อว่าปัจจัยที่มีส่วนให้คลิปน่าดูคือ ภาพที่สวย กิจกรรมที่อยู่ในคลิปน่าสนใจ ดูดี อย่างเช่น การทำอาหารด้วยตัวเอง ชงกาแฟตอนเช้า โดยคลิปส่วนมากที่ดูมักเป็นคนที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ 

แต่เคยสังเกตไหม… ว่าชีวิตใน daily vlog นั้นชวนตั้งคำถาม บางครั้งเวลาที่นาฬิกาข้อมือก็ไม่ตรงกับไทม์แสตมป์บนคลิป หน้าต่างที่ดันมีแสงอาทิตย์ลอดผ่านเข้ามาตอนตีห้า หรือแม้แต่การตระหนักได้ว่าคนในคลิปอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ทุกวัน

หลายคนอาจมองชีวิตใน daily vlog เป็นชีวิตในฝัน แต่ความจริงก็คือการเฝ้าดูชีวิตของคนอื่นผ่าน vlog ไม่ได้แปลว่าเราได้ไปใช้ชีวิตแบบนั้นและรู้เท่าทันว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ daily vlog ยังเป็นคอนเทนต์ที่ถูกตั้งคำถามถึงผลในแง่ลบต่อผู้ที่เสพเนื้อหาแบบนี้ หรือกับบางคนที่ถึงกับเสพติดการดู vlog ชีวิตประจำวันของใครบางคนอย่างหยุดไม่ได้ ดังตัวอย่างของบทสนทนาในเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศอย่าง Quora ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาตั้งกระทู้ถาม-ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น นิสิตนักศึกษาพบกระทู้ที่มีผู้ตั้งคำถามว่า ‘ทำไมฉันถึงเสพติดการดู daily vlog ที่ดูสวยงามบนยูทูบ และฉันจะหยุดดูมันได้ยังไง?’ อีกทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้อีกหลายสิบกระทู้ซึ่งผู้คนต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน หลายคนแบ่งปันเรื่องราวว่าตัวเองเคยเสพติดคอนเทนต์ daily vlog และเลิกได้แล้ว ในขณะที่หลายคนบอกว่ากำลังประสบปัญหาเดียวกันอยู่ ณ ขณะนี้ 

ในขณะที่อีกหลายบทความจากผู้ที่ทำงานกับโซเชียลมีเดียได้ตั้งข้อสังเกต เช่น บทความ ‘Negative Effect of Daily Vlogging’ โดยวากัส อาหมัด (Waqas Ahmad) นักวางกลยุทธ์ด้านการตลาดดิจิทัล เขาได้วิพากษ์วิจารณ์ และแสดงข้อกังวลต่อผลกระทบของเนื้อหาในลักษณะ daily vlog ที่อาจส่งผลกระทบถึงผู้ที่เสพทั้งในด้านพฤติกรรมและผลกระทบทางด้านสุขภาพจิต เพราะเบื้องหลังภาพความสวยงามที่ดูเลื่อนดูได้อย่างง่ายดายบนหน้าจอมือถือ อาจมีผลอะไรมากกว่าที่เราคิด 

07:30 am. Warm up… with the Key Theory for Today

ผู้คนบนพื้นที่ออนไลน์

“เด็กปัจจุบันเขาจะไม่โพสต์เหมือนอย่างรุ่นเจนเอกซ์ คือรูปลักษณ์ในแพลตฟอร์มก็แตกต่างกันแล้ว เพราะฉะนั้น ส่วนใหญ่คนที่เล่นเฟซบุ๊กก็จะเป็นคนอีกแบบนึง ลักษณะการโพสต์ การเล่น การติดตามก็จะเป็นอีกแบบนึง ติ๊กต็อก ไอจีก็จะเป็นอีกแบบนึง”  

นิสิตนักศึกษามีโอกาสได้พูดคุยกับ ผศ.ธัญญพัทธ์ มุ่งพัฒนสุนทร อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ผู้ทำงานวิจัยเรื่อง ‘มานุษยวิทยาดิจิทัลภายใต้กรอบแนวคิดทฤษฎีเทคโนโลยีสื่อกลาง’ ถึงประเด็นความนิยมที่มีต่อ daily vlog โดยเริ่มจากการมองผู้คนบนพื้นที่ออนไลน์ผ่านกรอบมานุษยวิทยา

จะเห็นได้ว่าการจะทำความเข้าใจเนื้อหาในโลกออนไลน์ เกี่ยวเนื่องกับการทำความเข้าใจผู้คนหรือมนุษย์ และกรอบคิดที่จะถูกนำมาใช้ในประเด็นนี้ก็คือ ‘มานุษยวิทยาดิจิทัล’ ที่มีความเชื่อมโยงกับมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ดังที่ปรากฏในหนังสือ Why We Post โดย แดเนียล มิลเลอร์ (Danial Miller) ซึ่งพาไปสำรวจวัฒนธรรมในโซเชียลมีเดีย 

มิลเลอร์ได้กล่าวถึงงานวิจัยเกี่ยวกับบล็อกวิดีโอโดย ไมเคิล เวช (Michael Wesch) ซึ่งได้ให้คำอธิบายที่น่าสนใจว่าทำไมวิดีโอแนวบล็อกถึงเป็นที่นิยม ไมเคิลได้นำทีมวิจัยเกี่ยวกับบล็อกวิดีโอบนยูทูบและเผยแพร่คลิปที่ชื่อว่า ‘การแนะนำทางมานุษยวิทยาบนยูทูบ’ (An anthropological introduction to YouTube) ในปี 2008 เขาอธิบายว่าในฐานะคนที่อยู่หน้ากล้องเพื่ออัดวิดีโอ ผู้คนรู้สึกว่านั่นคือพื้นที่ส่วนตัวของเขา อย่างเช่นในห้องนอนจึงแสดงความเป็นตัวตนออกมาได้ แต่ในขณะเดียวกันสถานที่นั้นก็สามารถเป็นที่ที่สาธารณะที่สุด เพราะใครก็สามารถกดเข้ามาดูคลิปวิดีโอได้ แต่นอกจากนั้น การถ่ายตัวเองไม่ใช่แค่การที่คนอื่นมองดูเรา แต่เราก็ได้มองดูตนเองซ้ำ ๆ และทำให้ผู้คนเกิดการตระหนักรู้ในตัวตนอย่างสูง (hyper-self-awareness) ได้ ซึ่งอาจเป็นทั้งประโยชน์ต่อการพัฒนาตัวเอง เพราะการเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองที่สูง หรือนำไปสู่ผลกระทบด้านลบต่อสุขภาพจิตก็ได้ เช่น การคิดมากเกินไปจนเกินความเครียดหรือวิตกกังวล ในขณะเดียวกันสำหรับการเป็นคนที่ดู บล็อกวิดีโอได้อนุญาตให้ผู้คนรู้สึกเชื่อมโยงถึงคนอื่นได้อย่างไร้ตัวตนและไม่ต้องรับผิดชอบกับความรู้สึกเชื่อมโยงนั้น เพราะมนุษย์เราต้องการการเชื่อมโยงกับคนอื่น ในขณะที่เป็นปัจเจกบุคคลและต้องการอิสระ ซึ่งเทคโนโลยีอย่างบล็อกวิดีโอได้มอบความเป็นไปได้นี้ให้ได้ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมบล็อกวิดีโอจึงได้รับความนิยมมาโดยตลอดผ่านแง่มุมของมานุษยวิทยา

แต่ในขณะเดียวกัน จากส่วนสรุปของบทที่ 13 ‘โซเชียลทำให้คนมีความสุขมากขึ้นไหม’ มิลเลอร์กล่าวว่า ‘อย่างน้อยที่สุด โซเชียลก็เพิ่มความกดดันให้ผู้คนต้องแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองมีความสุขบนโลกออนไลน์’ และ daily vlog ก็ดูจะเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ‘ทำไมฉันไม่สามารถมีความสุขอย่างคนที่เห็นในโลกออนไลน์’ และ ‘ฉันจะต้องดูมีความสุขบนโลกออนไลน์ให้คนอื่นเห็นเพื่อที่จะไม่ถูกใครมองว่าด้อยกว่า’ โดยไม่ทันรู้ตัว ทุกคนก็ได้สร้างวงจรของการกดดันกันและกันขึ้นมาเสียแล้ว

“ภาพที่เขาถ่ายชีวิตประจำวันตั้งแต่เช้าถึงเย็น มันเป็นภาพที่เป็นความเจริญ แสดงถึงความสะดวกสบาย ความเป็นคนเมือง คนสมัยใหม่ แต่เบื้องหลังเราไม่รู้หรอกว่าเป็นยังไง และมันก็จะเชื่อมโยงว่าภาพที่แสดงออกไป กับความเป็นจริงยังไงมันก็ไม่ใช่ทั้งหมด พอเป็นออนไลน์มันเลือกที่จะโชว์แค่บางอย่างได้”

ผศ.ธัญญพัทธ์ มุ่งพัฒนสุนทร อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

09:00 am. Working… on how this issue affect people

ค่านิยมอันไม่อยากแปลกแยก กับอันตรายแฝงเร้น 

“ต้องมองว่าถ้าตัวเราเอง ระหว่างเห็นภาพที่คนทำนาหลังขดหลังแข็ง หรือกว่าจะประกอบอาชีพผ่านไปแต่ละวัน กับวิถีชีวิตที่ฉันตื่นมาอากาศดีอยู่บนคอนโด ได้ไปนั่งกาแฟร้านหรู ได้ไปเดินห้าง อาจารย์ว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะเป็นแบบหลัง เลือกชีวิตที่ดูคลีน ดูสบาย ทุกอย่างมีสิ่งอำนวยความสะดวก ใคร ๆ ก็อยากมีแบบนั้น”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ธัญญพัทธ์ยังสะท้อนอีกว่า ผู้ชมจำนวนไม่น้อยก็อาจจะยังมองไม่เห็นว่าความจริงหลังกล้องไม่ใช่อย่างที่เห็นทั้งหมด เช่น ต้องตื่นเช้าเพราะในเมืองรถติด หรือร้านอาหารในเมืองมีราคาสูงกว่าตามชนบทจึงดูเหมือนมีไลฟ์สไตล์ที่แพง ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างภาพจำว่า ชีวิตที่ดีควรต้องเป็นอย่างไรในสายตาของผู้คนที่ไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงหรือได้เห็นเบื้องหลัง  ทั้งนี้ ในมุมของผู้ผลิตคอนเทนต์ก็อาจมีปัจจัยของความกดดันในการแสดงภาพลักษณ์บนโลกออนไลน์ดังทัศนะของมิลเลอร์ที่ได้อ้างถึงไว้ข้างต้นเช่นกัน

            อย่างไรก็ดี เมื่อมองถึงผู้ที่เสพเนื้อหาเหล่านี้ แม้จะบอกได้ว่าหลายคนไม่ทันตระหนักถึงความจริงหลังกล้อง แต่คนอีกจำนวนไม่น้อยก็รู้อยู่แก่ใจว่า ภาพที่เห็นไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด และยังคงยังเสพเนื้อหาเหล่านี้ต่อไป มีภาพฝันถึงชีวิตอันงดงามต่อไป อาจารย์ธัญญพัทธ์อธิบายถึงเรื่องนี้ว่า

“เราเต็มใจให้หลอกเพราะเรารู้ว่าการที่ทำแบบนี้ (เสพเนื้อหาตามเทรนด์แม้จะรู้ความเป็นจริง) เราไม่เป็นแกะดำในสังคม เราไม่ใช้คำว่าแตกต่าง ต้องใช้คำว่าแปลกแยก ก็คือจริง ๆ เราอาจจะไม่ได้ชอบอะไรขนาดนั้น แต่เราไม่อยากแปลกแยก อยากจะอยู่สงบสุขกับคนอื่น”

ผศ.ธัญญพัทธ์ มุ่งพัฒนสุนทร อาจารย์ประจำหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพัฒนาสังคม คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

ขณะเดียวกัน การนำเสนอเนื้อหาในลักษณะใกล้เคียงกับ daily vlog อาจเป็นเรื่องที่ต้องพึงระวัง อย่างกรณีของธุรกิจลูกโซ่ที่มีผู้เสียหายจำนวนมากถูกหลอกลวงเข้าไปเป็นดาวน์ไลน์ หรือก็คือการถูกหลอกให้เป็นตัวแทนขายสินค้า แต่การจะได้ค่าตอบแทนมากขึ้นจะต้องหาคนมาสมัครเป็นตัวแทนเพิ่ม แทนการขายของ และคนที่เข้ามาใหม่จะถูกเก็บเงินค่านำสินค้าไปขาย ซึ่งในหลายกรณี สินค้าไม่สามารถขายได้จริง บริษัทไม่ได้ทำกำไรได้จากสินค้า แต่ทำเงินได้จากการเก็บเงินสมาชิกที่เข้ามาใหม่เรื่อย ๆ ต่างหาก และเจ้าของธุรกิจนั้นหรือคนที่ชักชวนคนอื่นต่อก็จะนำเสนอภาพที่ตัวเองมีเงินมากมาย ร่ำรวย เพื่อให้คนมาสมัครเพิ่มขึ้นวนเป็นวัฏจักรไปเช่นนี้ หลายครั้งตัวละครหลักในคดีก็เต็มไปด้วยดาราและคนที่มีชื่อเสียงในสังคม อาจารย์เสริมว่า “มันเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยตรงเพราะว่าเขาก็ขายความสวย ความหล่อ” หรือว่าง่าย ๆ ก็คือภาพตามมาตรฐานที่สังคมมองว่าดูดี

“ผู้ส่งสารผู้ผลิตสาร เขามีความตั้งใจแล้วว่าจะให้ผู้รับสารกลุ่มไหน เขามีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เขามีเป้าหมายว่าต้องการให้กลุ่มคนเหล่านี้ ชวนเชื่อ หลงเชื่อ หรืออะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นตัวสารที่เขาตั้งใจจะส่งลงไป เขาตั้งใจมาแล้ว เขาก็ต้องรู้ว่าคนกลุ่มนี้จะต้องทำยังไงบ้าง” 

และอาจารย์ธัญญพัทธ์ยังเสริมต่อว่า ไม่ว่าจะนำเสนอด้านดีหรือไม่ดี แต่ผู้ผลิตเนื้อหากลุ่มนี้หลัก ๆ มีเป้าหมายเหมือนกัน คือต้องการผลประโยชน์บางอย่างจากผู้รับสารหรือผู้ชม หวังผลตั้งแต่ระดับที่ไม่มากมาย เช่น ความมีชื่อเสียง ความเป็นผู้มีอิทธิพล ความต้องการยอดไลก์ ยอดแชร์ไว้แสดงความเป็นผู้มีอิทธิพลในแพลตฟอร์ม หรือความต้องการผลประโยชน์ในเรื่องของเงินทอง จนกระทั่งถึงขั้นรุนแรงคือความต้องการในร่างกายหรือชีวิต 

17:00 pm. Look further… into the Algorithm

เราทุกคนล้วนถูกครอบงำ

         การที่คอนเทนต์ daily vlog ทำงานผ่านพื้นที่ดิจิทัลหรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย นำมาสู่คำอธิบายว่าเหตุใดบางเนื้อหาถึง ได้รับความนิยม ‘เป็นไวรัล’ ในขณะที่บางเนื้อหากลับตรงกันข้าม ทั้งนี้ เนื่องมาจาก ‘อัลกอริทึม’ (algorithm) ชุดคำสั่งที่ถูกออกแบบให้ควบคุมการทำงานของโซเชียลมีเดีย อธิบายอย่างง่ายก็คือ สิ่งที่คอยกำหนดว่าเนื้อหาแบบไหนจะแสดงบนหน้าฟีดของคุณ อัลกอริทึมจึงสำคัญกับผู้ใช้งานทั้งในการเป็นผู้รับเนื้อหาที่ถูกจัดสรรมาให้ และในการเป็นผู้ส่งสารออกไปว่าใครจะได้เห็นสิ่งนั้นบ้าง อัลกอริทึมจึงยิ่งมีความสำคัญกับครีเอเตอร์หรือผู้ที่ผลิตเนื้อหาบนออนไลน์เป็นอาชีพ

อาจารย์ธัญญพัทธ์อธิบายว่า เบื้องหลังที่ลึกลงไปกว่าจุดประสงค์ในการหาประโยชน์บางอย่างจากผู้รับชม ฝั่งผู้ที่ผลิตคอนเทนต์เองก็ถูกครอบงำให้ต้องปรับตัวไปตามอัลกอริทึม หรือระบบที่จะเป็นตัวเลือกว่าเนื้อหาแบบไหนที่จะถูกดันให้ได้รับการมองเห็นมากกว่าแบบอื่น และหากไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็จะต้องพยายามเกาะกลุ่มไปกับสิ่งที่ถูกใจอัลกอริทึมให้ได้

นอกจากนี้ บทความเรื่อง Everything you need to know about social media algorithms โดยดอร์คัส แอดิซา (Dorcas Adisa) ได้พูดถึงข้อเสียของอัลกอริทึมไว้ว่า  จะทำให้บัญชีขนาดเล็กในแพลตฟอร์มเติบโตโดยธรรมชาติได้ยาก เพราะระบบอัลกอริทึมมักจะแสดงเนื้อหาที่ได้รับความสนใจมากอยู่แล้วไปยังผู้ใช้ ดังนั้น การไม่เข้าไปอยู่ในสิ่งที่เป็นกระแส ติดแฮชแท็กที่ฮิต หรือพยายามแอ็กทีฟบัญชีโซเชียลมีเดียอยู่ตลอด ก็จะทำให้ผู้ใช้งานถูกกระแสของอัลกอริทึมและเนื้อหาที่ไหลเชี่ยวในแพลตฟอร์มกลืนหายไปได้อย่างรวดเร็ว 

และเมื่อเอไอถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างละเอียดมากขึ้น นับวันอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียจึงเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปต่อสู้ด้วยยากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ต่างต้องตื่นตัวและพร้อมปรับตัวกันตลอดเวลา

“ส่วนหนึ่งต้องเข้าใจว่าในตัวระบบ (ของโซเชียลมีเดีย) เองก็ถูกเซตค่า (การทำงานของอัลกอริทึม) มาจากผู้ที่สามารถผลิตหรือควบคุมต่าง ๆ จุดนี้ก็ยังอยู่ภายใต้ที่มนุษย์เรากำหนดอยู่ในกล่องของอัลกอริทึม” อาจารย์ธัญญพัทธ์เสริม

ดังนั้น ถ้ามองลึกลงไปเราก็จะพบว่าเหนือไปกว่าระบบที่ครอบงำคนจำนวนมากอยู่ก็ยังเป็นมนุษย์ที่เป็นผู้สร้าง เป็นเจ้าของที่มีสิทธิควบคุมระบบทั้งหมดนั้นอีกที ดังนั้นการรู้เท่าทันไปถึงเบื้องหลังอันซับซ้อนของเนื้อหาที่เห็นผ่านหน้าจอจึงไม่ใช่เพียงแค่ระดับของผู้ผลิตคอนเทนต์ แต่รวมไปจนถึงเจ้าของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ด้วย เพื่อให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรากำลังคิดและเชื่อเป็นไปตามที่ใครบางคนต้องการหรือไม่ เพราะความเชื่อนั้นนำไปสู่การกระทำและการกระทำของเราก็จะมีผลตามมาเสมอ

19:00 pm. Summary… of Media and Digital Literacy

สำคัญที่สุดคือรู้เท่าทัน (ตัวเอง)

“กลุ่มวัยรุ่นเขาจะมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเขาเป็นกลุ่มที่มีความรู้เท่าทันสื่อค่อนข้างมาก เนื่องจากว่าวัยรุ่นเขาจะมองว่าตัวเองโตมากับยุคดิจิทัล แล้วเขาก็อาจจะมีมุมมองว่าถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุจะมีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของสื่อหรือเฟกนิวส์ หรืออะไรก็ตามได้ง่ายกว่าเขา แต่หลังจากที่อาจารย์เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม พบว่ามันไม่ได้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญว่ากลุ่มวัยรุ่นที่เป็นเจเนอเรชันที่โตมากับยุคดิจิทัลจะการันตีได้ว่า รู้เท่าทันสื่อมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ” 


ผศ.ดร.พัชราภา เอื้ออมรวนิช รองคณบดี หลักสูตรนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

ผศ.ดร.พัชราภา เอื้ออมรวนิช รองคณบดี หลักสูตรนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ผู้ทำงานวิจัยเรื่อง ‘การรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ของวัยรุ่นไทยในกรุงเทพมหานคร’ ได้กล่าวกับนิสิตนักศึกษาถึงทัศนะต่อการรู้เท่าทันสื่อในสังคม ทั้งยังกล่าวเสริมถึงปัจจัยที่ทำให้คนคล้อยตามและเชื่อข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต

“มันขึ้นอยู่กับคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่เขาเปิดรับว่ามันดึงดูดความสนใจเขามาก-น้อยขนาดไหน ถ้าเป็นคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่เขาสนใจมาก ๆ แล้วยิ่งถ้าคอนเทนต์นั้นสอดคล้องกับความคิดของเขา เขาจะมีโอกาสที่จะเชื่อ” 

การคล้อยตามข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะเมื่อคนเรากำลังคิดถึงแต่สิ่งที่สนใจจนอาจทำให้ลืมคิดวิเคราะห์ว่าข้อมูลตรงหน้าจริงหรือไม่

“สมมติว่าวันเนี้ยคุณมีอาการป่วยอย่างหนึ่ง จะเป็นวัยรุ่นจะเป็นคนแก่หรืออะไรก็ตาม อาจารย์เชื่อว่าพฤติกรรมอย่างแรกเราจะหาในอินเทอร์เน็ตก่อนใช่ไหม เราจะเสิร์ช กูเกิลก่อนเลยว่าอาการของเราอันนี้ เราเป็นอะไร เราต้องไปหาหมอหรือเปล่า” อาจารย์พัชราภายกตัวอย่าง 

และยิ่งเนื้อหานั้นตรงกับทัศนคติหรือเป็นเนื้อหาจากคนที่มีความคิดไปในแนวทางเดียวกันก็ยิ่งมีโอกาสที่คนเราจะเชื่อข้อมูลนั้นโดยไม่ทันสงสัย ดังนั้น คำแนะนำง่าย ๆ อย่างการมีสติหรือไม่มีอารมณ์ร่วมมากเกินไปจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในความเป็นจริง เพราะในสถานการณ์ที่กำลังเจอเหตุการณ์บางอย่าง คนส่วนใหญ่มักโฟกัสอยู่กับแค่ตัวเอง สิ่งที่กำลังเจอ และพยายามหาข้อมูลที่จะมาตอบคำถามเกี่ยวกับสิ่งนั้น การคัดกรองข้อมูลจริง-เท็จจึงไม่ถูกนำมาพิจารณาเป็นความสำคัญลำดับต้น ๆ และไม่ว่าจะเป็นคนในช่วงอายุใดก็อาจสามารถหลงเชื่อคอนเทนต์ในอินเทอร์เน็ตแบบไม่รู้ตัวได้ทั้งนั้นแม้จะมีประเภทของเนื้อหาที่ต่างกันไป อย่างเช่น ผู้สูงอายุก็อาจตกเป็นเหยื่อของคอนเทนต์ด้านสุขภาพเพราะเป็นสิ่งที่คนมักกังวลเมื่ออายุมากขึ้น

“คนแก่แทบทุกคนมีปัญหาสุขภาพ เพราะฉะนั้นเวลาเขาไปเจอโฆษณาที่ขายยาแก้ข้อเข่าเสื่อม ยาแก้โรคนั้น โรคนี้ แล้วมันตรงกับสิ่งที่เขาเป็น เขามีโอกาสที่จะหลงเชื่อได้ง่าย ย้อนกลับมาที่กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มวัยรุ่นอาจจะไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลด้านสุขภาพ แต่คุณก็มีโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อของคอนเทนต์อื่น ๆ ได้เช่นกัน”

และแม้ว่าการมีสติเพื่อรู้เท่าทันสื่อที่เราเสพทุกวันจะเป็นเรื่องยากในขั้นหนึ่งแล้ว การตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลอาจเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า อาจารย์พัชราภาเล่าว่า แม้บางครั้งเราจะค้นคว้าจากหลายแหล่งเพื่อยืนยันข้อมูลชิ้นหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วแหล่งข้อมูลที่เราเจอก็อาจใช้ที่มาจากแหล่งเดียวกันอีกที ถึงแม้ว่าเราจะค้นคว้าผ่านเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจไม่สามารถนับได้ว่าเราค้นคว้าข้อมูลจากหลายแหล่งมากเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ การตรวจสอบไปให้ถึงต้นทางของข้อมูลจริงอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและยุ่งยากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะทำ ถ้าหาข้อมุลจากสัก 3 เว็บไซต์และไปในทางเดียวกัน หลายคนก็คงมั่นใจไปแล้วว่าข้อมูลที่ได้รับคือความจริง ดังนั้น ในสังคมดิจิทัลปัจจุบันที่ข้อมูลมีมากมาย หลายหลาก และมีการอ้างอิงเนื้อหากันไปมาอยู่ตลอด การรู้เท่าทันจริง ๆ จึงเป็นไปได้ยากในเกือบทุกขั้นตอน

ขณะเดียวกัน หากเราเป็นพบเจอเห็นข้อมูลเท็จที่ชวนให้คนหลงเชื่อ การเตือนคนอื่นต่อ ๆ กันไปก็เป็นอีกสิ่งที่สำคัญและควรทำอย่างยิ่ง 

“จะเป็นเรื่องที่ดีมากถ้าทุกคนมีความตระหนักว่าถ้าเราเจอข้อมูลที่เป็นเท็จ เราต้องแสดงออกเพื่อที่จะให้สังคมรับรู้ว่า คุณอย่าไปแชร์ต่อนะ คุณอย่าไปหลงเชื่อนะ แล้วก็คุณอย่าเพิกเฉยนะ เพราะถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเพิกเฉย เรารู้ว่าเท็จ แต่คนอื่นไม่รู้ ข้อมูลเท็จมันก็มีโอกาสที่มันจะกระจายออกไปได้เรื่อย ๆ อาจารย์ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ” 


ผศ.ดร.พัชราภา เอื้ออมรวนิช รองคณบดี หลักสูตรนิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี

สำหรับอาจารย์พัชาราภาแล้ว เรื่องที่ยากคือกว่าจะไปถึงจุดนั้น เราแต่ละคนจะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อเองเสียก่อน จึงจะสามารถช่วยเตือนคนอื่นได้

ดังนั้น ในฐานะมนุษย์ยุคดิจิทัล สิ่งสำคัญที่สุดคือจะต้องรู้เท่าทันตัวเองอยู่เสมอ แม้ในสิ่งที่คิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว เพราะโลกออนไลน์นั้นเปิดกว้าง ซับซ้อน และมีทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์และโทษไม่ต่างจากโลกทางกายภาพ

สุดท้ายนี้ นิสิตนักศึกษาขอฝากความห่วงใยให้ทุกคนมีสติอยู่เสมอในฐานะมนุษย์ยุคดิจิทัล 

และนี่คือทั้งหมดสำหรับ daily vlog ในวันนี้ แล้ว (อาจ) พบกันใหม่ในครั้งหน้า