Interview Opinion

เลือกตั้ง 2569 ในสายตานิสิตนักศึกษา: เสียง ความหวัง และความไม่แน่ใจของคนรุ่นใหม่จาก 6 มหาวิทยาลัย

นิสิตนักศึกษาพาสำรวจมุมมองของนิสิตนักศึกษาจาก 6 มหาวิทยาลัยต่อการเลือกตั้ง 2569 ตั้งแต่ความเข้าใจต่อกระบวนการเลือกตั้งและประชามติ การรับรู้และอุปสรรคในการใช้สิทธิ ไปจนถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจทางการเมือง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิทธิ เสรีภาพ สิ่งแวดล้อม และความคาดหวังต่อพรรคการเมืองในบริบทสังคมการเมืองร่วมสมัย

เรื่อง: ฟิซซา อวัน

ภาพ: ช่างภาพข่าวลูกศิลป์

การเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงหมุดหมายทางการเมืองระดับประเทศ แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญของนิสิตนักศึกษาที่ต้องตัดสินใจท่ามกลางกระบวนการเลือกตั้งที่ซับซ้อน ข้อมูลที่เข้าถึงไม่เท่ากัน และบริบทชีวิตที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขต ไปจนถึงคนไทยที่ใช้สิทธิจากต่างประเทศ

นิสิตนักศึกษาพาสำรวจมุมมองของนิสิตนักศึกษาจาก 6 มหาวิทยาลัยต่อการเลือกตั้ง 2569 ตั้งแต่ความเข้าใจต่อกระบวนการเลือกตั้งและประชามติ การรับรู้และอุปสรรคในการใช้สิทธิ ไปจนถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจทางการเมือง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิทธิ เสรีภาพ สิ่งแวดล้อม และความคาดหวังต่อพรรคการเมืองในบริบทสังคมการเมืองร่วมสมัย

อารียาเล่าว่า ตนเป็นคนพื้นเพจังหวัดมหาสารคาม จึงจำเป็นที่จะต้องเลือกตั้งล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม ณ วันที่สัมภาษณ์ (28 ธันวาคม) เธอยังไม่ได้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า เนื่องจากกำลังรอข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งประชามติให้ชัดเจนเสียก่อน 

“เรารู้สึกว่าการทำประชามติและการเลือกตั้งมันควรจะยืดหยุ่นได้มากกว่านี้ สุดท้ายแล้ว เราก็ต้องว่างทั้งสองวันอยู่ดี เพราะประชามติมีแค่วันที่ 8 วันเดียว” 

อารียาหมายถึงการเลือกตั้งปี 2569 โดยเฉพาะในกรณีของผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกเขต ซึ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 3 ใบ และมีความเป็นไปได้ที่ผู้มีสิทธิอาจไม่สามารถลงคะแนนในทุกบัตรพร้อมกันได้ ทั้งนี้ การเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขตและนอกเขตจะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม ถึง 5 มกราคม

ขณะเดียวกัน การออกเสียงประชามติจะเปิดให้ใช้สิทธิได้เพียงวันเดียว คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และมีกำหนดเปิดลงทะเบียนในช่วงเวลาที่จำกัดกว่าคือระหว่างวันที่ 3–5 มกราคมเท่านั้น

อารียามองว่า ถ้าถามตอนนี้เธอเองก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างไรก็ดี เธอมองว่าเธอกำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงาน จึงให้ความสำคัญกับนโยบายที่เอื้อต่อคนจบใหม่ และช่วยสนับสนุนการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ 

ขณะเดียวกัน เธอยังให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม สิทธิ และชุมชน และมองว่านโยบายที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับสิทธิชุมชนได้จะเป็นสิ่งที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อารียายังอยู่ระหว่างการสำรวจนโยบายของแต่ละพรรค และรู้สึกว่ายังเห็นภาพไม่ชัดเจน เนื่องจากการดีเบตและการนำเสนอนโยบายยังอยู่ในระดับกว้าง จึงต้องรอติดตามรายละเอียดจากเวทีต่าง ๆ ต่อไปก่อนตัดสินใจ

ในแง่ความสำคัญของการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ปภาวีมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงมีความหมาย แม้จะยังเป็นการเลือกผู้แทนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดิมก็ตาม เธอระบุว่าบริบททางการเมืองในปัจจุบันยังเต็มไปด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ซึ่งทำให้ฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยเสียเปรียบอยู่แล้ว พร้อมแสดงความกังวลต่อทิศทางกระแสสังคมและการเมืองที่อาจหวนกลับไปสู่แนวคิดอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะในช่วงที่ประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชาและความมั่นคงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาทกรรมหลักทางการเมือง

สำหรับการตัดสินใจทางการเมือง ปภาวีเล่าว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 เธอเลือกผู้สมัคร ส.ส. เขตจากพรรคก้าวไกลและลงคะแนนให้พรรคสามัญชน เนื่องจากเห็นตรงกับอุดมการณ์และต้องการให้พรรคการเมืองทางเลือกอย่างพรรคสามัญชนมีพื้นที่ในสภา

อย่างไรก็ตาม ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เธอมองว่าปัญหาหลักของประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิตหลังผ่านวิกฤตโควิด ยังคงเป็นโจทย์สำคัญ จึงตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคเพื่อไทยทั้งสองใบ ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและนโยบายสวัสดิการ แม้จะยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดในประเด็นสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางการเมืองอยู่ก็ตาม

ขณะเดียวกัน ปภาวียังสะท้อนความคาดหวังต่อพรรคการเมืองต่าง ๆ ในการรับมือกับประเด็นปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมองว่าพรรคการเมืองควรแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการจัดการความขัดแย้งผ่านแนวทางสันติวิธี มากกว่าการปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อสร้างความนิยมทางการเมือง เธอเห็นว่าการใช้วาทกรรมแบ่งฝ่ายหรือย้ำความเป็นศัตรูระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอาจกลบประเด็นปัญหาที่แท้จริง และไม่ช่วยนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน พร้อมคาดหวังให้พรรคการเมืองเสนอแนวทางที่ยึดหลักการเจรจา ความร่วมมือ และเคารพสิทธิของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน

ซินอา (นามสมมติ) นักศึกษาชั้นปีที่สี่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เล่าว่า เธอทราบกำหนดการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และสามารถเดินทางกลับไปใช้สิทธิที่ภูมิลำเนาได้ เนื่องจากตรงกับช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนเลือกตั้งนอกเขตหรือล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม เธอระบุว่าต้องช่วยเพื่อนบางคนในการส่งข้อมูลและวิธีการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า เนื่องจากหลายคนยังไม่คุ้นเคยกับกระบวนการดังกล่าว

ซินอามองว่า เพื่อนรอบตัวส่วนใหญ่รู้ว่าต้องไปเลือกตั้ง และมีการวางแผนเรื่องสถานที่ใช้สิทธิไว้ล่วงหน้า แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียดทางการเมืองหรือข้อมูลเชิงลึกมากนัก ขณะที่ประเด็นเรื่องการออกเสียงประชามติแทบไม่ได้ถูกพูดถึงในวงสนทนา เธอยอมรับว่าตัวเองก็ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับประชามติมากนัก และตั้งใจจะติดตามข้อมูลเพิ่มเติมในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง

ในด้านการตัดสินใจทางการเมือง ซินอาระบุว่า ปัจจุบันมีพรรคการเมืองในใจอยู่สองพรรค คือพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย โดยมีแนวโน้มเอนเอียงไปทางพรรคประชาชนมากกว่า จากความรู้สึกผูกพันและการติดตามนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่ได้ศึกษานโยบายเชิงลึกทั้งหมดก็ตาม สำหรับประเด็นเศรษฐกิจและแรงงาน เธอมองว่ามีผลต่อการตัดสินใจในระดับหนึ่ง เนื่องจากกำลังจะจบการศึกษาและเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหลักในขณะนี้

ซินอายังเล่าว่า เธอมักจะการติดตามข่าวสารการเมืองผ่านทางสื่อออนไลน์ และจะให้ความสนใจมากขึ้นเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการที่สมาชิกในครอบครัวจะเดินทางไปใช้สิทธิพร้อมกัน เธอและพี่สาวจึงมักจะรับหน้าที่ในการอธิบายข้อมูลให้กับคุณพ่อคุณแม่ก่อนที่จะเข้าคูหา

อย่างไรก็ตาม เธอมองว่าความตื่นตัวทางการเมืองของตัวเองลดลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 เนื่องจากภาระด้านการเรียนและการใช้ชีวิตในช่วงปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย ทำให้มีเวลาและพลังงานในการติดตามการเมืองน้อยลง อีกทั้งบรรยากาศการพูดคุยเรื่องการเมืองในกลุ่มเพื่อนและครอบครัวก็เงียบลง ต่างจากช่วงที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเข้มข้นในอดีต

พิชชานันท์มองว่า ประเด็นการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างเป็นปกติในคณะของตนเอง เนื่องจากเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเรียนการสอนและการถกเถียงทางวิชาการ ขณะที่ในคณะอื่นหรือกลุ่มคนที่อยู่นอกแวดวงการเมือง เธอไม่แน่ใจว่าระดับความตื่นตัวจะมาก-น้อยเพียงใด 

ในด้านครอบครัว พิชชานันท์เล่าว่าที่บ้านไม่ค่อยพูดคุยเรื่องการเมือง เนื่องจากผู้ใหญ่มีความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางความคิดเห็น และมักหลีกเลี่ยงการถกเถียงในประเด็นอ่อนไหว อย่างไรก็ตาม ครอบครัวยังคงติดตามข่าวสารทางการเมืองอยู่บ้าง โดยเฉพาะประเด็นระหว่างประเทศ เช่น ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา

การเลือกตั้งรอบก่อนครอบครัวเธอเคยสนับสนุนพรรคก้าวไกล อย่างไรก็ดี เธอมองว่าการตัดสินใจในครั้งนั้นได้รับอิทธิพลจากกระแสความนิยมและการสื่อสารทางโซเชียลมีเดียเป็นสำคัญ ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้ เธอไม่มั่นใจว่าครอบครัวจะยังคงตัดสินใจในทิศทางเดิมหรือไม่ เนื่องจากบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป และมีปัจจัยใหม่ ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น

สำหรับการตัดสินใจของตนเอง พิชชานันท์ยืนยันว่าจะยังคงสนับสนุนพรรคประชาชนต่อไป แม้จะยอมรับว่ามีบางนโยบายหรือท่าทีทางการเมืองที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังทั้งหมด เหตุผลสำคัญคือจุดยืนของพรรคในประเด็นสิทธิเสรีภาพ โดยเฉพาะการผลักดันการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเธอมองว่าไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงกฎหมายหรือการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนจริง ๆ จากประสบการณ์ที่มีคนใกล้ตัวได้รับผลกระทบ เธอเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกละเลยหรือผลักออกไปเป็นเรื่องรองในการพัฒนาประเทศ และควรเดินไปพร้อมกับการพัฒนาด้านอื่น ๆ

ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ พิชชานันท์ระบุว่าไม่ได้ใช้เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกพรรค เนื่องจากมองว่านโยบายหาเสียงหลายเรื่องอาจยังต้องรอการพิสูจน์ในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่านโยบายของพรรคสีส้มมีความโดดเด่นในแง่การคุ้มครองแรงงานและการเสริมสร้างหลักประกันทางสังคม ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว 

มารีญัมมองว่า เพื่อนในคณะรัฐศาสตร์มีความตื่นตัวทางการเมืองค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นช่วงที่จะมีการจัดกิจกรรมดีเบตของตัวแทนพรรคการเมืองภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงเรื่องนโยบายและทิศทางประเทศ ขณะเดียวกัน เธอมองว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมยังเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในหมู่นักศึกษา โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ในกลุ่มชมรมอนุรักษ์

สำหรับการตัดสินใจเลือกพรรค มารีญัมระบุว่ายังให้ความสำคัญกับพรรคที่มีจุดยืนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควบคู่ไปกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยเธอมองว่าปัญหาน้ำท่วมในภาคใต้ที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ไม่เพียงสะท้อนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

มารีญัมอธิบายเพิ่มเติมว่า ผู้คนในอำเภอรามันส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการกรีดยางพารา ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงฤดูฝนและน้ำท่วม เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนลดลง เธอจึงมองว่าเศรษฐกิจกับสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก และหากรัฐมีนโยบายจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ก็จะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ

นอกจากนี้ มารีญัมยังระบุว่าการที่ศนิวาร บัวบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน อภิปรายในสภาเกี่ยวกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นสิ่งที่ทำให้เธอสนใจและติดตามประเด็นดังกล่าวมากขึ้น พร้อมแสดงความคาดหวังว่า หากพรรคประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล จะสามารถผลักดันให้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเป็นหลักประกันให้กับประชาชนในระยะยาว

สิริวลัญช์มองว่า การรับรู้ข้อมูลข่าวสารของคนไทยในต่างประเทศจำนวนมากยังพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก หากให้ประเมินระดับความตื่นตัวทางการเมืองของคนไทยในอเมริกา เธอให้คะแนนตัวเองประมาณ 9 เต็ม 10 เมื่อเทียบกับคนไทยในบริบทเดียวกัน แต่ก็ยอมรับว่าการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกยังคงต้องอาศัยความตั้งใจค้นหาด้วยตนเอง

กระบวนการเลือกตั้งจากต่างประเทศ แม้จะสามารถลงทะเบียนและดำเนินการหลายขั้นตอนผ่านระบบออนไลน์ได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีอุปสรรคอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะในกรณีของสิริวลัญช์ที่อาศัยอยู่ในรัฐยูทาห์ ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทยตั้งอยู่ที่ลอสแอนเจลิส ทำให้การส่งเอกสารต้องอาศัยการส่งทางไปรษณีย์เท่านั้น ซึ่งทั้งใช้เวลา ค่าใช้จ่าย และสร้างความยุ่งยาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่คนละรัฐ เธอเล่าว่าข้อมูลส่วนใหญ่เกี่ยวกับขั้นตอนเหล่านี้ก็มาจากแพลตฟอร์มติ๊กต็อกเช่นกัน เพราะเป็นช่องทางที่ง่ายและเร็วที่สุดสำหรับเธอในฐานะคนที่อยู่ไกลจากบริบทการเมืองไทยโดยตรง

เมื่อพูดถึงบรรยากาศทางการเมืองในหมู่คนไทยในอเมริกา สิริวลัญช์มองว่าโดยรวมแล้วค่อนข้างเงียบ เธอแทบไม่เห็นความตื่นตัวเรื่องการเลือกตั้งในกลุ่มคนไทยรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเดียวกันหรือคนรุ่นโต หลายคนเมื่อย้ายมาอยู่ต่างประเทศ มีสถานะทางกฎหมายที่มั่นคงขึ้น เช่น กรีนการ์ดหรือสัญชาติอเมริกัน ก็ยิ่งห่างเหินจากการเมืองไทยมากขึ้น แม้จะยังถือพาสปอร์ตไทยและมีสิทธิเลือกตั้งก็ตาม

ถึงอย่างนั้น สำหรับเธอ การเลือกตั้งยังคงมีความหมาย เพราะประเทศไทยคือบ้านเกิด แม้การย้ายประเทศจะเป็นการแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้นให้ตัวเอง แต่ไม่ใช่เหตุผลที่จะ ‘ทิ้งพี่น้องในประเทศไทยให้ชีวิตดับสูญ’ เธอยอมรับตรงไปตรงมาว่าการตัดสินใจย้ายมาเรียนต่อในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และเป็นความรู้สึกต่อต้านบรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้น แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง เธอก็ยังเลือกจะใช้สิทธิ เพราะรู้สึกว่าหากไม่เลือกตั้ง ก็เหมือนเป็นการทอดทิ้งประเทศที่ตนเองเกิดมา