Lifestyle

ส่องกลยุทธ์เมนูมหาชน เมื่อมื้ออร่อยถูกกำหนดด้วยยอดแชร์ ไม่ใช่แค่รสมือ 

ก่อนมื้อเที่ยงจะสั่งดิลิเวอรีหมี่ไก่ฉีกมากิน ตามด้วยของหวานอย่างโมจิครีมชีส ของทานเล่นเป็นขนมนาโช่ พอเลิกงานก็ไปสังสรรค์ด้วยชาบูหม่าล่าก่อนหมดวัน ณ วันที่บทความนี้ปรากฏ คงมีอีกหลากหลายเมนูที่เกิดขึ้นใหม่ ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลกับเรามากมาย แม้แต่กับการกิน นิสิตนักศึกษาจึงอยากชวนผู้อ่านสำรวจปรากฏการณ์การบริโภคอาหารในปัจจุบัน ที่อาจไม่ใช่เพียงเพื่อความอิ่มท้องหรือเพื่อความอร่อย

เขียน : อาภัสสร ประสงค์กิจ

ภาพ : อาภัสสร ประสงค์กิจ

เริ่มต้นวันด้วยชิโอะปังกับมัทฉะ

ก่อนมื้อเที่ยงจะสั่งดิลิเวอรีหมี่ไก่ฉีกมากิน ตามด้วยของหวานอย่างโมจิครีมชีส ของทานเล่นเป็นขนมนาโช่ พอเลิกงานก็ไปสังสรรค์ด้วยชาบูหม่าล่าก่อนหมดวัน

ณ วันที่บทความนี้ปรากฏ คงมีอีกหลากหลายเมนูที่เกิดขึ้นใหม่ ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลกับเรามากมาย แม้แต่กับการกิน นิสิตนักศึกษาจึงอยากชวนผู้อ่านสำรวจปรากฏการณ์การบริโภคอาหารในปัจจุบัน ที่อาจไม่ใช่เพียงเพื่อความอิ่มท้องหรือเพื่อความอร่อย

ทุกวันนี้ เราสามารถพบอาหารเทรนด์ หรือ อาหารแฟชั่น เมนูที่กลายเป็นไวรัลติดกระแสชั่วข้ามคืน ที่ไม่ว่าจะไถฟีดบนโซเชียลมีเดียไหน ก็จะเห็นแต่คนรีวิว และเป็นเมนูที่ขายอยู่เต็มท้องตลาด

“จริง ๆ ผมมองว่ามันเป็นกระแส มันเป็นนอร์มของทุกยุคอยู่แล้ว ในแต่ละยุคมันก็จะมีมันจะมีนอร์มของมันเอง ก็คืออะไรฮิต มันก็จะมีคนทําตาม พอทําตามปุ๊บ มันก็จะเกิดการตีความของแต่ละพื้นที่มากขึ้น”

วรรษพล แสงสีทอง หรือ บังก้อง เจ้าของเพจ SchwedaKong

วรรษพล แสงสีทอง หรือ บังก้อง เจ้าของเพจ SchwedaKong กล่าวถึงความเป็นอาหารเทรนด์ที่เราเห็นกันในปัจจุบันว่าไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่มีมาอยู่แล้วในทุกยุคสมัย เพียงแต่อาหารเทรนด์จะเป็นความฮิตของเมนูต่าง ๆ ทั้งคาว-หวานที่อาจจะมาจากต่างประเทศหรือต่างวัฒนธรรม แล้วแพร่หลายในคนท้องถิ่นจนปรับตัวและกลืนไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของพื้นที่นั้น ๆ

แม้อาหารเทรนด์จะเกิดขึ้นมีมาตลอดในทุกยุค แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ สิ่งดังกล่าวได้กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่มากับความเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวครั้งสำคัญในวงการธุรกิจอาหาร

“ทุกไตรมาสเมนูก็จะเปลี่ยนละ เดี๋ยวเมนูนี้มาก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ เดี๋ยวสักพักหนึ่งก็จะเปลี่ยนเป็นอีกแบบหนึ่ง พอเห็นสักร้านสองร้าน เราก็จะรู้แล้วว่าเดี๋ยวอันนี้มันน่าจะมา”

วรรธนี จันทรมิตรี เจ้าของเพจ Fay Foodstylist กล่าวถึงปรากฏการณ์ของเมนูอาหารเทรนด์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับเธอเมนูส่วนใหญ่ที่ฮิตตามร้านต่าง ๆ มักจะเคยเป็นกระแสในติ๊กต็อก (TikTok) ก่อนจะลงมาอยู่ในตลาดจริงอย่างฉับไว กลายเป็นปรากฏการณ์ไฟไหม้ฟาง เมื่ออาหารมาเร็วไปเร็ว

“จริง ๆ แล้วเท่าที่ผมถอยออกมาแล้วมองออกไป มันเล่นกับสแน็กมากกว่าเล่นกับ meal ดูไบช็อกโกแลต เลย์นาโช่ ชิโอะปัง ชีสบอร์ด ของกินเล่นหมดเลยนะ เบคอนหั่นหนา จะมองว่า เป็นอาหารก็ได้ แต่ว่าจริง ๆ มันก็เป็นแค่องค์ประกอบ

วรรษพลพูดถึงลักษณะเมนูอาหารเทรนด์ในปัจจุบันที่มักออกมาในรูปแบบของของกินเล่นหรือเป็นองค์ประกอบในอาหาร ซึ่งต่างจากอาหารเทรนด์ในอดีตก่อนการเข้ามาของติ๊กต็อก เช่น เล้งแซ่บ ซูเปอร์ขาไก่ หมูกะทะ

“ผมรู้สึกว่าอาหารที่มันเป็นอาหารจริง ๆ มันจะใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองสักระยะหนึ่ง กว่าที่มันอาจจะยอมรับได้ แต่ปัจจุบันมันยังไม่มีอะไรที่มันไปเขย่าแก่นอาหารมาก …ที่เราเห็นทุกวันนี้มันแค่มาแล้วเดี๋ยวมันก็จะไป”

วรรษพลยังกล่าวถึงความนิยมในระยะเวลาอันสั้นของอาหารเทรนด์ว่า“มันลงตลาดตลาดพื้นบ้านไวเท่าไหร่ โดนตัดราคาไวเท่าไหร่ จะหายไปไวเท่านั้น เพราะมันจะเล่นเรื่องราคา ถึงจุดนึง บางอย่างทํา margin (กำไรหลังหักต้นทุนของการผลิตสินค้า) ไม่คุ้ม ก็ไม่ทํา”

ขณะเดียวกันอาหารเทรนด์ก็สะท้อนวัฒนธรรมการกินของไทยได้อย่างดี

“รู้สึกว่าคนไทยชอบประยุกต์ …ประยุกต์กับทุกสิ่งที่ดังแล้วเอามาทําได้ เช่น คูนาฟ่าก็คือสามารถทําทุกอย่างให้เป็นคูนาฟ่าได้ ประเทศอื่นเขาก็คือช็อกโกแลตคูนาฟ่า แต่ของเราสามารถไปได้ทุกอย่างเลย ไอศกรีม ขนมเบเกอรี่ อะไรคิดได้หมด คือรู้สึกว่าเทรนด์ช่วงนี้ของเราคือการปรับตัวให้ตามทุกเทรนด์ แล้วก็เอามาผสานกับเมนูของของตัวเองได้” วรรธนี กล่าวถึงความสร้างสรรค์ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยในการปรับให้อาหารต่างถิ่นเข้ากับวัฒนธรรมของเราอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับวรรษพลที่กล่าวว่า

“การอะแดป อาหารน่ะ มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วมันเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว เทรนด์มันเปลี่ยนตลอด ผมมองว่าทุกทุกร้านมีสิทธิ์ที่จะตีความในแบบที่ตัวเองชอบ เราชอบรสชาตินี้แล้วพรีเซนต์ออกไปมันก็เป็นการสื่อสารกับคนกินว่าเราชอบรสชาตินี้ คุณชอบรสชาตินี้ไหม ถ้าคุณชอบรสชาตินี้คุณสนับสนุนฉัน เราก็สื่อสารเหมือนคุยกันแทนคําพูด”

TikTok แพลตฟอร์มสำคัญกับการพลิกวงการอาหาร

“ถ้าคนที่เสพติ๊กต็อกมาประมาณสองปี เขาจะเห็นอาหารที่เยอะขึ้นมาก ๆ บางทีก็เป็นร้านอาหารที่เกิดขึ้นใหม่ บางทีก็เป็นอาหารท้องถิ่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน บางทีก็จะเป็นร้านอาหารเก่าที่บางคนไม่เคยสนใจ”

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร ครีเอทีฟรายการ Eat Direction ของ The Cloud

จิรณรงค์ วงษ์สุนทร ครีเอทีฟรายการ Eat Direction ของ The Cloud กล่าวถึงความหลากหลายของอาหารที่เราเห็นในปัจจุบัน

“ผมมีเพื่อนที่แบบเขาเสพติ๊กต็อกหนักหน่อย นางเป็นแม่บ้าน ปกติอยู่บ้านกินอาหารก็ไม่ได้กินหวือหวาอะไร อยู่ในโซนของ คอนเซอร์เวทีฟ ด้วยซ้ำ ก็ไม่ได้กินอะไรแปลก ๆ แต่เมื่อไหร่ก็ตามเจอเทรนด์ที่เข้ามา เขาจะบอกแฟนว่าเขาอยากลอง ซึ่งถ้าเทียบกับตอนก่อนหน้าที่ติ๊กต็อกมันจะบูม เขาจะมีอัตราเฉลี่ยในการอยากจะลองของใหม่เยอะขึ้น” วรรษพลยกตัวอย่างถึงอิทธิพลจากการติดตามโซเชียลมีเดียที่ส่งผลถึงคนรอบตัวอย่างชัดเจน

จึงอาจไม่แปลกนักที่เรามักจะเห็นสักเมนูที่มาจากความนิยมบนโซเชียลมีเดียก่อน แล้วจึงปรากฏให้เห็นในตลาดจำนวนมากในเวลาต่อมา เพราะดูเหมือนว่ากลุ่มผู้ประกอบการต่างต้องปรับตัวขายอาหารที่อยู่ในกระแสเพื่อให้มีกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น

โดยเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้โซเชียลมีเดียกลายเป็นพื้นที่หลักในการสื่อสารของผู้คน

จุดเปลี่ยนของไลฟ์สไตล์ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในวงการอาหาร

“ผมมองว่าแค่ไลฟ์สไตล์ปัจจุบันพฤติกรรมการกินก็เปลี่ยน ปัจจุบันมันเป็นยุคของคอนโด คอนโดมันเยอะมาก แล้วก็ร้านสะดวกซื้อเยอะมาก มันทําให้พฤติกรรมการกินเปลี่ยน หลังโควิดก็อีกเรื่องหนึ่ง การที่เมื่อก่อนดิลิเวอรีก็ไม่ได้มี แต่ปัจจุบันดิลิเวอรีเป็นหนึ่งในเส้นทางหลักของการเลือกซื้อ ดังนั้นเทรนด์ก็เกี่ยว ไถ ๆ ดิลิเวอรีอะไรอย่างงี้ เลื่อนไปเจออะไรที่มันทัช (ใจ) เขาก็อยากลองแล้ว ยิ่งถ้าสมมุติเจอในอีเวนต์ห้างหรือไถเจอในดิลิเวอรีหรือหลาย ๆ อย่างมันก็ลงมาอยู่ในร้านสะดวกซื้อ” 

วรรษพลกล่าวถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเมื่อมีแพลตฟอร์มดิลิเวอรีเข้ามา ส่งผลให้ร้านอาหารต้องปรับตัวเพื่อให้มีกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่เพียงขาจรหรือขายแค่คนในพื้นที่ แต่ทำให้ตัวร้านถูกมองเห็นในพื้นที่ออนไลน์มากขึ้น ตั้งแต่การเปิดหน้าร้านบนแพลตฟอร์มดิลิเวอรี จนถึงการออกมาทำคอนเทนต์และเมนูใหม่ ๆ เพื่อเรียกลูกค้า ที่สรรหาของกินผ่านหน้าฟีดโซเชียลมีเดียอยู่เสมอ

“เราจะแย่งลูกค้าที่เขาไม่ได้อยู่หน้าร้านยังไง รูปมันก็ต้องมีผลอยู่แล้ว คือสมมุติว่าถ้าเราอยู่ทำเลจุฬาฯ-สามย่าน แน่นอนนักเรียนก็จะต้องไปกินที่สามย่านมิดทาวน์กันใกล้ ๆ อยู่แล้วใช่ไหม แต่เขาอยากได้ ทราฟฟิค ที่มากกว่าเด็กจุฬาฯ ล่ะ ทํายังไง รูปมันก็ต้องมันก็ต้องมีผลอยู่แล้ว พรีเซนเทชัน ความว้าว ความปัง” วรรธนีกล่าวในฐานะผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการตกแต่งอาหาร หรือฟู้ดสไตลิสต์ (Food Stylist) เธอเห็นความแตกต่างของจุดประสงค์ในการถ่ายภาพอาหารอย่างชัดเจน ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อการทำเมนูรูปเล่ม ถ่ายภาพนิ่งเพื่อการโฆษณา แต่มีการสร้างเรื่องราวของอาหารเพื่อดึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่เข้ามาลิ้มลอง

“สมัยก่อนการถ่ายรูป การทำฟู้ดสไตลิสต์มันจะเป็นอาชีพที่มีความเฉพาะเจาะจง แล้วก็เป็นกลุ่มคนเฉพาะ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แค่ฟู้ดสไตลิสต์แล้ว ตัวร้านเองจะต้องออกมาทําอะไรเพิ่มขึ้น หรือว่าเจนใหม่ ๆ ที่ทําแล้วก็หาทางต่าง ๆ ที่มันแมสมากขึ้น”

นักกรุยทางแห่งวงการอาหาร

“ได้กลิ่นอาหารเราถึงได้อยากกิน แต่เราจะทํายังไงให้เราไม่ต้องได้กลิ่นแล้วอยากกิน มันก็ต้องเริ่มจากเราอยากจะทําคอนเทนต์ การทําคอนเทนต์ก็จะต้องมีสตอรี มันก็จะต้องเหมือนคิดไปเพิ่มขึ้น เออ เราจะรู้จักร้านอาหารใหม่ ๆ ได้ยังไง ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้ไป เดี๋ยวนี้ถึงต้องมีฟู้ดบล็อกเกอร์” วรรธนีกล่าว

ก่อนหน้านี้ หากพูดถึงการแนะนำอาหารอร่อย เราคงนึกถึงรายการแม่บ้านทันสมัย หม่อมถนัดศรี (หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์) สันติเปิบพิสดาร ครัวคุณต๋อย ไปจนถึงเชฟพล ตัณฑเสถียร ที่สอนเราทำอาหารและตระเวนกินทั่วประเทศ แต่ปัจจุบัน เหล่านักรีวิวเริ่มมีจำนวนที่มากขึ้น

กลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนวงการอาหารด้วยการออกไปตระเวนชิมและรีวิวร้านต่าง ๆ เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคในทุกแพลตฟอร์ม

การโปรโมตเมนูให้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากร้านอื่น ๆ ด้วยวิธีการทางการตลาด จึงหมายรวมถึง การเชิญเหล่านักรีวิวมาทดสอบสินค้าและทำคอนเทนท์เชิญชวนกลุ่มผู้บริโภคให้มาลองเมนูเด็ดของร้าน

“เดี๋ยวนี้พี่คิดว่าเรา ‘based on story’ เวลาที่เราจะไปร้านอาหารหนึ่ง เวลาเราเห็นร้านนี้มีเมนูนี้ที่ดัง คือเขาก็สร้างสตอรีจากเมนูหนึ่งของร้าน เช่น ร้านที่เป็นไข่ดาวเยิ้ม ๆ 3-4 ฟองแล้วก็มีกุ้ง เขาก็จ้างอินฟลูฯ มารีวิวตัวนี้เป็นหลัก ร้านนี้ก็จะดังจากตัวนี้”

การมีเหล่านักรีวิวอาหาร จึงการเป็นกลไกสำคัญในตลาดอาหารและการทำงานร่วมกันระหว่างร้านอาหารและนักรีวิว โดยผู้ประกอบการออกเมนูสุดสร้างสรรค์มาให้เหล่านักรีวิวได้ไปชิม และเชิญชวนให้กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปมองเห็นและมาลิ้มลอง

ในขณะที่ วรรษพลกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า

“คนไทยมีความคอนเซอร์เวทีฟ อยู่ในตัวระดับหนึ่ง อะไรที่หลุดจากสิ่งที่ตัวเองรับรู้ อาจจะเกิดความไม่กล้าลอง ดังนั้นถ้ามองในมุมนี้ก็คือว่า อินฟลูฯ ก็จําเป็นในระดับหนึ่ง เขาหยิบจับอะไรก็มีโอกาสเป็นกระแสขึ้นได้ เพราะว่าคนติดตามเขาเยอะ ถ้ายกตัวอย่าง อย่างแม่ตุ๊ก (เจ้าของช่องติ๊กต็อก  Tuk Little Monster) ที่จับมัทฉะ จากตลาดที่มันมีแค่ niche market แล้วนิ่งมาก ๆ แล้วมันบูม (กว่าเดิม) มาก ๆ”

อาหารเทรนด์… มูลค่าที่เพิ่มขึ้น? หรือการตั้งราคาที่เกินจริง?

คงไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก หากความปรารถนาในรสชาติแปลกใหม่ จะทำให้ร้านขายอาหารจำนวนไม่น้อยมุ่งขายสิ่งที่ติดเทรนด์

ขณะเดียวกัน หลายครั้งเมื่อเกิดกระแสอาหารเทรนด์ คำถามเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริงมักปรากฏขึ้นตามมาอย่างประเด็นล่าสุดที่มีการถกเถียงและตั้งคำถามกันบนโลกออนไลน์ถึงความสมเหตุสมผลของราคาข้าวเหนียวหมูเค็ม-เนื้อเค็มที่เน้นขายความพรีเมียม  หรือแม้แต่การซื้อ-ขายเมนูมัทฉะที่ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้ตั้งแค่ราคาหลักร้อย จนไปถึงราคาหลักพัน จนเกิดเป็นข้อสงสัยว่า ‘สิ่งนี้เป็นการตั้งราคาที่สูงเกินจริงหรือไม่?’ 

ผศ.ดร.สันต์ สัมปัตตะวนิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่าการที่สินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการจะมีราคาสูงขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร สามารถใช้หลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานในการช่วยอธิบายได้

“จริง ๆ ทางเศรษฐศาสตร์มันก็มีการอธิบายอยู่ ยกตัวอย่างมัทฉะ ถ้าเกิดอยู่ดี ๆ คนแห่กันมากิน ตอนแรกร้านมัทฉะมันยังมีไม่เยอะ หรือหลายร้านยังไม่มีเมนูนี้ ก็คืออุปสงค์-อุปทานครับ อุปสงค์เยอะขึ้น แต่ว่าอุปทานมันยังไม่ปรับ มันก็ของขาดตลาด พอของขาดตลาดเขาก็ขึ้นราคาได้ พอราคามันสูงพอ หลาย ๆ ร้านก็คุ้มที่จะเปิดสินค้าใหม่ เพราะเขาจะเข้ามาในตลาด มันก็จะมีคนเข้ามาในตลาดเพิ่มไปเรื่อย ๆ จนมีอุปสงค์มากกว่าอุปทาน ราคามันก็จะตกลง”

นอกจากเหตุผลเรื่องอุปสงค์-อุปทานแล้ว วรรษพลยังได้เสริมในมุมมองของผู้ประกอบการว่า เมื่อผู้ประกอบการบางส่วนต้องการยกระดับคุณภาพอาหารขึ้นมาในช่วงที่เมนูกำลังเป็นกระแส โดยการซื้อวัตถุดิบที่ดีขึ้น ซึ่งอาจจะนำมาสู่ราคาที่สูงกว่าเดิม แต่ได้ความแตกต่างและคุณภาพสู่ผู้บริโภค

“สมมุติผมบอกว่าผมอยากจะทําชิโอะปังให้ดีมาก ๆ ในช่วงตอนที่ชิโอะปังกําลังจะบูม สิ่งที่ผมต้องฝ่าฟันคือ 

หนึ่ง ผมต้องไปซื้อแป้งในราคาสูง เพราะผมซื้อตัดล็อต แล้วก็ผมอาจจะต้องซื้อนําเข้าจริง ๆ 

สอง ผมอาจจะต้องซื้อเนยในราคาสูง ที่ผมอาจจะต้องนําเข้าจริง ๆ  

ดังนั้นช่วงแรกแรกราคามัน overprice เพราะผมต้องซื้อของในราคาสูงจริง ๆ” 

ขณะที่ ผศ.ดร.สันต์ เสริมถึงอีกปัจจัยเรื่องราคาว่า

“การทำให้คนมีความรู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่เหมือนที่อื่น ก็ทำให้เขาสามารถเลือกราคาได้ เพราะว่าในมุมของผู้บริโภค ไม่ได้ (มอง) ว่าอันนี้ก็คือกาแฟ แต่มีความพิเศษบางอย่างที่ ในมุมของคนซื้อ เขาย่อมยอมจ่ายแพงกว่า ส่วนคนที่ (มองว่า) ราคาตรงนี้ฉันยังจ่ายไม่ได้ เขาก็ไม่ซื้ออยู่แล้ว จนกว่าคนที่อยากได้สินค้า กับราคาสินค้ามันค่อย ๆ ไต่ลงมามันเจอกัน”

การกำหนดราคาจึงสอดคล้องกับปัจจัยแวดล้อมที่หลากหลาย เช่น ต้นทุนที่สูงขึ้น การสร้างแบรนด์ การยกระดับคุณภาพสินค้า จึงไม่สามารถสรุปได้โดยง่ายว่า การที่อาหารเทรนด์บางประเภทมีราคาสูง เป็นเพราะการตั้งราคาที่สูงเกินจริง (Overprice) เสมอไป

“เทรนด์มันเปลี่ยนตลอด

อันไหนมีคนซื้อมันก็รอด อันไหนไม่มีคนซื้อมันก็ไม่รอดเท่านั้นเอง”

วรรษพล แสงสีทอง หรือ บังก้อง เจ้าของเพจ SchwedaKong

ชะตากรรมผู้บริโภคยุคใหม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอาหารเทรนด์จะทำให้เกิดความคึกคักในวงการอาหาร แต่การกินมากเกินไปก็อาจไม่ใช่ผลดีกับร่างกายเท่าไหร่นัก

“ผมมองว่าคนกินรสจัดเยอะขึ้น เคยคุยกับลูกค้า แล้วลูกค้าโยนคําถามหนึ่งว่าคุณลองสังเกตไหมว่าอาหารปัจจุบัน รสชาติเหมือนพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวหมดเลย มันวิ่งไปสุดทางทุกอันเลย แล้วอะไรที่มันไม่ใช่วิ่งสุดทางอย่างนั้นน่ะ มันก็ไม่ได้ถูกการยอมรับสักเท่าไหร่ ดังนั้นสิ่งที่ทําให้เขาเข้าใจง่ายสุดอาจจะเป็นรสชาติที่จัดจ้าน” 

วรรษพลกล่าวถึงรสชาติที่กลายเป็นที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน โดยให้ความเห็นว่าอาหารในปัจจุบันอาจจะไม่ได้ให้ความสําคัญกับวัตถุดิบมากเท่าไหร่ โดยไปให้ความสําคัญกับการปรุงรสที่แตกต่างแทน เช่นเดียวกับจิรณรงค์ที่กล่าวถึงเทรนด์อาหารแฟชั่นในปัจจุบันที่เน้นให้ปริมาณมากและขายความน่ากินเป็นหลัก

“การทำให้เกิดแฟชั่นมันเกิดขึ้นในช่วงยุคประมาณห้าปีที่ผ่านมา มันเกิดการ กินเกินความจำเป็นของเรา มันต้องเป็นอาหารที่ให้เยอะ ๆ ใหญ่ ๆ เป็นอาหารทอดเป็นส่วนใหญ่ มีความเป็นแป้ง มีความเป็นน้ำตาลที่สูง ซอสฉ่ำ ๆ เยอะ ๆ โซเดียมก็เยอะขึ้น น้ำตาลก็เยอะขึ้น แล้วสิ่งนี้มันก็เป็นที่นิยมของคน 

เพราะฉะนั้น คนก็จะอยากลอง แล้วก็ไม่ได้มีเรื่องของการระมัดระวังในการบริโภค คือเห็นแล้วมันอยากกิน เพราะว่าคนเขาทำวิดีโอ ทำคลิปกันแล้วมันดูมีความ ‘ฉันต้องกิน’ ‘แล้วมันต้องอร่อยแน่ ๆ’ อะไรอย่างนี้ แต่สิ่งนั้นน่ะ คิดว่า มันทำให้เรารับอะไรบางอย่างที่เกินความต้องการของร่างกายในต่อวัน”

พฤติกรรมการบริโภคตามกระแสนิยมดังกล่าว นำมาสู่คำถามสำคัญถึงผลกระทบต่อสุขภาวะของประชากรในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อมูลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปี 2568 ที่ระบุว่า ประเทศไทยมีอุบัติการณ์โรคอ้วนในเด็กสูงเป็นอันดับสามของกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารรสหวาน มัน และเค็มจัด จึงเป็นประเด็นที่น่าขบคิดว่า วิถีการบริโภคที่เน้นภาพลักษณ์และกระแสในปัจจุบัน มีส่วนตอกย้ำปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) มากน้อยเพียงใด เนื่องจากโรคกลุ่มนี้ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย หรือคิดเป็นจำนวนเกือบ 4 แสนคนต่อปี

อาหารเทรนด์ในปัจจุบัน เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายในมื้ออาหารมากยิ่งขึ้น และเป็นโอกาสให้เหล่าผู้ประกอบการได้รังสรรค์เมนูใหม่ ๆ เข้ามาในตลาด อาหารเทรนด์กลายมาเป็นความใหม่และความสนุกในวงการอาหารที่ผู้คนต่างต้องเชิญชวนกันลิ้มลอง แม้เราอาจไม่ได้กลิ่น แต่แค่คำบรรยายและหน้าตาของอาหาร ก็ชวนน้ำลายสอให้อยากไปลิ้มลองแล้ว และถ้ามันไม่อร่อย 

พรุ่งนี้ก็มีเมนูใหม่ ให้เราลองอีกอยู่ดี