เรื่อง : ชิดชนก โปร่งสูงเนิน
นิสิตนักศึกษาชวนสำรวจประสบการณ์ที่หายไปกับหน้ากระดาษและการปรับตัวของอุตสาหกรรมหนังสือในยุคดิจิทัล
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทตั้งแต่พื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน จนถึงการส่งอิทธิพลต่อ ทักษะและแนวทางของการฟัง พูด อ่าน เขียนของมนุษย์ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมการอ่านของผู้คนได้เปลี่ยนไปเช่นกัน ปี 2023 National Endowment for the Arts องค์การกองทุนเพื่อศิลปะแห่งชาติ หน่วยงานอิสระของรัฐบาลกลางจากประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สัดส่วนผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาอ่านหนังสืออย่างน้อยปีละเล่มลดจาก 55% เหลือ 48% หรือในประเทศไทย ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรรายงานว่าคนไทยอ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ถึง 152.1 นาทีต่อวัน ขณะที่ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือในรูปแบบกระดาษเฉลี่ยเพียง 51.7 นาทีต่อวันหรือมากกว่ากันสามเท่า
‘e-book’ ‘นิยายออนไลน์’ กลายเป็นช่องทางการอ่านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันทั้งปัจจัยด้านราคาที่ถูกกว่าหนังสือในรูปแบบเล่มถึง 27% และหากมองในแง่ของความสะดวกสบาย หนังสือในรูปแบบจอก็สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ไม่ต้องจัดสรรพื้นที่สำหรับจัดเก็บ จะหยิบมาอ่านตอนไหนก็ได้โดย ไม่ต้องกังวลเวลาอยู่ในที่มืด ไม่มีแสงสว่าง ข้อจำกัดใหญ่ของเครื่องมือนี้มีเพียงแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ สาเหตุเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้ยอดขาย e-book เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้นักอ่านเริ่มมองหาทางเลือกในการ ‘ไถ’ มากกว่าการ ‘พลิกหน้า’
แม้ว่าสุดท้ายแล้วการอ่านก็คือการอ่าน จะบนหน้าจอหรือบนกระดาษ รูปแบบการอ่านทั้งสองล้วนพาเราออกไปค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ หรือพาเราเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการ แต่การเปลี่ยนผ่านจากกระดาษสู่หน้าจอก็ทำให้เราสูญเสียบางประสบการณ์ที่หนังสือเล่มเคยมอบให้ ในยุคที่สิ่งพิมพ์กำลังถูกลดทอนบทบาทและผู้คนไหลเข้าสู่ระบบนิเวศการอ่านแบบออนไลน์ นิสิตนักศึกษาจึงอยากชวนทุกคนมาค้นหาว่า อะไรหล่นหายไปบ้างในวันที่แนวทางการอ่านของผู้คนเปลี่ยนไป และประสบการณ์เหล่านั้นยังมีความหมายอย่างไรต่อการอ่านในโลกปัจจุบัน
บทที่ 1 .
ประสบการณ์การอ่านที่หล่นหายไประหว่างบรรทัด
“มันขาดสุนทรียะระหว่างบรรทัด
ถ้าเป็นหนังสือเหมือนนักเขียนเขาตั้งใจวางจังหวะจะโคนเอาไว้
แต่พอเป็นหน้าจอมันจะถูกบีบให้เป็นแค่ไฟล์สี่เหลี่ยมกลืน ๆ กันไปหมด บางครั้งมันทำให้ลืมดูว่าเขามีลูกเล่นอะไร”
นนท์นี่-สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข นักเขียนกวีนิพนธ์นามปากกา ‘Mahogany B.’
นนท์นี่-สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข นักเขียนกวีนิพนธ์นามปากกา ‘Mahogany B.’ บอกกับนิสิตนักศึกษาถึงประสบการณ์การอ่านในหนังสือที่เธอคิดว่าแตกต่างจากการอ่านออนไลน์
‘จังหวะจะโคน’ ในที่นี้คือการอ่านกวีนิพนธ์ในรูปแบบหนังสือ ย่อมเปิดพื้นที่ให้สมองและอารมณ์ได้ละเมียดไปกับเนื้อหามากกว่า เนื่องจากการวางสายตาบนหน้าจอมือถือหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ เราสามารถวางไว้ได้แค่จุดเดียวและใช้นิ้วมือเลื่อนเพื่ออ่าน ส่งผลให้การรับรู้เนื้อหาจากงานเขียนนั้นไม่เต็มอิ่มมากพอหากเทียบกับการอ่านบนหน้ากระดาษที่เราจำเป็นต้องละเลียดไปทีละบรรทัด กวาดสายตาไปให้ทั่ว
บทความ The Reading Brain in the Digital Age: The Science of Paper versus Screens ของ Scientific American นิตยสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระบุว่ารูปแบบการอ่านจากหนังสือเหมือนเป็นการอ่านแนวคิดหรือโครงเรื่องที่ถูกจัดอย่างไตร่ตรองของผู้เขียน เมื่อผู้อ่านอ่านไปเรื่อย ๆ เขาสามารถหยุดคิดทบทวนได้ผ่านช่องว่างระหว่างบรรทัด และเมื่อต้องการกลับมาติดตามแนวคิด การจัดวางของเนื้อหาทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม อีกทั้งสำหรับสมอง ข้อความคือวัตถุทางกายภาพ สมองเลยจะจดจำข้อความทั้งหมดเป็นแผนที่ เหมือนที่เรามักจะจำได้ว่าข้อความที่ปรากฏในหนังสืออยู่ส่วนไหน จะซ้าย ล่าง กลาง หรือขวา แต่การอ่านบนออนไลน์ตำแหน่งของข้อความจะอยู่ตรงไหนนั้นถูกบังคับผ่านปลายนิ้วมือเรา ทำให้ประสาทสัมผัสในการจดจำทำงานน้อยลง
“อีกอย่างที่การอ่านบนจอให้ไม่ได้คือกลิ่น มันเป็นกลิ่นของหนังสือ แล้วเราสามารถแยกได้ว่า อันนี้หมึกถั่วเหลืองหรือหมึกเคมีล้วนแบบสมัยก่อน”
สุธัณนานัฏฐ์ กวีนิพนธ์นามปากกา ‘Mahogany B.’ เสริมว่าเธอในฐานะผู้อ่าน การได้กลิ่นจากหน้ากระดาษเป็นประสบการณ์ที่มีเพียงหนังสือเท่านั้นที่มอบให้ได้และเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกดีไม่น้อย ประสบการณ์เรื่องกลิ่นจากการอ่านเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความพอใจให้กับคนรักหนังสือ มีคนจำนวนมากที่หลงใหลกลิ่นของหนังสือจนถึงกับมีคำศัพท์เรียกเฉพาะอย่าง Bibliosmia หรือกลุ่มคนชอบดมกลิ่นหนังสือ อีกทั้งในทางวิทยาศาสตร์เอง ‘การรับรู้กลิ่น’ ของสมองทำงานใกล้ชิดกับความทรงจำของมนุษย์มาก หลาย ๆ ครั้งเราจึงมักหวนนึงถึงความทรงจำในอดีตผ่านตัวกระตุ้นอย่างกลิ่น
ดังนั้น การที่หนังสือเป็นเพียงสิ่งของออฟไลน์ที่ไม่อาจอำนวยความสะดวกให้ได้เหมือนเครื่องมือทางเทคโนโลยีจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสได้ทำงานอย่างหลากหลาย ทั้งการหยิบจับ เปิดอ่าน กวาดสายตาหรือการได้กลิ่นวัสดุของหนังสือเอง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่การอ่านบนโลกดิจิทัลไม่สามารถให้ได้
หนังสือภาพถ่าย (photo book) คือหนึ่งประเภทหนังสือที่การอ่านผ่าน e-book หรือดูในออนไลน์ก็ไม่สามารถทดแทนได้ เนื่องจากหนังสือภาพสามารถหยิบยื่นประสบการณ์ที่ให้ผู้อ่านทำงานกับผัสสะของตนในทุกรูปแบบ ทั้งเทคนิคการพิมพ์ภาพ เนื้อสัมผัสของกระดาษ หรือการเปิดดูทีละหน้าเพื่ออ่านเรื่องราวจากภาพถ่ายที่ถูกร้อยเรียงเป็นอย่างดี
“การได้เห็นรูปถ่ายจากกล้องที่มันต้องพรินต์ออกมาอยู่บนกระดาษ มันไม่เหมือนกับที่ตาเห็น ทำเราตั้งคำถามว่า แล้วค่าความจริงในสิ่งที่เราเห็นคืออะไร แต่หนังสือภาพมันพิมพ์ได้สวยมาก สีมันตรงมากมันมีความละเอียดมากกว่าภาพถ่ายทั่ว ๆ ไป”
ปิ่น-วิทิต จันทามฤต เจ้าของร้านหนังสืออิสระ Vacilando book ที่ริเริ่มกิจการจากการขาย photo book และเป็นอดีตช่างภาพบอกกับนิสิตนักศึกษาถึงจุดโดดเด่นของประเภทหนังสือที่เขามองว่าตัวกลางในรูปแบบอื่นไม่สามารถทดแทนได้
วิทิตบอกเล่าถึงความพิเศษของหนังสือภาพที่เขาหลงใหล นั่นคือการร้อยเรียงเรื่องเล่าผ่านภาพถ่าย และความรู้สึกส่วนใหญ่มักจะปรากฏอยู่ในภาพ ส่งผลให้การอ่านหนังสือภาพเปรียบเหมือนกับการดูหนังที่ใจความและเนื้อหาจะถูกบอกเล่าผ่านภาพถ่ายที่ผ่านการวางลำดับและความตั้งใจในการเล่ามาแล้ว
การค่อย ๆ ละเลียดดูภาพถ่ายไปทีละหน้าจึงเหมือนกับการเดินทางด้วยภาพและหลงเข้าไปในโลกที่ช่างภาพสร้างขึ้น นอกจากนั้น สิ่งที่รูปแบบความเป็นหนังสือให้ได้มากกว่าการอ่านผ่านโลกดิจิทัลคือการครอบครองและมีขนาด รูปทรง น้ำหนัก ที่จับต้องได้
“หนังสือเป็นช่องทางไม่กี่ช่องทางที่เราเห็นงานจริง ๆ
เพราะนิทรรศการงานช่างภาพที่จะมาจัดแสดงในไทยนี่ยากมาก ๆ
เราเลยรู้สึกว่าหนังสือมันเป็น เหมือนมาสเตอร์พีซอีกชิ้นหนึ่งของศิลปินแต่ละคน และเราสามารถครอบครองมัน
แต่ในทางกลับกันเราไม่สามารถไปซื้อพรินต์รูปใหญ่ ๆ ของศิลปิน
มาแปะในบ้านได้”
ปิ่น-วิทิต จันทามฤต เจ้าของร้านหนังสืออิสระ Vacilando book
ขณะที่ ‘ปกหนังสือ’ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจว่าผู้อ่านจะหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านหรือไม่
ในปี 2023 Thrift books แพลตฟอร์มร้านหนังสือมือสองออนไลน์ที่ใหญ่ที่ทั้งสุดในโลก ได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจนักอ่านกลุ่มชาวอเมริกัน 2000 คนว่าในช่วงฤดูหนาว ผู้คนมักมอบหนังสือเป็นของขวัญให้ผู้อื่นมากถึง 53% ในขณะเดียวกันผลสำรวจก็ได้บอกว่ามีคน 6 ใน 10 ของจำนวนทั้งหมดเลือกซื้อและเลือกอ่านหนังสือจากปก
อุ้ม-ปิยพงศ์ ภูมิจิตร กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ผู้รักในการอ่านและสะสมหนังสือ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกรรมการ 100 Annual Book and Cover Design (100 ABCD) ประจำปี พ.ศ. 2568 อุ้มเองมองว่าบทบาทของปกหนังสือนั้นยังทำหน้าที่ของมันอยู่ทั้งในการซื้อ-ขายและการเสริมสร้างประสบการณ์
“ในการออกแบบปกหนังสือมันต้องสื่อสารและสามารถเรียกร้องความสนใจจากคนซื้อ เพราะการตัดสินใจซื้อหนังสือหนึ่งเล่ม นอกจากการซื้อนักเขียนและสำนักพิมพ์แล้ว ปกมันจะช่วยสื่อสารให้กลุ่มคนหน้าใหม่มาหยิบอ่านดู” ปิยพงศ์อธิบายคร่าว ๆ ถึงบทบาทของปกหนังสือในฐานะประตูเชื่อมสัมพันธ์กับนักอ่านหน้าใหม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในการออกแบบปกหนังสือยังคงอยู่ที่การช่วยสื่อสารเนื้อหาภายในควบคู่กับการคำนึงถึงประสบการณ์การอ่าน โดยบทบาทเหล่านี้ถูกรังสรรค์ผ่านองค์ประกอบศิลป์ต่าง ๆ บนหน้ากระดาษ นักออกแบบหนังสือจึงจำเป็นต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหารวมถึงรับรู้ว่าความตั้งใจของผู้เขียนคืออะไร เพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ประกอบศิลป์ได้ครบตามเป้าหมายของหนังสือ
“อย่างการออกแบบเนื้อหาในเล่ม เราคำนึงถึงการอ่าน
การใช้ตัวหนังสือมีหัว หรือแม้แต่ เวลาออกแบบจริงก็ต้องแคร์เรื่องเวลาที่นิ้ว มือ เปิด-ปิดหนังสือ
ผมจะออกแบบไม่ให้นิ้วโป้งไปบัง บรรทัดที่เราอ่านอยู่”
อุ้ม-ปิยพงศ์ ภูมิจิตร กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ผู้รักในการอ่านและสะสมหนังสือ
งานออกแบบหนังสือจึงไม่ใช่แค่การคำนึงถึงแค่ประเด็นความสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้อ่านและเนื้อหาโดยการสร้างเสริมประสบการณ์ผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ส่งผลให้งานออกแบบในหนังสือยังมีบทบาทที่สำคัญต่อการซื้อ-ขายและเติมเต็มคุณค่าทางใจด้วยเช่นเดียวกัน
บทที่ 2 .
แล้วในยุคนี้ เราอ่านกันอย่างไร ?
“สมมุติผมถามว่า เรารู้จักเพื่อนที่ไม่อ่านหนังสือไหม
คำตอบคือ เราอาจจะมีเพื่อนที่ไม่อ่านหนังสือ แต่ถ้าคำถามคือเรารู้จักเพื่อนที่ไม่เคยดูยูทูบ (YouTube) เลยไหม
คำตอบคือไม่มี เพราะโลกปัจจุบัน ยูทูบมันกลายเป็นวิถีชีวิตของคนไปแล้วใช่ไหมครับ”
บอย-ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และผู้จัด ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ’
OLYMPUS DIGITAL CAMERA
มุมมองจาก บอย-ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และผู้จัด ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ’ ต่อวิถีในการเสพสื่อที่เปลี่ยนไปของคนยุคปัจจุบัน
ประเด็นหลักสำคัญของการอ่านยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเข้ามาของของสื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียซึ่งส่งผลให้ข้อมูลในยุคปัจจุบันมีมากมายมหาศาล ในมิติของของผู้บริโภคเอง ก็มีตัวเลือกของสื่อให้ดูมากมาย ในอดีตการอ่านอาจเคยเป็นวิถีชีวิตของคน แต่ตอนนี้การเข้าถึงมือถือและความบันเทิงในรูปแบบที่หลากหลายก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและแบ่งความสนใจรวมถึงเวลาของผู้คนออกไป
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้คนเลิกอ่าน ผู้คนก็ยังคงอ่านอยู่ เพียงแต่อาจจะมีทางเลือกในการอ่านมากขึ้น เช่น การอ่านออนไลน์ อ่านเว็บไซต์ หรือการอ่านในรูปแบบฟัง (audio book) อีกทั้งปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบันยังส่งผลกระทบโดยตรง คนบริโภคหนังสือน้อยลง อีกทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหนังสือก็ลดจำนวนลงมาก ขณะที่การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมที่ยังคงอยู่ก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
ท่ามกลางบริบทที่จำนวนผู้อ่านในรูปแบบเดิมอาจไม่มากเท่าในอดีต การเอาตัวรอดจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของคนทำหนังสือในยุคนี้ หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือบทบาทของ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ในการชักนำการอ่าน
“อย่างตอนนี้เองอินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทเยอะมากในการชักนำการอ่าน ทำให้คนรู้จักหนังสือเล่มใหม่ ๆ การที่มีคนมารีวิวหนังสือ ออกมาเป็นคลิปทางติ๊กต็อกบ้าง ยูทูบบ้าง มีผลค่อนข้างเยอะกับยอดขายของหนังสือเล่มนั้น”
ณัฐกรอธิบายถึงทิศทางการซื้อหนังสือของผู้คนที่เปลี่ยนไปโดยเป็นการสังเกตหลักจากพฤติกรรมผู้ซื้อในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
‘BookToker’ และ ‘Bookstagrammer’ คือชื่อเรียกของผู้สร้างคอนเทนต์รีวิวหนังสือบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พวกเขาเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดเทรนด์การอ่าน โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งาน #Booktok ในแพลตฟอร์มติ๊กต็อก (TikTok) สำหรับถ่ายทอดเนื้อหามากกว่า 70 ล้านโพสต์ การเข้าใช้งานเพื่อถ่ายทอดความรักที่มีต่อหนังสือของชุมชนนักอ่านใน BookTok ส่งผลให้หนังสือจำนวนมากกลายเป็นหนังสือขายดี หรือหนังสือเก่าเองก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
ทว่า การเติบโตของคอมมิวนิตี้นักอ่านบนโซเชียลมีเดียก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ‘แรงจูงใจ’ ในการอ่านในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์และโซเชียลมีเดียเข้ามามีผล
“การมีบุ๊กบล็อกเกอร์มันอาจจะสร้างให้คุณ
‘อยากอ่านเหมือนเพื่อน’
หรือ ‘อยากมีเหมือนเพื่อน’
มันต่างกันนะ”
ปิ่น-วิทิต จันทามฤต เจ้าของร้านหนังสืออิสระ Vacilando book
วิทิต ชวนเราตั้งคำถามต่อทิศทางในการซื้อหนังสือของคน ณ ปัจจุบันว่าจริง ๆ แล้วนั้นเรากำลังอ่านในสิ่งที่เราอยากอ่านกันจริง ๆ หรืออ่านเพียงเพราะกลัวการพลาดกระแสและตามคนรอบข้างให้ทัน
ทั้งนี้หากเราไม่ได้อ่านด้วยเจตจำนงที่เสรีตามความต้องการของตัวเองจริง ๆ ในท้ายที่สุด สิ่งที่เติบโตอาจจะกลายเป็นยอดขายหนังสือ มากกว่ายอดการอ่านที่แท้จริง
จะเห็นได้ว่าการอ่านโดยทั่วไปในยุคปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านกับเนื้อหาเพียงลำพัง แต่ยังมีเสียงของบุคคลที่ 3 เข้ามามีส่วนร่วมในวงจรการอ่านมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยังถูกกำหนดผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า ‘อัลกอริทึม’(algorithm) ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลที่แพลตฟอร์มต้องการให้ผู้อ่านรับรู้ ภายใต้กระบวนการวิเคราะห์จากเทคโนโลยี
“พอเป็นหนังสือ ข้อดีของมันคือเราเชื่อถือในการคัดเลือกเนื้อหาจากสำนักพิมพ์นั้น ๆ เพราะแต่ละสำนักพิมพ์ก็จะมีรสนิยมที่ต่างกัน
มันก็เลยสนุกที่เราจะได้สำรวจว่าแต่ละสำนักพิมพ์เขาอยากจะแชร์ข้อมูลแบบไหนให้คนอ่าน”
อุ้ม-ปิยพงศ์ ภูมิจิตร กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ผู้รักในการอ่านและสะสมหนังสือ
ปิยพงศ์ เสริมถึงหน้าที่ของหนังสือที่เขามองว่ายังเข้มแข็งในยุคที่โลกเรากำลังเอ่อล้นไปด้วยข้อมูล
บทที่ 3 .
ในยุคที่แนวทางการอ่านเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ปรับตัวอย่างไร
“ตอนนี้ e-book ก็เริ่มมามากขึ้น เราทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น ถ้าสำหรับดึงดูดคนรักหนังสือเราก็จะทำหนังสือให้พรีเมียมมากขึ้น” ณัฐกรนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในยุคที่ผู้คนนิยมอ่านเนื้อหาในดิจิทัลมากขึ้น
ในธุรกิจสิ่งพิมพ์เองก็ประกอบไปด้วยหลากหลายองคาพยพ แต่ละส่วนก็จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องไปกับความนิยมในโลกยุคใหม่ อีกทั้งปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจก็ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตหนังสือเองเพิ่มขึ้น ราคาหนังสือจึงต้องเพิ่มขึ้นตาม
‘e-book’ จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ผู้บริโภคเริ่มถามหา เพราะนับว่าเป็นทางเลือกในการอ่านที่สะดวกสบายและยังซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าหนังสือเล่ม
“ก่อนหน้านี้เราเจอคนที่ตอนนี้อยู่ต่างประเทศแต่อยากอ่านหนังสือไทย เขาหาซื้อไม่ได้ หรือราคามันแพง
แต่พอมี e-book เขาก็สามารถหาอ่านได้”
บอย-ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และผู้จัด ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ’
ณัฐกรเสริมถึงข้อดีของทางเลือกใหม่ในการอ่าน แม้ตัวเขาเองซึ่งเป็นผู้รักหนังสือและพอใจกับหนังสือเล่มมากกว่า แต่ก็มองว่าสำหรับการอ่านแล้วอย่าไปตั้งกำแพงว่าต้องเป็นแบบไหน เพราะสุดท้ายช่องทางเหล่านี้ก็สามารถช่วยให้เราอ่านได้เยอะขึ้นได้ในโลกยุคใหม่
หรือในทางฝั่งของร้านหนังสืออิสระอย่าง Vacilando ในช่วงแรกของร้าน ประเภทของหนังสือมักจะเป็นหนังสือภาพเสียส่วนใหญ่ แต่ในภายหลังตัวร้านเองก็พยายามขยายประเภทของหนังสือให้หลากหลายมากขึ้นเพื่อสามารถดึงดูดกลุ่มผู้อ่านหน้าใหม่
“การขายหนังสืออ่านที่เป็นภาษาที่สอง เช่น อังกฤษ ภาษาที่สาม จีน มันทำให้เราขยายขอบเขตของนักอ่านมากขึ้นไม่ใช่จำกัดอยู่ในโลกของภาษาไทยอย่างเดียวเพราะฐานลูกค้าเราก็เป็นชาวต่างชาติเยอะ” วิทิต เจ้าของร้านหนังสือแห่งนี้บอกกับนิสิตนักศึกษา
ขณะเดียวกัน การพยายามปรับตัวของผู้คนในอุตสาหกรรมหนังสือเพื่อเพิ่มยอดขายและการเข้าถึงของผู้อ่าน ยังส่งผลต่อแนวคิดในการออกแบบและจัดทำหนังสือที่เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมการซื้อในโลกดิจิทัล
“พอเราซื้อในช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) หรือการดูหนังสือจากในโซเชียลมีเดียของสำนักพิมพ์ ปกมันจะเหลือรูปเล็กมากครับ มันก็เลยต้องเจอข้อจำกัดว่า ปกหนังสือต้องสื่อสารได้ในขนาดที่เล็ก” ปิยพงศ์อธิบายว่าการเข้ามามีบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้การออกแบบปกหนังสือไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่ผู้อ่านเข้ามาซื้อหนังสือที่หน้าร้าน ได้สัมผัสรูปเล่มจริง เห็นรายละเอียดของวัสดุ สี และตัวอักษร ปัจจุบันนักออกแบบต้องคำนึงถึงการมองเห็นผ่านหน้าจอเป็นสำคัญ ทั้งขนาดตัวอักษร การเลือกใช้สี และองค์ประกอบศิลป์ของปกเมื่อถูกย่อให้เล็กลง
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าโจทย์สำคัญของผู้คนในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้กับความนิยมที่น้อยลง หากแต่ประเด็นหลักคือความพยายามในการดึงดูดผู้อ่านหน้าใหม่ ขยายขอบเขตของกลุ่มผู้อ่าน และปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของการอ่านในยุคดิจิทัล เพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมหนังสือในระยะยาว
พงศกร ก่อบัว
ในส่วนของ ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ’ ซึ่งดูจะเป็นความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมหนังสือ
โดยการจัดงานครั้งที่ 53 ที่ผ่านมาสามารทำรายได้มากกว่า 423,347,255 บาทและมีผู้ชมงานถึง 1,304,507 คน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่คนหิ้วถุงหนังสือมากมายออกจากงาน เหตุใดภาพเหล่านี้ถึงดูสวนทางกับกระแสสังคมที่มักมองว่าวงการหนังสือกำลังซบเซา
“งานหนังสือมันเป็นที่ที่ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสรอด ยิ่งผู้ประกอบการระดับเล็ก หลายท่านอาจยังไม่รู้ว่า ถ้าเราทำหนังสือมาเล่มหนึ่งและเราส่งไปขาย เราจะเสียค่าจัดจำหน่ายเกือบครึ่งหนึ่ง และการขายในงานหนังสือเราจะได้เงินสดเลยเพราะการส่งไปจัดจำหน่ายต้องใช้เวลา 3-4 เดือนกว่าจะได้เงินล็อตแรก”
นอกจากการรวมตัวของสำนักพิมพ์มากมายจนกลายเป็นวาระของนักอ่านที่ต้องไปเยือนประจำปี คุณค่าของงานหนังสือก็คือ การส่งเสริมรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ กระนั้น ในแง่ของราคาหนังสือในงานหนังสือก็ยังเป็นความท้าทางของงานหนังสืออยู่ เพราะหากลองเทียบกับการซื้อหนังสือในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง e-commerce ช่องทางเหล่านี้เองสามารถมีคูปองที่ลดราคาได้เยอะมากกว่าส่งผลให้ราคาหนังสือในงานจึงอาจจะไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุด
“เราเลยมองว่างานหนังสือไม่ควรจะสู้ปัจจัยด้านราคา
เพราะว่าสุดท้ายผู้คนก็ไม่ได้อะไร
แต่เราทำให้งานเป็นมากกว่าที่ซื้อ-ขายหนังสือ”
บอย-ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และผู้จัด ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ’
ณัฐกรอธิบายถึงจุดแข็งของงานหนังสือที่แม้ไม่อาจสู้เรื่องส่วนลดได้ แต่สิ่งที่เขาในฐานะผู้จัดงานฯ ให้ความสำคัญคือ การเป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักเขียน นักแปล นักวาด หรือนักอ่าน ผู้คนในวงการหนังสือได้มาพบปะกัน แนวทางในการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจึงมุ่งเน้นไปที่การจัดกิจกรรมในงาน เช่น การพบปะนักเขียน การเสวนา ทำให้งานหนังสือเป็นพื้นที่ที่ได้มาใช้เวลากับคนรักหนังสือไม่ใช่แค่การซื้อ-ขายหนังสือเพียงเท่านั้น
“อย่างงานหนังสือที่ผ่านมาคือจัดตรงกับงานเกม จัดที่เดียวกันแต่คนละฮอลล์ เราก็มีมาคุยกันว่าเราจะร่วมมือกันอย่างไร ทุกอย่างจะพัฒนาตามไปเรื่อย ๆ เพื่อให้สามารถดึงคนจากตรงนั้นมาอ่านหนังสือมากขึ้น” ความตั้งใจใหม่ของนายกสมาคม PUBAT คนนี้คือการขยายขอบเขตให้งานหนังสือไม่จำเป็นต้องอยู่กับฟอร์มของการอ่านอย่างเดียว แต่ต้องการร่วมมือกับชุมชนอื่นเพื่อสามารถดึงดูดให้ผู้คนมาเข้าร่วมการอ่านมากยิ่งขึ้นท้ายที่สุดแล้ว แนวทางการอ่านแบบใหม่อาจทำให้ประสบการณ์บางอย่างในการอ่านหล่นหายไป อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรม จะเห็นว่าสำนักพิมพ์ ผู้ประกอบการ ร้านหนังสืออิสระ ไปจนถึงนักออกแบบและผู้จัดงานหนังสือต่างพยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาพื้นที่ของการอ่านเอาไว้ท่ามกลางโลกดิจิทัลที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงอาจทำให้เราเห็นภาพการต่อรองและทดแทนที่เกิดขึ้นในวงการหนังสือเพื่อให้การอ่านยังคงสำคัญอยู่ในบริบทโลกยุคใหม่
เรื่อง : ชิดชนก โปร่งสูงเนิน
นิสิตนักศึกษาชวนสำรวจประสบการณ์ที่หายไปกับหน้ากระดาษและการปรับตัวของอุตสาหกรรมหนังสือในยุคดิจิทัล
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทตั้งแต่พื้นฐานในการใช้ชีวิตประจำวัน จนถึงการส่งอิทธิพลต่อ ทักษะและแนวทางของการฟัง พูด อ่าน เขียนของมนุษย์ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมการอ่านของผู้คนได้เปลี่ยนไปเช่นกัน ปี 2023 National Endowment for the Arts องค์การกองทุนเพื่อศิลปะแห่งชาติ หน่วยงานอิสระของรัฐบาลกลางจากประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สัดส่วนผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาอ่านหนังสืออย่างน้อยปีละเล่มลดจาก 55% เหลือ 48% หรือในประเทศไทย ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรรายงานว่าคนไทยอ่านบนแพลตฟอร์มออนไลน์ถึง 152.1 นาทีต่อวัน ขณะที่ค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือในรูปแบบกระดาษเฉลี่ยเพียง 51.7 นาทีต่อวันหรือมากกว่ากันสามเท่า
‘e-book’ ‘นิยายออนไลน์’ กลายเป็นช่องทางการอ่านที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันทั้งปัจจัยด้านราคาที่ถูกกว่าหนังสือในรูปแบบเล่มถึง 27% และหากมองในแง่ของความสะดวกสบาย หนังสือในรูปแบบจอก็สามารถพกพาไปได้ทุกที่ ไม่ต้องจัดสรรพื้นที่สำหรับจัดเก็บ จะหยิบมาอ่านตอนไหนก็ได้โดย ไม่ต้องกังวลเวลาอยู่ในที่มืด ไม่มีแสงสว่าง ข้อจำกัดใหญ่ของเครื่องมือนี้มีเพียงแบตเตอรี่ของอุปกรณ์ สาเหตุเหล่านี้ล้วนส่งเสริมให้ยอดขาย e-book เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลให้นักอ่านเริ่มมองหาทางเลือกในการ ‘ไถ’ มากกว่าการ ‘พลิกหน้า’
แม้ว่าสุดท้ายแล้วการอ่านก็คือการอ่าน จะบนหน้าจอหรือบนกระดาษ รูปแบบการอ่านทั้งสองล้วนพาเราออกไปค้นพบข้อมูลใหม่ ๆ หรือพาเราเดินทางสู่โลกแห่งจินตนาการ แต่การเปลี่ยนผ่านจากกระดาษสู่หน้าจอก็ทำให้เราสูญเสียบางประสบการณ์ที่หนังสือเล่มเคยมอบให้ ในยุคที่สิ่งพิมพ์กำลังถูกลดทอนบทบาทและผู้คนไหลเข้าสู่ระบบนิเวศการอ่านแบบออนไลน์ นิสิตนักศึกษาจึงอยากชวนทุกคนมาค้นหาว่า อะไรหล่นหายไปบ้างในวันที่แนวทางการอ่านของผู้คนเปลี่ยนไป และประสบการณ์เหล่านั้นยังมีความหมายอย่างไรต่อการอ่านในโลกปัจจุบัน
บทที่ 1 .
ประสบการณ์การอ่านที่หล่นหายไประหว่างบรรทัด
นนท์นี่-สุธัณนานัฏฐ์ อุดมศิริสุข นักเขียนกวีนิพนธ์นามปากกา ‘Mahogany B.’ บอกกับนิสิตนักศึกษาถึงประสบการณ์การอ่านในหนังสือที่เธอคิดว่าแตกต่างจากการอ่านออนไลน์
‘จังหวะจะโคน’ ในที่นี้คือการอ่านกวีนิพนธ์ในรูปแบบหนังสือ ย่อมเปิดพื้นที่ให้สมองและอารมณ์ได้ละเมียดไปกับเนื้อหามากกว่า เนื่องจากการวางสายตาบนหน้าจอมือถือหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ เราสามารถวางไว้ได้แค่จุดเดียวและใช้นิ้วมือเลื่อนเพื่ออ่าน ส่งผลให้การรับรู้เนื้อหาจากงานเขียนนั้นไม่เต็มอิ่มมากพอหากเทียบกับการอ่านบนหน้ากระดาษที่เราจำเป็นต้องละเลียดไปทีละบรรทัด กวาดสายตาไปให้ทั่ว
บทความ The Reading Brain in the Digital Age: The Science of Paper versus Screens ของ Scientific American นิตยสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระบุว่ารูปแบบการอ่านจากหนังสือเหมือนเป็นการอ่านแนวคิดหรือโครงเรื่องที่ถูกจัดอย่างไตร่ตรองของผู้เขียน เมื่อผู้อ่านอ่านไปเรื่อย ๆ เขาสามารถหยุดคิดทบทวนได้ผ่านช่องว่างระหว่างบรรทัด และเมื่อต้องการกลับมาติดตามแนวคิด การจัดวางของเนื้อหาทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม อีกทั้งสำหรับสมอง ข้อความคือวัตถุทางกายภาพ สมองเลยจะจดจำข้อความทั้งหมดเป็นแผนที่ เหมือนที่เรามักจะจำได้ว่าข้อความที่ปรากฏในหนังสืออยู่ส่วนไหน จะซ้าย ล่าง กลาง หรือขวา แต่การอ่านบนออนไลน์ตำแหน่งของข้อความจะอยู่ตรงไหนนั้นถูกบังคับผ่านปลายนิ้วมือเรา ทำให้ประสาทสัมผัสในการจดจำทำงานน้อยลง
“อีกอย่างที่การอ่านบนจอให้ไม่ได้คือกลิ่น มันเป็นกลิ่นของหนังสือ แล้วเราสามารถแยกได้ว่า อันนี้หมึกถั่วเหลืองหรือหมึกเคมีล้วนแบบสมัยก่อน”
สุธัณนานัฏฐ์ กวีนิพนธ์นามปากกา ‘Mahogany B.’ เสริมว่าเธอในฐานะผู้อ่าน การได้กลิ่นจากหน้ากระดาษเป็นประสบการณ์ที่มีเพียงหนังสือเท่านั้นที่มอบให้ได้และเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกดีไม่น้อย ประสบการณ์เรื่องกลิ่นจากการอ่านเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สร้างความพอใจให้กับคนรักหนังสือ มีคนจำนวนมากที่หลงใหลกลิ่นของหนังสือจนถึงกับมีคำศัพท์เรียกเฉพาะอย่าง Bibliosmia หรือกลุ่มคนชอบดมกลิ่นหนังสือ อีกทั้งในทางวิทยาศาสตร์เอง ‘การรับรู้กลิ่น’ ของสมองทำงานใกล้ชิดกับความทรงจำของมนุษย์มาก หลาย ๆ ครั้งเราจึงมักหวนนึงถึงความทรงจำในอดีตผ่านตัวกระตุ้นอย่างกลิ่น
ดังนั้น การที่หนังสือเป็นเพียงสิ่งของออฟไลน์ที่ไม่อาจอำนวยความสะดวกให้ได้เหมือนเครื่องมือทางเทคโนโลยีจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประสาทสัมผัสได้ทำงานอย่างหลากหลาย ทั้งการหยิบจับ เปิดอ่าน กวาดสายตาหรือการได้กลิ่นวัสดุของหนังสือเอง ล้วนเป็นองค์ประกอบที่การอ่านบนโลกดิจิทัลไม่สามารถให้ได้
หนังสือภาพถ่าย (photo book) คือหนึ่งประเภทหนังสือที่การอ่านผ่าน e-book หรือดูในออนไลน์ก็ไม่สามารถทดแทนได้ เนื่องจากหนังสือภาพสามารถหยิบยื่นประสบการณ์ที่ให้ผู้อ่านทำงานกับผัสสะของตนในทุกรูปแบบ ทั้งเทคนิคการพิมพ์ภาพ เนื้อสัมผัสของกระดาษ หรือการเปิดดูทีละหน้าเพื่ออ่านเรื่องราวจากภาพถ่ายที่ถูกร้อยเรียงเป็นอย่างดี
“การได้เห็นรูปถ่ายจากกล้องที่มันต้องพรินต์ออกมาอยู่บนกระดาษ มันไม่เหมือนกับที่ตาเห็น ทำเราตั้งคำถามว่า แล้วค่าความจริงในสิ่งที่เราเห็นคืออะไร แต่หนังสือภาพมันพิมพ์ได้สวยมาก สีมันตรงมากมันมีความละเอียดมากกว่าภาพถ่ายทั่ว ๆ ไป”
ปิ่น-วิทิต จันทามฤต เจ้าของร้านหนังสืออิสระ Vacilando book ที่ริเริ่มกิจการจากการขาย photo book และเป็นอดีตช่างภาพบอกกับนิสิตนักศึกษาถึงจุดโดดเด่นของประเภทหนังสือที่เขามองว่าตัวกลางในรูปแบบอื่นไม่สามารถทดแทนได้
วิทิตบอกเล่าถึงความพิเศษของหนังสือภาพที่เขาหลงใหล นั่นคือการร้อยเรียงเรื่องเล่าผ่านภาพถ่าย และความรู้สึกส่วนใหญ่มักจะปรากฏอยู่ในภาพ ส่งผลให้การอ่านหนังสือภาพเปรียบเหมือนกับการดูหนังที่ใจความและเนื้อหาจะถูกบอกเล่าผ่านภาพถ่ายที่ผ่านการวางลำดับและความตั้งใจในการเล่ามาแล้ว
การค่อย ๆ ละเลียดดูภาพถ่ายไปทีละหน้าจึงเหมือนกับการเดินทางด้วยภาพและหลงเข้าไปในโลกที่ช่างภาพสร้างขึ้น นอกจากนั้น สิ่งที่รูปแบบความเป็นหนังสือให้ได้มากกว่าการอ่านผ่านโลกดิจิทัลคือการครอบครองและมีขนาด รูปทรง น้ำหนัก ที่จับต้องได้
ขณะที่ ‘ปกหนังสือ’ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจว่าผู้อ่านจะหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่านหรือไม่
ในปี 2023 Thrift books แพลตฟอร์มร้านหนังสือมือสองออนไลน์ที่ใหญ่ที่ทั้งสุดในโลก ได้ออกมาเปิดเผยผลสำรวจนักอ่านกลุ่มชาวอเมริกัน 2000 คนว่าในช่วงฤดูหนาว ผู้คนมักมอบหนังสือเป็นของขวัญให้ผู้อื่นมากถึง 53% ในขณะเดียวกันผลสำรวจก็ได้บอกว่ามีคน 6 ใน 10 ของจำนวนทั้งหมดเลือกซื้อและเลือกอ่านหนังสือจากปก
อุ้ม-ปิยพงศ์ ภูมิจิตร กราฟฟิกดีไซน์เนอร์ผู้รักในการอ่านและสะสมหนังสือ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในกรรมการ 100 Annual Book and Cover Design (100 ABCD) ประจำปี พ.ศ. 2568 อุ้มเองมองว่าบทบาทของปกหนังสือนั้นยังทำหน้าที่ของมันอยู่ทั้งในการซื้อ-ขายและการเสริมสร้างประสบการณ์
“ในการออกแบบปกหนังสือมันต้องสื่อสารและสามารถเรียกร้องความสนใจจากคนซื้อ เพราะการตัดสินใจซื้อหนังสือหนึ่งเล่ม นอกจากการซื้อนักเขียนและสำนักพิมพ์แล้ว ปกมันจะช่วยสื่อสารให้กลุ่มคนหน้าใหม่มาหยิบอ่านดู” ปิยพงศ์อธิบายคร่าว ๆ ถึงบทบาทของปกหนังสือในฐานะประตูเชื่อมสัมพันธ์กับนักอ่านหน้าใหม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญในการออกแบบปกหนังสือยังคงอยู่ที่การช่วยสื่อสารเนื้อหาภายในควบคู่กับการคำนึงถึงประสบการณ์การอ่าน โดยบทบาทเหล่านี้ถูกรังสรรค์ผ่านองค์ประกอบศิลป์ต่าง ๆ บนหน้ากระดาษ นักออกแบบหนังสือจึงจำเป็นต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหารวมถึงรับรู้ว่าความตั้งใจของผู้เขียนคืออะไร เพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ประกอบศิลป์ได้ครบตามเป้าหมายของหนังสือ
งานออกแบบหนังสือจึงไม่ใช่แค่การคำนึงถึงแค่ประเด็นความสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้อ่านและเนื้อหาโดยการสร้างเสริมประสบการณ์ผ่านองค์ประกอบต่าง ๆ ส่งผลให้งานออกแบบในหนังสือยังมีบทบาทที่สำคัญต่อการซื้อ-ขายและเติมเต็มคุณค่าทางใจด้วยเช่นเดียวกัน
บทที่ 2 .
แล้วในยุคนี้ เราอ่านกันอย่างไร ?
มุมมองจาก บอย-ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และผู้จัด ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ’ ต่อวิถีในการเสพสื่อที่เปลี่ยนไปของคนยุคปัจจุบัน
ประเด็นหลักสำคัญของการอ่านยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเข้ามาของของสื่อดิจิทัลและโซเชียลมีเดียซึ่งส่งผลให้ข้อมูลในยุคปัจจุบันมีมากมายมหาศาล ในมิติของของผู้บริโภคเอง ก็มีตัวเลือกของสื่อให้ดูมากมาย ในอดีตการอ่านอาจเคยเป็นวิถีชีวิตของคน แต่ตอนนี้การเข้าถึงมือถือและความบันเทิงในรูปแบบที่หลากหลายก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตและแบ่งความสนใจรวมถึงเวลาของผู้คนออกไป
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้คนเลิกอ่าน ผู้คนก็ยังคงอ่านอยู่ เพียงแต่อาจจะมีทางเลือกในการอ่านมากขึ้น เช่น การอ่านออนไลน์ อ่านเว็บไซต์ หรือการอ่านในรูปแบบฟัง (audio book) อีกทั้งปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปัจจุบันยังส่งผลกระทบโดยตรง คนบริโภคหนังสือน้อยลง อีกทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายหนังสือก็ลดจำนวนลงมาก ขณะที่การแข่งขันภายในอุตสาหกรรมที่ยังคงอยู่ก็ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
ท่ามกลางบริบทที่จำนวนผู้อ่านในรูปแบบเดิมอาจไม่มากเท่าในอดีต การเอาตัวรอดจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของคนทำหนังสือในยุคนี้ หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นควบคู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คือบทบาทของ ‘อินฟลูเอนเซอร์’ ในการชักนำการอ่าน
“อย่างตอนนี้เองอินฟลูเอนเซอร์มีบทบาทเยอะมากในการชักนำการอ่าน ทำให้คนรู้จักหนังสือเล่มใหม่ ๆ การที่มีคนมารีวิวหนังสือ ออกมาเป็นคลิปทางติ๊กต็อกบ้าง ยูทูบบ้าง มีผลค่อนข้างเยอะกับยอดขายของหนังสือเล่มนั้น”
ณัฐกรอธิบายถึงทิศทางการซื้อหนังสือของผู้คนที่เปลี่ยนไปโดยเป็นการสังเกตหลักจากพฤติกรรมผู้ซื้อในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
‘BookToker’ และ ‘Bookstagrammer’ คือชื่อเรียกของผู้สร้างคอนเทนต์รีวิวหนังสือบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย พวกเขาเหล่านี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดเทรนด์การอ่าน โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งาน #Booktok ในแพลตฟอร์มติ๊กต็อก (TikTok) สำหรับถ่ายทอดเนื้อหามากกว่า 70 ล้านโพสต์ การเข้าใช้งานเพื่อถ่ายทอดความรักที่มีต่อหนังสือของชุมชนนักอ่านใน BookTok ส่งผลให้หนังสือจำนวนมากกลายเป็นหนังสือขายดี หรือหนังสือเก่าเองก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
ทว่า การเติบโตของคอมมิวนิตี้นักอ่านบนโซเชียลมีเดียก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับ ‘แรงจูงใจ’ ในการอ่านในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์และโซเชียลมีเดียเข้ามามีผล
วิทิต ชวนเราตั้งคำถามต่อทิศทางในการซื้อหนังสือของคน ณ ปัจจุบันว่าจริง ๆ แล้วนั้นเรากำลังอ่านในสิ่งที่เราอยากอ่านกันจริง ๆ หรืออ่านเพียงเพราะกลัวการพลาดกระแสและตามคนรอบข้างให้ทัน
ทั้งนี้หากเราไม่ได้อ่านด้วยเจตจำนงที่เสรีตามความต้องการของตัวเองจริง ๆ ในท้ายที่สุด สิ่งที่เติบโตอาจจะกลายเป็นยอดขายหนังสือ มากกว่ายอดการอ่านที่แท้จริง
จะเห็นได้ว่าการอ่านโดยทั่วไปในยุคปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้อ่านกับเนื้อหาเพียงลำพัง แต่ยังมีเสียงของบุคคลที่ 3 เข้ามามีส่วนร่วมในวงจรการอ่านมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ยังถูกกำหนดผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า ‘อัลกอริทึม’(algorithm) ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลที่แพลตฟอร์มต้องการให้ผู้อ่านรับรู้ ภายใต้กระบวนการวิเคราะห์จากเทคโนโลยี
ปิยพงศ์ เสริมถึงหน้าที่ของหนังสือที่เขามองว่ายังเข้มแข็งในยุคที่โลกเรากำลังเอ่อล้นไปด้วยข้อมูล
บทที่ 3 .
ในยุคที่แนวทางการอ่านเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ปรับตัวอย่างไร
“ตอนนี้ e-book ก็เริ่มมามากขึ้น เราทำการตลาดออนไลน์มากขึ้น ถ้าสำหรับดึงดูดคนรักหนังสือเราก็จะทำหนังสือให้พรีเมียมมากขึ้น” ณัฐกรนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในยุคที่ผู้คนนิยมอ่านเนื้อหาในดิจิทัลมากขึ้น
ในธุรกิจสิ่งพิมพ์เองก็ประกอบไปด้วยหลากหลายองคาพยพ แต่ละส่วนก็จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องไปกับความนิยมในโลกยุคใหม่ อีกทั้งปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจก็ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตหนังสือเองเพิ่มขึ้น ราคาหนังสือจึงต้องเพิ่มขึ้นตาม
‘e-book’ จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่ผู้บริโภคเริ่มถามหา เพราะนับว่าเป็นทางเลือกในการอ่านที่สะดวกสบายและยังซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่าหนังสือเล่ม
ณัฐกรเสริมถึงข้อดีของทางเลือกใหม่ในการอ่าน แม้ตัวเขาเองซึ่งเป็นผู้รักหนังสือและพอใจกับหนังสือเล่มมากกว่า แต่ก็มองว่าสำหรับการอ่านแล้วอย่าไปตั้งกำแพงว่าต้องเป็นแบบไหน เพราะสุดท้ายช่องทางเหล่านี้ก็สามารถช่วยให้เราอ่านได้เยอะขึ้นได้ในโลกยุคใหม่
หรือในทางฝั่งของร้านหนังสืออิสระอย่าง Vacilando ในช่วงแรกของร้าน ประเภทของหนังสือมักจะเป็นหนังสือภาพเสียส่วนใหญ่ แต่ในภายหลังตัวร้านเองก็พยายามขยายประเภทของหนังสือให้หลากหลายมากขึ้นเพื่อสามารถดึงดูดกลุ่มผู้อ่านหน้าใหม่
“การขายหนังสืออ่านที่เป็นภาษาที่สอง เช่น อังกฤษ ภาษาที่สาม จีน มันทำให้เราขยายขอบเขตของนักอ่านมากขึ้นไม่ใช่จำกัดอยู่ในโลกของภาษาไทยอย่างเดียวเพราะฐานลูกค้าเราก็เป็นชาวต่างชาติเยอะ” วิทิต เจ้าของร้านหนังสือแห่งนี้บอกกับนิสิตนักศึกษา
ขณะเดียวกัน การพยายามปรับตัวของผู้คนในอุตสาหกรรมหนังสือเพื่อเพิ่มยอดขายและการเข้าถึงของผู้อ่าน ยังส่งผลต่อแนวคิดในการออกแบบและจัดทำหนังสือที่เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมการซื้อในโลกดิจิทัล
“พอเราซื้อในช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) หรือการดูหนังสือจากในโซเชียลมีเดียของสำนักพิมพ์ ปกมันจะเหลือรูปเล็กมากครับ มันก็เลยต้องเจอข้อจำกัดว่า ปกหนังสือต้องสื่อสารได้ในขนาดที่เล็ก” ปิยพงศ์อธิบายว่าการเข้ามามีบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้การออกแบบปกหนังสือไม่เหมือนเดิม จากเดิมที่ผู้อ่านเข้ามาซื้อหนังสือที่หน้าร้าน ได้สัมผัสรูปเล่มจริง เห็นรายละเอียดของวัสดุ สี และตัวอักษร ปัจจุบันนักออกแบบต้องคำนึงถึงการมองเห็นผ่านหน้าจอเป็นสำคัญ ทั้งขนาดตัวอักษร การเลือกใช้สี และองค์ประกอบศิลป์ของปกเมื่อถูกย่อให้เล็กลง
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าโจทย์สำคัญของผู้คนในอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ ไม่ใช่เพียงแค่การต่อสู้กับความนิยมที่น้อยลง หากแต่ประเด็นหลักคือความพยายามในการดึงดูดผู้อ่านหน้าใหม่ ขยายขอบเขตของกลุ่มผู้อ่าน และปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทของการอ่านในยุคดิจิทัล เพื่อความอยู่รอดของอุตสาหกรรมหนังสือในระยะยาว
ในส่วนของ ‘สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ’ ซึ่งดูจะเป็นความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมหนังสือ
โดยการจัดงานครั้งที่ 53 ที่ผ่านมาสามารทำรายได้มากกว่า 423,347,255 บาทและมีผู้ชมงานถึง 1,304,507 คน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่คนหิ้วถุงหนังสือมากมายออกจากงาน เหตุใดภาพเหล่านี้ถึงดูสวนทางกับกระแสสังคมที่มักมองว่าวงการหนังสือกำลังซบเซา
“งานหนังสือมันเป็นที่ที่ทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสรอด ยิ่งผู้ประกอบการระดับเล็ก หลายท่านอาจยังไม่รู้ว่า ถ้าเราทำหนังสือมาเล่มหนึ่งและเราส่งไปขาย เราจะเสียค่าจัดจำหน่ายเกือบครึ่งหนึ่ง และการขายในงานหนังสือเราจะได้เงินสดเลยเพราะการส่งไปจัดจำหน่ายต้องใช้เวลา 3-4 เดือนกว่าจะได้เงินล็อตแรก”
นอกจากการรวมตัวของสำนักพิมพ์มากมายจนกลายเป็นวาระของนักอ่านที่ต้องไปเยือนประจำปี คุณค่าของงานหนังสือก็คือ การส่งเสริมรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ กระนั้น ในแง่ของราคาหนังสือในงานหนังสือก็ยังเป็นความท้าทางของงานหนังสืออยู่ เพราะหากลองเทียบกับการซื้อหนังสือในแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง e-commerce ช่องทางเหล่านี้เองสามารถมีคูปองที่ลดราคาได้เยอะมากกว่าส่งผลให้ราคาหนังสือในงานจึงอาจจะไม่ใช่ราคาที่ถูกที่สุด
ณัฐกรอธิบายถึงจุดแข็งของงานหนังสือที่แม้ไม่อาจสู้เรื่องส่วนลดได้ แต่สิ่งที่เขาในฐานะผู้จัดงานฯ ให้ความสำคัญคือ การเป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ นักเขียน นักแปล นักวาด หรือนักอ่าน ผู้คนในวงการหนังสือได้มาพบปะกัน แนวทางในการจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติจึงมุ่งเน้นไปที่การจัดกิจกรรมในงาน เช่น การพบปะนักเขียน การเสวนา ทำให้งานหนังสือเป็นพื้นที่ที่ได้มาใช้เวลากับคนรักหนังสือไม่ใช่แค่การซื้อ-ขายหนังสือเพียงเท่านั้น
“อย่างงานหนังสือที่ผ่านมาคือจัดตรงกับงานเกม จัดที่เดียวกันแต่คนละฮอลล์ เราก็มีมาคุยกันว่าเราจะร่วมมือกันอย่างไร ทุกอย่างจะพัฒนาตามไปเรื่อย ๆ เพื่อให้สามารถดึงคนจากตรงนั้นมาอ่านหนังสือมากขึ้น” ความตั้งใจใหม่ของนายกสมาคม PUBAT คนนี้คือการขยายขอบเขตให้งานหนังสือไม่จำเป็นต้องอยู่กับฟอร์มของการอ่านอย่างเดียว แต่ต้องการร่วมมือกับชุมชนอื่นเพื่อสามารถดึงดูดให้ผู้คนมาเข้าร่วมการอ่านมากยิ่งขึ้นท้ายที่สุดแล้ว แนวทางการอ่านแบบใหม่อาจทำให้ประสบการณ์บางอย่างในการอ่านหล่นหายไป อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมของอุตสาหกรรม จะเห็นว่าสำนักพิมพ์ ผู้ประกอบการ ร้านหนังสืออิสระ ไปจนถึงนักออกแบบและผู้จัดงานหนังสือต่างพยายามปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาพื้นที่ของการอ่านเอาไว้ท่ามกลางโลกดิจิทัลที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จึงอาจทำให้เราเห็นภาพการต่อรองและทดแทนที่เกิดขึ้นในวงการหนังสือเพื่อให้การอ่านยังคงสำคัญอยู่ในบริบทโลกยุคใหม่
Share this: