เขียน : ภัคพล ขันธบรรพ
ในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าผู้คนหันมาปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น สังเกตุได้จากจำนวนอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก (TikTok) และยูทูบ (YouTube) ซึ่งเปิดพื้นที่พูดคุยและให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการโพสต์ปรึกษาปัญหาความรักในกลุ่มเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือกระทู้บนพันทิป (Pantip) ไม่เว้นวัน แม้แต่พื้นที่สตอรี่บนอินสตาแกรม (Instagram) ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นส่วนตัวและสาธารณะ ก็ถูกนำมาใช้ตั้งคำถามและขอคำแนะนำเรื่องความสัมพันธ์กลุ่มปรึกษาความรักชื่อดังบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) อย่าง Pillow Talk ก็มีสมาชิกสะสมกว่า 156,000 คนแล้วในปัจจุบัน
สถิติจาก Statista ยังชี้อีกว่า การพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์บนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมจากผู้ใช้หลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2022-2023 เมื่อเทียบปีต่อปี เช่น บนเฟซบุ๊กมีบทสนทนาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดเพิ่มขึ้นกว่า 4,000% ขณะที่บนอินสตาแกรมมีการพูดถึงหัวข้อการหาคู่เพิ่มขึ้นราว 135% ซึ่งสะท้อนว่า “เทรนด์การพูดคุยเรื่องความรักบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” กลายเป็นกระแสที่โดดเด่นของยุคจวบจนถึงวันนี้ก็ว่าได้
“ความรักไม่ใช่เรื่องของคนสองคน ก็เพราะว่าการลงอะไรอย่างงี้แหละ
มันเป็นการยืนยันความสัมพันธ์ให้คนอื่นได้เห็น คนนำเสนอสเตตัสผ่านโซเชียลกันเยอะมาก”
วันนุสรณ์ เอี่ยมอนุพงษ์ ผู้เคยปรึกษาและให้คำปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลมีเดีย
หนึ่งในผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกับปรากฏการณ์นี้คือ วันนุสรณ์ เอี่ยมอนุพงษ์ ผู้ช่วยผู้บริหารบริษัทสถาปนิก อายุ 24 ปี ผู้ที่เคยทั้งปรึกษาและให้คำปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลมีเดีย เล่าว่าความรักในปัจจุบันที่มีโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งมีความแตกต่างจากความรักในยุคก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด เพราะปัจจุบันคนในสังคมเริ่มให้ความสำคัญกับคุณค่าในตัวเองมากขึ้น การสร้างภาพลักษณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ โซเชียลมีเดียจึงเป็นเครื่องมือสื่อสารตัวตนต่อสาธารณะ ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน มีคุณค่าเพียงใด และถูกปฏิบัติในความรักอย่างไร การโพสต์เรื่องความรักจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการยืนยันตัวตนและคุณค่าผ่านสายตาคนอื่น
ทำไมโซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นที่พึ่งทางใจ?
วันนุสรณ์เผยว่า บางทีการหาทางออกด้วยตัวเองหรือปรึกษาคนใกล้ตัวก็อาจไม่ได้ช่วยอะไรนัก ดังนั้น การปรึกษาคนวงนอกที่ไม่เคยรู้จักทั้งจากวงสังคมที่ต่างกันหรือผู้ผ่านประสบการณ์ปัญหาลักษณะนี้มาก่อน อย่างการได้รับคำปรึกษาบนโซเชียลมีเดียจึงถือเป็นการช่วยเปิดมุมมองของเธอ
อีกหนึ่งเหตุผลคือ หากเธอเลือกที่จะปรึกษาในชีวิตจริง การเล่าหนึ่งครั้งนั้นต้องใช้แรงกายและใจในการเล่าไม่น้อย อีกทั้งจำนวนคนที่ฟังก็ได้ครั้งละไม่มาก เมื่อเทียบกับการเล่าปัญหาและการขอคำปรึกษาบนโซเชียลซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน เพราะแค่โพสต์บนโซเชียลหนึ่งครั้งก็มีคนเห็นได้จำนวนมากในเวลาเพียงน้อยนิด
“บางทีเราไม่ได้อยากให้คนในวงจรชีวิตรับรู้ว่าเรามีปัญหาอะไร
แต่เราก็ยังคงต้องการคําปรึกษากับเรื่องนี้จริง ๆ แพลตฟอร์มออนไลน์ก็เลยเป็นทางออก เพราะเราไม่จําเป็นจะต้องเปิดเผยตัวตนว่าเราเป็นใคร”
อชิรยา เขียวแก้ว ผู้เคยปรึกษาและให้คำปรึกษเรื่องความรักบนโซเชียลมีเดีย
อชิรยา เขียวแก้ว นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกคนที่เคยปรึกษาและให้คำปรึกษาบนโลกออนไลน์ เธอมองว่า การปรึกษาเรื่องความรักโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนบนโซเชียลช่วยให้เกิด “การ deep listening” หรือการการฟังอย่างตั้งใจและเปิดใจ เพราะการที่ต่างไม่มีใครรู้จักกัน ช่วยให้ไม่มีการตัดสินกันในการปรึกษา ผู้คนจะกล้าเล่าหรือแนะนำได้อย่างตรงไปตรงมาและเต็มที่กว่าปกติ เพราะไม่ต้องเจอกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้วจึงสามารถเปิดอกคุยกันได้ไม่ยาก
อชิรยายังเผยอีกว่า การได้ปรึกษาและตามอ่านปัญหาความรักบนโซเชียลมีเดียทำให้เธอได้รู้ว่า โลกนี้มีความสัมพันธ์และปัญหาหลายรูปแบบ เธอจึงเข้าใจการมองโลกของความรักมากขึ้น และลองเอามาปรับใช้กับความสัมพันธ์ของตัวเองได้ นอกจากนี้ตอนที่อชิรยาให้คำปรึกษาคนอื่น เธอยังถือว่าการทำสิ่งนี้เป็นการฝึกวิธีคิดและวิธีการสื่อสารกับผู้อื่นอีกด้วย ทำให้การสื่อสารในชีวิตจริงของเธอดีขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้คนหันมาปรึกษาความรักบนโซเชียลมีเดียจนเป็นเทรนด์ได้อย่างไร?
อ.ดร.กุสุมา ลีลานราธิวัฒน์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า การมีอยู่ของเทรนด์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะมนุษย์สนใจเรื่องความรักมาตลอดอยู่แล้วทุกยุคสมัย อ้างอิงตามงานวิชาการของ American Psychological Association ซึ่งอธิบายว่า ความรักคือสภาวะทางอารมณ์และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีความเข้มข้นและประกอบไปด้วยความหวังดี ซึ่งสามารถต่อยอดมาเป็นความคิดและพฤติกรรมที่มีต่ออีกฝ่ายได้ ทั้งยังเป็นภาวะอารมณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอจึงมีข้อสรุปว่า ปัจจุบันการมาของโซเชียลมีเดียถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ความรู้สึกรักได้รับความสนใจง่ายขึ้น การปรึกษาออนไลน์จึงกลายเป็นเทรนด์ได้ไม่ยาก
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความเห็นต่อการที่ผู้คนหันมาปรึกษาปัญหาความรักบนพื้นที่สาธารณะอย่างโซเชียลมีเดีย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง “ทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ” (Uses and Gratifications Theory) ซึ่งอธิบายว่า ผู้รับสารเลือกใช้สื่ออย่างมีเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ทั้งในด้านข้อมูล การเยียวยาทางอารมณ์ และการยืนยันตัวตนจากสังคม กล่าวคือ ผู้ส่งสารไม่ได้ต้องการเพียงแต่คำตอบเท่านั้น แต่พวกเขากำลังแสวงหาการสนับสนุนทางอารมณ์และการยืนยันตัวตนจากสังคม ซึ่งเมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้ว พวกเขาก็จะรู้สึกปลอดภัยจากการถูกตัดสินโดยคนใกล้ชิด เพราะมองว่า “คนแปลกหน้า” คือผู้รับฟังที่เป็นกลางที่สุด
“สิ่งที่เห็นบนโซเชียลมีเดียหล่อหลอมให้เราวิ่งตามสิ่งที่สังคมให้คุณค่า
เราเลยวนเวียนอยู่กับตัวเอง อยู่ในสังคมที่เร่งรีบ ทุกคนต่างรีบใช้ชีวิตของตัวเอง เวลาใครมีเรื่องอยากปรึกษาพูดคุยก็จะหาคนคุยได้น้อยลง”
อ.ดร.กุสุมา ลีลานราธิวัฒน์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กุสุมาอธิบายเสริมถึงสาเหตุของความนิยมในการปรึกษาความรักบนโซเชียลมีเดียว่า เป็นเพราะผู้คนต่างถูกกล่อมเกลาโดยโซเชียลมีเดียให้ต้องตามกระแสสังคมอยู่ตลอด จนทำให้สนใจอยู่กับเพียงคุณค่าของตัวเองและลดการให้ความสำคัญกับผู้คนรอบข้าง คนในสังคมจึงรับฟังกันน้อยลงและตัดสินกันมากขึ้น ดังนั้น ช่องทางการปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลมีเดียจึงเป็นทางออกที่ใครก็สามารถลองผิดลองถูกได้ รวมทั้งยังรวดเร็วและต้นทุนต่ำ ผู้คนจึงพากันปรึกษาและกลายเป็นเทรนด์อย่างในตอนนี้
ดาบสองคมของการปรึกษาความรักออนไลน์
แม้การปรึกษาความรักบนโซเชียลจะให้ประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีความเสี่ยงตามมาเช่นกัน
วันนุสรณ์มองว่า บางทีเทรนด์นี้ก็ทำให้เรื่องส่วนตัวอาจไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป เมื่อคนอื่นรู้เรื่องของเราเยอะจนเกินจำเป็น ซึ่งนั่นก็จะสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของเราได้ และอาจก่อให้เกิด “รอยเท้าดิจิทัล” (digital footprint) ที่อาจถูกตัดสินผ่านเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เคยลงได้ สำหรับเธอเมื่อย้อนกลับไปดูโพสต์ระบายเรื่องความรักสมัยมัธยมของตัวเองบนสตอรี่ในอินสตาแกรม ก็ได้แต่ตั้งคำถามกับพฤติกรรมที่ผ่านมาว่าทำไมถึงตัดสินใจเล่าลงโซเชียลมีเดียไปเยอะขนาดนั้น และถึงแม้ตอนนี้สตอรี่เหล่านั้นจะถูกลบไปแล้ว แต่เธอก็ไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าร่องรอยที่ผ่านมาถูกลบทิ้งทั้งหมดแล้วจริง ๆ หรือไม่
อชิรยาเล่าต่อว่า การปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลก็ทำให้เราให้ความสำคัญกับเสียงของคนอื่นมากเกินไป จนบางครั้งก็อาจมากกว่าเสียงของคนในความสัมพันธ์เสียด้วยซ้ำ เรานำความคิดเห็นของคนนอกมาตัดสินความสัมพันธ์นี้โดยที่อีกฝ่ายไม่รับรู้เรื่อง และหากสิ่งที่เกิดขึ้นดำเนินไปโดยขาดวิจารญาณ ก็อาจทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นและเผลอทำลายความสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจได้
“การที่เรารับข้อมูลมา เราจะกรองได้มั้ย โดยเฉพาะในแพลตฟอร์มที่คนตอบมีรสนิยมเดียวกัน เราจะได้มุมมองที่หลากหลายได้ยังไง ในเมื่อโซเชียลมีเดียจำกัดให้เห็นแค่ความคิดที่คล้ายกัน เราอาจจะได้ทางออกที่ไม่หลากหลาย แค่เชื่อตามกัน ทำตามกัน คิดตามกัน”
อ.ดร.กุสุมา ลีลานราธิวัฒน์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในมุมมองของกุสุมา บนโซเชียลมีเดียมีผู้คนและความเห็นที่หลากหลาย ดังนั้น การเลือกคัดกรองความเห็นมารับฟังและปฏิบัติตามจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเลือกกรองไม่ดีอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ รวมไปถึงระบบอัลกอริทึมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมักจะคัดสิ่งที่ขึ้นบนฟีดตามความสนใจของผู้ใช้ แพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่มีความคิด ความสนใจ หรือโพสต์ ดังนั้น ความเห็นที่เราได้อาจเป็นแต่ความเห็นเดิม ๆ และเชื่อไปแค่ตามนั้น ดั่งทฤษฎี Echo Chamber หรือห้องเสียงสะท้อน ที่อธิบายถึงภาวะการรับข้อมูลซ้ำจากมุมมองเดียว จนทำให้ผู้ใช้แพลตฟอร์มขาดโอกาสในการรับทราบถึงความคิดที่หลากหลาย
ขณะที่ชนัญสรากล่าวว่า ในมิติเชิงเทคโนโลยีและสังคม การนำเรื่องความรักมา crowdsource หรือระดมความเห็นจากมหาชน มักมาพร้อมกับปัญหา “บริบทที่หายไป” ที่ผู้คนในโซเชียลมีเดียไม่เข้าใจบริบทของเรื่องราวและตัดสินหรือแนะนำจากข้อมูลเพียงด้านเดียวที่ผู้โพสต์นำเสนอ นำไปสู่การตัดสินที่รวดเร็วและรุนแรง ซึ่งอาจไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงของปัญหาความสัมพันธ์ ทั้งอาจนำไปสู่ การละเมิดความเป็นส่วนตัวของคู่กรณีโดยไม่รู้ตัว
การใช้พื้นที่โซเชียลกับเรื่องหัวใจอย่างรอบคอบ
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงวันนุสรณ์ มีความเห็นว่า พื้นที่โซเชียลมีเดียยังสามารถใช้ในการปรึกษาเรื่องความรักต่อไปได้ เพราะก็เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว เพียงแต่ควรคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของตัวเองอยู่เสมอ การแสดงความรู้สึกของตัวเองต่อสาธารณะมากเกินไปก็อาจส่งผลร้ายได้ในภายหลัง ก่อนจะลงโพสต์อะไรควรคิดให้ดีก่อนเสมอ โดยเฉพาะกับเรื่องความรักที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องส่วนตัวของมนุษย์ รวมไปถึงการไม่ควรยึดติดกับคำแนะนำบนโซเชียลมีเดียเสียจนมากเกินไป เพราะสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญที่สุด คือการเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง
อชิรยาได้แบ่งปัน “เทคนิค 3 ขั้นตอน” ที่เธอคิดขึ้นและใช้มาตลอดในการปรึกษาเรื่องความรักบนโลกโซเชียล เริ่มจากขั้นแรกคือ การจัดการตัวเอง ต่อด้วยขั้นที่สองคือ การจัดการร่วมกับคนในความสัมพันธ์ และขั้นที่สามคือ การปรึกษาคนนอกความสัมพันธ์ การค่อย ๆ ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้อย่างเป็นลำดับขั้นจะช่วยให้เราได้ตกตะกอนและเข้าใจปัญหาได้ดี โดยที่ไม่วู่วามตามเทรนด์อย่างขาดวิจารณญาณ และสามารถช่วยลดผลเสียที่จะตามมาลงได้
ในมุมจิตวิทยา กุสุมาได้แนะนำแนวทางการคัดกรองคำแนะนำด้านความรัก โดยอ้างอิงหลักการ “CURATE” ของดร.ไทเลอร์ เจมิสัน (Tyler Jamison) นักจิตวิทยาและรองศาสตราจารย์ด้านพัฒนาการของมนุษย์และการศึกษาครอบครัว มหาวิทยาลัยนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งประกอบด้วย การพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล (Credible and Conscientious) ความเป็นประโยชน์ (Useful) การนำไปใช้ซ้ำ (Replicable) การปรับใช้ตามบริบทต่าง ๆ (Adaptable) การคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้าน (Thoughtful) และความเข้าใจง่าย (Easy to Understand) หลักการดังกล่าวจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นอันตราย และเน้นการเลือกใช้คำแนะนำที่มีคุณภาพมากที่สุด
ในมุมของการใช้โซเชียลมีเดีย ผศ.ดร.ชนัญสรา ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ขอบเขตของการใช้โซเชียลมีเดียในเรื่องความสัมพันธ์ควรตั้งอยู่บนฐานของ “ความรอบรู้ทางดิจิทัล” (digital intelligence) เราต้องตระหนักว่าโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ห้องบำบัดจิตวิทยา การโพสต์เพื่อระบายอาจทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของอีกฝ่าย หรือเปิดเผยข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ ข้อเสนอแนะคือ หากต้องการคำปรึกษา ควรเลือกพื้นที่ที่เป็นกลุ่มปิด หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพราะสุดท้ายแล้ว
“ความรักเป็นเรื่องของคนสองคนที่ต้องอาศัยการสื่อสารระหว่างกัน
มากกว่าการแสวงหาความชอบธรรมจากยอดไลก์หรือคอมเมนต์ของคนในสังคมออนไลน์”
ผศ.ดร.ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความนิยมในการปรึกษาความรักบนโซเชียลมีเดียนี้ คือภาพสะท้อนของสังคมที่ผู้คนกำลังมองหาพื้นที่รับฟัง ในวันที่ต่างคนต่างเร่งใช้ชีวิต ความรักจึงถูกพาออกจากพื้นที่ส่วนตัว โดยมีโซเชียลมีเดียที่เป็นทั้งที่พึ่งทางใจและกับดักในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันอย่างไร ในวันที่ความรักไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่เสียงที่คอยแนะนำชี้ทางเราบนโซเชียลมีเดีย แต่เป็นการเลือกรับความเห็นออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ และรักษาพื้นที่ในการตัดสินใจของตนเอาไว้ให้ได้
เขียน : ภัคพล ขันธบรรพ
ในปัจจุบัน มีแนวโน้มว่าผู้คนหันมาปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลมีเดียมากขึ้น สังเกตุได้จากจำนวนอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก (TikTok) และยูทูบ (YouTube) ซึ่งเปิดพื้นที่พูดคุยและให้คำแนะนำด้านความสัมพันธ์มากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการโพสต์ปรึกษาปัญหาความรักในกลุ่มเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือกระทู้บนพันทิป (Pantip) ไม่เว้นวัน แม้แต่พื้นที่สตอรี่บนอินสตาแกรม (Instagram) ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความเป็นส่วนตัวและสาธารณะ ก็ถูกนำมาใช้ตั้งคำถามและขอคำแนะนำเรื่องความสัมพันธ์กลุ่มปรึกษาความรักชื่อดังบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) อย่าง Pillow Talk ก็มีสมาชิกสะสมกว่า 156,000 คนแล้วในปัจจุบัน
สถิติจาก Statista ยังชี้อีกว่า การพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์บนเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมจากผู้ใช้หลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2022-2023 เมื่อเทียบปีต่อปี เช่น บนเฟซบุ๊กมีบทสนทนาที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดเพิ่มขึ้นกว่า 4,000% ขณะที่บนอินสตาแกรมมีการพูดถึงหัวข้อการหาคู่เพิ่มขึ้นราว 135% ซึ่งสะท้อนว่า “เทรนด์การพูดคุยเรื่องความรักบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย” กลายเป็นกระแสที่โดดเด่นของยุคจวบจนถึงวันนี้ก็ว่าได้
หนึ่งในผู้ที่มีประสบการณ์ตรงกับปรากฏการณ์นี้คือ วันนุสรณ์ เอี่ยมอนุพงษ์ ผู้ช่วยผู้บริหารบริษัทสถาปนิก อายุ 24 ปี ผู้ที่เคยทั้งปรึกษาและให้คำปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลมีเดีย เล่าว่าความรักในปัจจุบันที่มีโซเชียลมีเดียเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งมีความแตกต่างจากความรักในยุคก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด เพราะปัจจุบันคนในสังคมเริ่มให้ความสำคัญกับคุณค่าในตัวเองมากขึ้น การสร้างภาพลักษณ์จึงเป็นเรื่องสำคัญ โซเชียลมีเดียจึงเป็นเครื่องมือสื่อสารตัวตนต่อสาธารณะ ด้วยการบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน มีคุณค่าเพียงใด และถูกปฏิบัติในความรักอย่างไร การโพสต์เรื่องความรักจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นการยืนยันตัวตนและคุณค่าผ่านสายตาคนอื่น
ทำไมโซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นที่พึ่งทางใจ?
วันนุสรณ์เผยว่า บางทีการหาทางออกด้วยตัวเองหรือปรึกษาคนใกล้ตัวก็อาจไม่ได้ช่วยอะไรนัก ดังนั้น การปรึกษาคนวงนอกที่ไม่เคยรู้จักทั้งจากวงสังคมที่ต่างกันหรือผู้ผ่านประสบการณ์ปัญหาลักษณะนี้มาก่อน อย่างการได้รับคำปรึกษาบนโซเชียลมีเดียจึงถือเป็นการช่วยเปิดมุมมองของเธอ
อีกหนึ่งเหตุผลคือ หากเธอเลือกที่จะปรึกษาในชีวิตจริง การเล่าหนึ่งครั้งนั้นต้องใช้แรงกายและใจในการเล่าไม่น้อย อีกทั้งจำนวนคนที่ฟังก็ได้ครั้งละไม่มาก เมื่อเทียบกับการเล่าปัญหาและการขอคำปรึกษาบนโซเชียลซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน เพราะแค่โพสต์บนโซเชียลหนึ่งครั้งก็มีคนเห็นได้จำนวนมากในเวลาเพียงน้อยนิด
อชิรยา เขียวแก้ว นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกคนที่เคยปรึกษาและให้คำปรึกษาบนโลกออนไลน์ เธอมองว่า การปรึกษาเรื่องความรักโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนบนโซเชียลช่วยให้เกิด “การ deep listening” หรือการการฟังอย่างตั้งใจและเปิดใจ เพราะการที่ต่างไม่มีใครรู้จักกัน ช่วยให้ไม่มีการตัดสินกันในการปรึกษา ผู้คนจะกล้าเล่าหรือแนะนำได้อย่างตรงไปตรงมาและเต็มที่กว่าปกติ เพราะไม่ต้องเจอกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้วจึงสามารถเปิดอกคุยกันได้ไม่ยาก
อชิรยายังเผยอีกว่า การได้ปรึกษาและตามอ่านปัญหาความรักบนโซเชียลมีเดียทำให้เธอได้รู้ว่า โลกนี้มีความสัมพันธ์และปัญหาหลายรูปแบบ เธอจึงเข้าใจการมองโลกของความรักมากขึ้น และลองเอามาปรับใช้กับความสัมพันธ์ของตัวเองได้ นอกจากนี้ตอนที่อชิรยาให้คำปรึกษาคนอื่น เธอยังถือว่าการทำสิ่งนี้เป็นการฝึกวิธีคิดและวิธีการสื่อสารกับผู้อื่นอีกด้วย ทำให้การสื่อสารในชีวิตจริงของเธอดีขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้คนหันมาปรึกษาความรักบนโซเชียลมีเดียจนเป็นเทรนด์ได้อย่างไร?
อ.ดร.กุสุมา ลีลานราธิวัฒน์ อาจารย์ประจำแขนงวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นว่า การมีอยู่ของเทรนด์นี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะมนุษย์สนใจเรื่องความรักมาตลอดอยู่แล้วทุกยุคสมัย อ้างอิงตามงานวิชาการของ American Psychological Association ซึ่งอธิบายว่า ความรักคือสภาวะทางอารมณ์และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีความเข้มข้นและประกอบไปด้วยความหวังดี ซึ่งสามารถต่อยอดมาเป็นความคิดและพฤติกรรมที่มีต่ออีกฝ่ายได้ ทั้งยังเป็นภาวะอารมณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอจึงมีข้อสรุปว่า ปัจจุบันการมาของโซเชียลมีเดียถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ความรู้สึกรักได้รับความสนใจง่ายขึ้น การปรึกษาออนไลน์จึงกลายเป็นเทรนด์ได้ไม่ยาก
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความเห็นต่อการที่ผู้คนหันมาปรึกษาปัญหาความรักบนพื้นที่สาธารณะอย่างโซเชียลมีเดีย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง “ทฤษฎีการใช้ประโยชน์และความพึงพอใจ” (Uses and Gratifications Theory) ซึ่งอธิบายว่า ผู้รับสารเลือกใช้สื่ออย่างมีเป้าหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ทั้งในด้านข้อมูล การเยียวยาทางอารมณ์ และการยืนยันตัวตนจากสังคม กล่าวคือ ผู้ส่งสารไม่ได้ต้องการเพียงแต่คำตอบเท่านั้น แต่พวกเขากำลังแสวงหาการสนับสนุนทางอารมณ์และการยืนยันตัวตนจากสังคม ซึ่งเมื่อได้คำตอบที่ต้องการแล้ว พวกเขาก็จะรู้สึกปลอดภัยจากการถูกตัดสินโดยคนใกล้ชิด เพราะมองว่า “คนแปลกหน้า” คือผู้รับฟังที่เป็นกลางที่สุด
กุสุมาอธิบายเสริมถึงสาเหตุของความนิยมในการปรึกษาความรักบนโซเชียลมีเดียว่า เป็นเพราะผู้คนต่างถูกกล่อมเกลาโดยโซเชียลมีเดียให้ต้องตามกระแสสังคมอยู่ตลอด จนทำให้สนใจอยู่กับเพียงคุณค่าของตัวเองและลดการให้ความสำคัญกับผู้คนรอบข้าง คนในสังคมจึงรับฟังกันน้อยลงและตัดสินกันมากขึ้น ดังนั้น ช่องทางการปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลมีเดียจึงเป็นทางออกที่ใครก็สามารถลองผิดลองถูกได้ รวมทั้งยังรวดเร็วและต้นทุนต่ำ ผู้คนจึงพากันปรึกษาและกลายเป็นเทรนด์อย่างในตอนนี้
ดาบสองคมของการปรึกษาความรักออนไลน์
แม้การปรึกษาความรักบนโซเชียลจะให้ประโยชน์หลายด้าน แต่ก็มีความเสี่ยงตามมาเช่นกัน
วันนุสรณ์มองว่า บางทีเทรนด์นี้ก็ทำให้เรื่องส่วนตัวอาจไม่เป็นส่วนตัวอีกต่อไป เมื่อคนอื่นรู้เรื่องของเราเยอะจนเกินจำเป็น ซึ่งนั่นก็จะสามารถสะท้อนภาพลักษณ์ของเราได้ และอาจก่อให้เกิด “รอยเท้าดิจิทัล” (digital footprint) ที่อาจถูกตัดสินผ่านเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวที่เคยลงได้ สำหรับเธอเมื่อย้อนกลับไปดูโพสต์ระบายเรื่องความรักสมัยมัธยมของตัวเองบนสตอรี่ในอินสตาแกรม ก็ได้แต่ตั้งคำถามกับพฤติกรรมที่ผ่านมาว่าทำไมถึงตัดสินใจเล่าลงโซเชียลมีเดียไปเยอะขนาดนั้น และถึงแม้ตอนนี้สตอรี่เหล่านั้นจะถูกลบไปแล้ว แต่เธอก็ไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าร่องรอยที่ผ่านมาถูกลบทิ้งทั้งหมดแล้วจริง ๆ หรือไม่
อชิรยาเล่าต่อว่า การปรึกษาเรื่องความรักบนโซเชียลก็ทำให้เราให้ความสำคัญกับเสียงของคนอื่นมากเกินไป จนบางครั้งก็อาจมากกว่าเสียงของคนในความสัมพันธ์เสียด้วยซ้ำ เรานำความคิดเห็นของคนนอกมาตัดสินความสัมพันธ์นี้โดยที่อีกฝ่ายไม่รับรู้เรื่อง และหากสิ่งที่เกิดขึ้นดำเนินไปโดยขาดวิจารญาณ ก็อาจทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นและเผลอทำลายความสัมพันธ์โดยไม่ตั้งใจได้
ในมุมมองของกุสุมา บนโซเชียลมีเดียมีผู้คนและความเห็นที่หลากหลาย ดังนั้น การเลือกคัดกรองความเห็นมารับฟังและปฏิบัติตามจึงไม่ใช่เรื่องง่าย หากเลือกกรองไม่ดีอาจทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้ รวมไปถึงระบบอัลกอริทึมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมักจะคัดสิ่งที่ขึ้นบนฟีดตามความสนใจของผู้ใช้ แพลตฟอร์มไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่มีความคิด ความสนใจ หรือโพสต์ ดังนั้น ความเห็นที่เราได้อาจเป็นแต่ความเห็นเดิม ๆ และเชื่อไปแค่ตามนั้น ดั่งทฤษฎี Echo Chamber หรือห้องเสียงสะท้อน ที่อธิบายถึงภาวะการรับข้อมูลซ้ำจากมุมมองเดียว จนทำให้ผู้ใช้แพลตฟอร์มขาดโอกาสในการรับทราบถึงความคิดที่หลากหลาย
ขณะที่ชนัญสรากล่าวว่า ในมิติเชิงเทคโนโลยีและสังคม การนำเรื่องความรักมา crowdsource หรือระดมความเห็นจากมหาชน มักมาพร้อมกับปัญหา “บริบทที่หายไป” ที่ผู้คนในโซเชียลมีเดียไม่เข้าใจบริบทของเรื่องราวและตัดสินหรือแนะนำจากข้อมูลเพียงด้านเดียวที่ผู้โพสต์นำเสนอ นำไปสู่การตัดสินที่รวดเร็วและรุนแรง ซึ่งอาจไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงของปัญหาความสัมพันธ์ ทั้งอาจนำไปสู่ การละเมิดความเป็นส่วนตัวของคู่กรณีโดยไม่รู้ตัว
การใช้พื้นที่โซเชียลกับเรื่องหัวใจอย่างรอบคอบ
ในฐานะผู้มีประสบการณ์ตรงวันนุสรณ์ มีความเห็นว่า พื้นที่โซเชียลมีเดียยังสามารถใช้ในการปรึกษาเรื่องความรักต่อไปได้ เพราะก็เป็นพื้นที่สาธารณะอยู่แล้ว เพียงแต่ควรคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของตัวเองอยู่เสมอ การแสดงความรู้สึกของตัวเองต่อสาธารณะมากเกินไปก็อาจส่งผลร้ายได้ในภายหลัง ก่อนจะลงโพสต์อะไรควรคิดให้ดีก่อนเสมอ โดยเฉพาะกับเรื่องความรักที่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องส่วนตัวของมนุษย์ รวมไปถึงการไม่ควรยึดติดกับคำแนะนำบนโซเชียลมีเดียเสียจนมากเกินไป เพราะสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญที่สุด คือการเชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเอง
อชิรยาได้แบ่งปัน “เทคนิค 3 ขั้นตอน” ที่เธอคิดขึ้นและใช้มาตลอดในการปรึกษาเรื่องความรักบนโลกโซเชียล เริ่มจากขั้นแรกคือ การจัดการตัวเอง ต่อด้วยขั้นที่สองคือ การจัดการร่วมกับคนในความสัมพันธ์ และขั้นที่สามคือ การปรึกษาคนนอกความสัมพันธ์ การค่อย ๆ ทำตาม 3 ขั้นตอนนี้อย่างเป็นลำดับขั้นจะช่วยให้เราได้ตกตะกอนและเข้าใจปัญหาได้ดี โดยที่ไม่วู่วามตามเทรนด์อย่างขาดวิจารณญาณ และสามารถช่วยลดผลเสียที่จะตามมาลงได้
ในมุมจิตวิทยา กุสุมาได้แนะนำแนวทางการคัดกรองคำแนะนำด้านความรัก โดยอ้างอิงหลักการ “CURATE” ของดร.ไทเลอร์ เจมิสัน (Tyler Jamison) นักจิตวิทยาและรองศาสตราจารย์ด้านพัฒนาการของมนุษย์และการศึกษาครอบครัว มหาวิทยาลัยนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งประกอบด้วย การพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล (Credible and Conscientious) ความเป็นประโยชน์ (Useful) การนำไปใช้ซ้ำ (Replicable) การปรับใช้ตามบริบทต่าง ๆ (Adaptable) การคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้าน (Thoughtful) และความเข้าใจง่าย (Easy to Understand) หลักการดังกล่าวจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือเป็นอันตราย และเน้นการเลือกใช้คำแนะนำที่มีคุณภาพมากที่สุด
ในมุมของการใช้โซเชียลมีเดีย ผศ.ดร.ชนัญสรา ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ขอบเขตของการใช้โซเชียลมีเดียในเรื่องความสัมพันธ์ควรตั้งอยู่บนฐานของ “ความรอบรู้ทางดิจิทัล” (digital intelligence) เราต้องตระหนักว่าโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่ห้องบำบัดจิตวิทยา การโพสต์เพื่อระบายอาจทำได้ แต่ต้องระวังไม่ให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของอีกฝ่าย หรือเปิดเผยข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ ข้อเสนอแนะคือ หากต้องการคำปรึกษา ควรเลือกพื้นที่ที่เป็นกลุ่มปิด หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพราะสุดท้ายแล้ว
ความนิยมในการปรึกษาความรักบนโซเชียลมีเดียนี้ คือภาพสะท้อนของสังคมที่ผู้คนกำลังมองหาพื้นที่รับฟัง ในวันที่ต่างคนต่างเร่งใช้ชีวิต ความรักจึงถูกพาออกจากพื้นที่ส่วนตัว โดยมีโซเชียลมีเดียที่เป็นทั้งที่พึ่งทางใจและกับดักในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันอย่างไร ในวันที่ความรักไม่ใช่เรื่องของคนสองคนอีกต่อไป สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่เสียงที่คอยแนะนำชี้ทางเราบนโซเชียลมีเดีย แต่เป็นการเลือกรับความเห็นออนไลน์อย่างมีวิจารณญาณ และรักษาพื้นที่ในการตัดสินใจของตนเอาไว้ให้ได้
Share this: