Education Top Stories

นิเทศ กราฟิก ถ่ายภาพ เรียนไปทำไมในเมื่อ AI มาแทนอยู่ดี?

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เทรนด์ที่มาแรงตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนมีคำพูดที่ว่า “เรียนไปทำไมเอไอมาแทนอยู่ดี”

เขียน/กราฟิก : พงศกร ก่อบัว

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เทรนด์ที่มาแรงตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา จนมีคำพูดที่ว่า “เรียนไปทำไม AI มาแทนอยู่ดี”

รายงานประจำปี 2025 ของ Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence (HAI) ชี้ว่า AI กำลังฝังตัวในชีวิตประจำวันอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การแพทย์ การคมนาคม ไปจนถึงภาคธุรกิจ ซึ่งต่างเร่งนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานอย่างจริงจัง โดยในปี 2024 การลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าว ของภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 109.1 พันล้านดอลลาร์ และ 78% ขององค์กรรายงานว่ามีการใช้งาน AI เพิ่มขึ้น จาก 55% ในปีก่อนหน้า

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถสร้างภาพ เสียง หรือบทความทั้งหมดได้ในไม่กี่คลิกความกังวลยิ่งชัดเจน ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัยควีนแมรี ประเทศอังกฤษ ในปี 2024 พบว่า แรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กว่าสองในสามมองว่า AI จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน 

การสั่นคลอนดังกล่าวเคยปะทุขึ้นมาแล้วในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก เมื่อปี 2023 สหภาพนักแสดงแห่งสหรัฐอเมริกา (Screen Actors Guild–American Federation of Television and Radio Artists) และสมาคมนักเขียนบท (Writers Guild of America) ได้ร่วมกันนัดหยุดงานครั้งใหญ่ หนึ่งในประเด็นหลัก คือการคัดค้านการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในกระบวนการสร้างสรรค์ ตั้งแต่การเขียนบท ไปจนถึงการสร้างภาพเหมือนดิจิทัลของนักแสดง โดยแรงงานจำนวนมากกังวลว่า AI จะถูกใช้เพื่อลดต้นทุนแทนที่แรงงานมนุษย์ และบั่นทอนคุณค่าของทักษะที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน

การประท้วงของ Screen Actors Guild–American Federation of Television and Radio Artists ภาพ : Phil Roeder, CC BY 2.0
การประท้วงของสหภาพนักแสดงแห่งสหรัฐอเมริกา บริเวณด้านหน้าออฟฟิศของ วอร์เนอร์บราเธอส์ ณ นครนิวยอร์ก
ภาพ : Phil Roeder, CC BY 2.0

ปรากฏการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดคำถามย้อนกลับมาที่บริบทของไทย ตั้งแต่โลกการทำงานจริง ไปจนถึงห้องเรียนของคณะที่เกี่ยวข้องว่าวันนี้ นักเรียนและอาจารย์มองการมาถึงของ AI อย่างไร

กุลธวัช กุลทนันท์ Creative Director จาก CJ Worx บริษัทเอเจนซี่โฆษณาชื่อดัง มองประเด็นนี้ต่อสายงานสร้างสรรค์ ว่า AI นั้นเข้ามาอยู่ในกระบวนการทำงานตั้งแต่การเริ่มนำเสนอไอเดีย ไปจนถึงการสร้างภาพยนตร์โฆษณา เพราะ AI การทลายขีดจำกัดที่เคยมี

“ชีวิตครีเอทีฟอยู่บนการนำเสนอ สมมติว่าอยากทำให้ลูกค้าเห็นภาพว่า ในโฆษณาจะมีหมีแพนด้าที่เป็นลายเส้นจิบลิ (Ghibli) เราต้องทำอย่างไร เพราะลายการ์ตูนจิบลิมีแต่เด็กผู้หญิง แต่พอมี AI ทำสิ่งนี้ได้ จึงทำให้ลูกค้าเห็นภาพได้ง่ายขึ้น”

กุลธวัช กุลทนันท์ Creative Director จาก CJ Worx

กุลธวัชยังได้ยกตัวอย่างถึงเบื้องหลังภาพยนตร์โฆษณาที่ผลิตจาก AI ทั้งหมดโดยโจทย์คือการสร้างมาสคอต 4-5 ตัว ด้วยเงื่อนไขของเวลา ซึ่งทีมงานมีเพียงเดือนเศษสำหรับการเปิดตัว และหากใช้กระบวนการผลิตงานคอมพิวเตอร์กราฟิกคุณภาพสูงแบบดั้งเดิม ต้องใช้เวลา 4 เดือนต่อตัวจึงจะสมบูรณ์ ดังนั้น CJ Worx จึงเลือกใช้วิธีสร้างภาพยนตร์โฆษณาที่ใช้ AI มาผลิตวิดีโอต้นฉบับ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำได้ทันเวลา แต่ยังเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนการผลิตไปอย่างสิ้นเชิง งบประมาณส่วนการออกกองถ่าย ที่หายไปเกือบหมด เหลือไว้เพียงทักษะของมนุษย์ในขั้นตอนการคิด และการตัดต่อลงเสียง เพื่อคุมโทนและอารมณ์ของหนังให้ยังคงมีความเป็นมนุษย์

ภาพยนตร์โฆษณาที่ใช้ AI จาก CJ Worx

กุลธวัชทิ้งท้ายว่า ปัจจุบัน AI มีความสามารถในงานสร้างสรรค์แทบจะเทียบเท่าเด็กจบใหม่ เขาจึงแสดงความกังวลต่อบัณฑิตที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยย้ำว่า

“วันนี้ทุกคนสามารถเป็นผู้กำกับหนังโฆษณาได้ แต่หนังคุณต่างจากคนอื่นอย่างไร สนุกตรงไหน? ในเมื่อทุกคนมีเครื่องมือทำ CG เท่ากันหมด ดังนั้นต้องกลับสู่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในวิชาชีพครีเอทีฟ คือ ไอเดีย”


สำรวจวงการถ่ายภาพ ในวันที่รูปออกมาได้ ด้วยปลายนิ้วคลิก

ณัฏฐวุฒิ เทียนธีระบุญญา นักศึกษาชั้นปี 2 ภาควิชานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เขาเริ่มทำงานถ่ายภาพอาชีพตั้งแต่เรียนระดับมัธยมศึกษา จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยในช่วงที่ AI กำลังอยู่ในกระแส 

เมื่อถามถึงความกังวลว่า AI จะมาแย่งงานช่างภาพหรือไม่ ณัฏฐวุฒิไม่ได้มองว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่อาจจะเปลี่ยนตลาดการจ้างงาน โดยเชื่อว่า AI จะเข้ามาครองพื้นที่ในตลาดร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้มีทุนมากนัก แต่จะไม่สามารถสั่นคลอนตลาดระดับที่เป็นแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่ต้องการความแตกต่างและความละเอียดอ่อนที่เทคโนโลยียังทำไม่ได้ ดังนั้น การอยู่รอดจึงไม่ใช่การแข่งกับ AI แต่คือการยกระดับตัวเองให้พ้นจากการแข่งขันด้านราคา “สุดท้ายเขาไม่ได้จ้างแค่ภาพ แต่จ้างมู้ด แสง สไตล์ และความเป็นตัวเรา”

ในมุมผู้สอน ผศ.ดร.พิจักษณ์ ทนันชัยบุตร อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มองว่า ท่ามกลางกระแส AI ที่สามารถสร้างภาพเหมือนจริงได้ในเวลาไม่กี่วินาที ภาพถ่ายยังคงมีสถานะเฉพาะตัวที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย ๆ เพราะหัวใจของมันไม่ได้อยู่ที่ความเหมือนจริงทางสายตา แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์กับสิ่งที่มีอยู่จริงในโลก

ผศ.ดร.พิจักษณ์ ทนันชัยบุตร อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

“ผมขอแมว 1 ตัว ถ้าห้องนี้ไม่มีแมว ใครถ่ายรูป ใครที่มีกล้อง ก็ไม่สามารถถ่ายแมวได้ เพราะมันไม่มีแมว

แต่ว่า ถ้าใครสักคนสร้างแมวขึ้นมา ด้วยการเจนเนอเรตใด ๆ

แล้วมันจะต่างอะไรจากรูปวาด สิ่งที่เรียกว่าแมว

ที่เป็นแมวจริง ๆ ก็ไม่ปรากฏ”

ผศ.ดร.พิจักษณ์ ทนันชัยบุตร อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศิลป์
คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ดร.พิจักษณ์นิยามภาพถ่าย คือการบันทึกสิ่งที่มีอยู่จริงและทำหน้าที่ยืนยันความจริงในงานสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นข่าว โฆษณา หรือภาพเชิงพาณิชย์ เมื่อ AI เข้ามาสร้างภาพที่ดูเหมือนถ่ายได้ทุกอย่าง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าภาพสวยหรือไม่ แต่คือ ภาพนั้นยึดโยงกับความจริงหรือเปล่า

ในงานเชิงพาณิชย์บางประเภท เช่น ภาพแบบไอเดีย ภาพร่าง หรือภาพที่ไม่จำเป็นต้องอ้างอิงวัตถุจริง AI สามารถเข้ามามีบทบาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การสร้างภาพนางแบบทั่วไป หรือภาพวัตถุในเชิงคอนเซปต์ แต่ในงานที่ต้องสะท้อนตัวตนจริงของสินค้า บริการ หรือสถานที่ เช่น ภาพอาหารในร้าน ภาพบรรยากาศร้านกาแฟ หรือภาพข่าว ภาพถ่ายยังคงเป็นเครื่องมือที่จำเป็น “คุณจะเจนข้าวผัดให้สวยแค่ไหนก็ได้ แต่มันไม่ใช่ข้าวผัดของร้าน คุณลูกค้าต้องการเห็นของจริง”

บรรยากาศกองถ่ายภาพนิ่ง
บรรยากาศกองถ่ายภาพนิ่ง

สำหรับภาควิชานิเทศศิลป์ จึงมีการปรับตัวเพื่อให้นักศึกษาทันต่อความเปลี่ยนแปลง ผ่านการปรับหลักสูตร ให้มีวิชาเกี่ยวกับ AI เข้ามาเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับปีหนึ่ง โดยจะสอนตั้งแต่การเขียน พรอมต์อย่างมีตรรกะ การทดลองใช้โปรแกรมสร้างภาพ ไปจนถึงการทำความเข้าใจข้อจำกัดของเทคโนโลยี  ซึ่งวิชา AI นี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสอนแค่การสร้างภาพ แต่เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจว่าภาพที่ดีคืออะไร

“คุณเขียนพรอมต์เก่งแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย ถ้าคุณไม่รู้ว่าภาพที่ดีควรเป็นแบบไหน” 

พื้นฐานทางศิลปะ การสื่อสาร และการเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย จึงยังเป็นแกนกลางของการเรียน แม้เครื่องมือจะเปลี่ยนไป หนึ่งในทักษะที่ผู้สอนเห็นว่าสำคัญมากขึ้น คือการตั้งคำถาม การรู้ว่าจะถาม AI อย่างไร เพื่อให้ได้คำตอบที่มีคุณภาพ และนำไปใช้แก้ปัญหาเชิงการสื่อสารได้จริง ไม่ใช่แค่การสร้างภาพให้สวย แต่ต้องรู้ว่าภาพแบบไหนเหมาะกับร้านก๋วยเตี๋ยว ภาพแบบไหนเหมาะกับงานแฟชั่นระดับสูง ภาพแบบไหนสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด

ดร.พิจักษณ์ไม่ได้มอง AI เป็นภัยคุกคาม แต่เป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ทุกคนต้องเรียนรู้จะอยู่กับมัน สิ่งที่เขาเห็นว่ายังจำเป็นต้องรักษาไว้ คือ พื้นฐานทางศิลปะและการถ่ายภาพ ความเข้าใจสังคมและบริบท ความสามารถในการปรับตัวและเรียนรู้ข้ามศาสตร์

กราฟิกยังอยู่รอดไหม ในวันที่ AI เสกงานได้ทุกสิ่ง 

“ลูกค้าสั่งคนง่ายกว่า AI เยอะ สมมติลูกค้าอยากแก้แค่จุดเล็กๆ จุดเดียว การไปสั่ง AI แก้นั้นยุ่งยาก” บุณยานุช สุขจร นิสิตชั้นปีที่ 4 จากสาขาการออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์และมัลติมีเดีย วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้ซึ่งผ่านประสบการณ์การทำงานจริงในบริษัทเอเจนซีโฆษณา กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า AI แทนที่กราฟิกดีไซเนอร์ไม่ได้” 

สำหรับบุณยานุช สิ่งที่ AI ขาดหายไปคือลายเซ็นของศิลปิน “มันอาจจะทำได้สวยก็จริง แต่ยังไงมันก็ไม่เหมือนที่คนทำออกมา เราจะรู้เลยว่างานนี้สไตล์คนนี้ แต่ AI มันดูเหมือนเอาอะไรไม่รู้มายำรวมกัน มันไม่มีตัวตนเป็นของตัวเอง”

บุณยานุชเล่าเสริมว่า บรรยากาศในกลุ่มเพื่อนและที่ทำงานนั้นมีการตั้งกำแพงต่อต้านการใช้ AI ในงานศิลปะอย่างชัดเจนเวลาเห็นชิ้นงาน ถ้าใครใช้ก็จะโดนมองไม่ดี ความมั่นใจนี้เกิดจากความเชื่อที่ว่า ลูกค้าและคนในวงการดูออกว่างานไหนคืองานประดิษฐ์ งานไหนคืองานที่สร้างจาก AI ซึ่งงานนั้นมักจะถูกตีค่าว่าราคาถูกและขาดรสนิยม

มุมมองนี้สอดคล้องกับ ดร.อภิชญา อังคะวิภาต อาจารย์ประจำสาขาการออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์และมัลติมีเดีย วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เล่าประสบการณ์ในห้องเรียน ให้ฟังว่า แม้ภาพจำของสังคมจะมองว่าผู้เรียนยุคใหม่พึ่งพา AI อย่างหนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนกลับตรงกันข้าม ผู้เรียนในสายกราฟิกและโมชั่นกราฟิกใช้ AI ไม่ถึงครึ่ง และมักนำไปใช้ในลักษณะของ เครื่องมือสนับสนุนกระบวนการคิด ได้แก่ การประมวลความคิด การสังเคราะห์ข้อมูล และการค้นหาแนวคิด มากกว่าการใช้เพื่อสร้างผลงานออกแบบโดยตรง

ดร.อภิชญา อังคะวิภาต อาจารย์ประจำสาขาการออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์และมัลติมีเดีย วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

“ถ้าใครส่งงานที่ Gen AI มา เพื่อนจะมองว่าเป็น ‘ตัวปลอม’ ไม่สะท้อนทักษะของผู้ทำโดยตรง”

อย่างไรก็ตาม อภิชญาได้พูดถึงภาพรวมในสายงานกราฟิกและโมชั่นกราฟิกประเมินว่า AI เข้ามามีบทบาทแล้วราว 50% แต่ยังไม่ได้เข้ามาแทนที่กระบวนการออกแบบหลัก หากแต่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะในงานเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องรับมือกับข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร

ดร.อภิชญา ย้ำว่า AI ไม่ได้ทำงานแทนความรู้พื้นฐาน แต่กลับยิ่งต้องพึ่งพามันมากขึ้น ผู้ใช้จำเป็นต้องรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองอยากได้เรียกว่าอะไร “ไม่รู้ว่าสไตล์นี้เรียกว่าอะไร Flat Design, Doodle Art หรือ Matrix Graphic ถ้าคุณไม่รู้คำ คุณก็เขียนพรอมต์ไม่ถูก”การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพจึงต้องกลับไปที่จุดเริ่มต้นคือเข้าใจหลักการออกแบบ รู้จักสไตล์ รู้จักศัพท์ และรู้ว่า AI แต่ละตัวเหมาะกับงานแบบไหน ไม่ใช่ใช้แบบครอบจักรวาล

ดร.อภิชญา มองว่า AI มีประสิทธิภาพสูงกับผู้เรียนที่ไม่ได้มีทักษะเฉพาะทางด้านการออกแบบ สาขาที่ต้องการสื่อสารไอเดียมากกว่าคุณภาพงานกราฟิก ในกรณีเหล่านี้ AI ช่วยลดอุปสรรคทางเทคนิค เปิดโอกาสให้ผู้เรียนโฟกัสที่การคิดและการสื่อสาร ขณะที่ผู้เรียนสายออกแบบจริงยังคงต้องอาศัยการฝึกฝนฝีมือเป็นหลัก ยังไม่จำเป็นต้องถูกบรรจุเป็นรายวิชาเฉพาะสาขานี้เพราะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสามารถเรียนรู้ผ่านการอบรมระยะสั้นได้ ขณะที่สาขาอื่นซึ่งไม่ได้เน้นทักษะด้านกราฟิกหรือโปรแกรม อาจนำ AI เข้ามาเสริมศักยภาพในการทำงานได้มากกว่า โดยไม่ต้องลงทุนกับการเรียนรู้เครื่องมือเชิงลึก

ในส่วนของทักษะที่จำเป็นในโลกของการทำงาน อภิชญาตอบว่า ไม่ใช่ทักษะการใช้ AI หรือโปรแกรมใหม่ ๆ แต่คือ ทักษะการสื่อสาร การเจรจา และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น

“ตลาดแรงงานไม่ต้องการคนที่เก่งที่สุด

แต่ต้องการคนที่อยู่กับคนอื่นได้ สื่อสารเป็น เจรจาเป็น

และมีความเห็นอกเห็นใจ”

ดร.อภิชญา อังคะวิภาต อาจารย์ประจำสาขาการออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์และมัลติมีเดีย วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ในโลกที่ AI สามารถเรียนรู้ได้ทุกอย่าง สิ่งที่สอนยากที่สุดและยังคงเป็นบทบาทของมนุษย์ คือทักษะชีวิตและความสัมพันธ์ ซึ่งยังคงเป็นหัวใจของการทำงานสร้างสรรค์ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน

เมื่อ AI เขย่ารากฐานการเรียนครีเอทีฟ โจทย์ใหม่ของการวัดผลและบทบาทมนุษย์

รศ.ดร.วิโรจน์ สุทธิสีมา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และเจ้าของงานวิจัยเรื่อง อนาคตภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในยุคปัญญาประดิษฐ์ มองว่าการเข้ามาของ AI คือผลกระทบใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าวิธีคิดของระบบการศึกษา ตั้งแต่การสร้างหลักสูตร การเรียนการสอน ไปจนถึงการประเมินผล

รศ.ดร.วิโรจน์ สุทธิสีมา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
รศ.ดร.วิโรจน์ สุทธิสีมา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ คณะนิเทศศาสตร์
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ในอดีตความคิดสร้างสรรค์ คือพื้นที่ผูกขาดของมนุษย์ โดยมีเทคโนโลยีเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุน แต่ปัจจุบัน AI สามารถจำลองวิธีคิดและผลิตงานได้ครบจนแยกไม่ออก

“กลายเป็นว่าผลงานตอนนี้ ถ้าเกิดนักศึกษาใช้ AI ทำ มันสามารถทำทุกอย่างได้ครบถ้วนแบบที่มนุษย์ทำ โจทย์ท้าทายคือ เราจะหาทางวัดผลยังไง ว่าผู้เรียนได้ใช้ศักยภาพของตัวเองบรรลุวัตถุประสงค์จริงๆ

โดยไม่ได้ใช้ตัวช่วย”

รศ.ดร.วิโรจน์ สุทธิสีมา ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนจึงมีโจทย์เพิ่มขึ้นคือ ‘งานชิ้นนี้สะท้อนภูมิปัญญาของใคร’ ซึ่งทางออกไม่ใช่การปิดกั้นหรือแบนเทคโนโลยี แต่คือการ จัดวางที่ทางใหม่ให้ชัดเจน ดร.วิโรจน์เสนอแนวทางปฏิบัติในการเรียนการสอน คือการกำหนดบทบาทที่อนุญาตและไม่อนุญาต สิ่งที่ AI ทำได้คือ อนุญาตให้เป็น ผู้ช่วยในการค้นคว้าหาข้อมูล การจัดการข้อมูลหรือช่วยงานพื้นฐานในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ AI ทำไม่ได้คือการเป็นต้นคิด และไอเดียหลัก ส่วนมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ต้องมาจากมนุษย์เท่านั้น

“เราต้องตัด AI ออกไปจากแกนกลางของการวัดผล คนที่เป็นต้นคิด หรือไอเดียหลักที่คนอื่นไม่มี ต้องมาจากตัวมนุษย์ของคนนั้น”

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา บทบาทของสาขาสร้างสรรค์จึงไม่ใช่แค่การผลิตคนที่ใช้เครื่องมือเก่งที่สุด แต่คือ การพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตั้งคำถาม ใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ และยืนหยัดในแนวทางของตนเองท่ามกลางความก้าวหน้าของโลก