Social Issue Top Stories

Homeless Couture แง้มตู้เสื้อผ้าคนไร้บ้าน : ซิลูเอตแห่งการอยู่รอด

เสื้อผ้าไม่เคยเป็นเพียงสิ่งปกปิดร่างกาย แต่เป็นตัวบทที่สะท้อนตัวตน สถานะ และการรับรู้ทางสังคมของมนุษย์ เมื่อมองคนไร้บ้าน เรามักอ่านรอยยับ ความสกปรก และความทรุดโทรมผ่านอคติ จนเสื้อผ้ากลายเป็นภาษาที่ตอกย้ำความเป็นชายขอบ บทความนี้จึงชวนตั้งคำถามว่า ปัญหาแท้อยู่ที่เสื้อผ้า สังคม หรือสายตาของเราที่เลือกตีความคุณค่าของผู้คนไม่เท่ากัน

เรื่อง : อัฟฎอล สาและ  

ภาพ : อาภัสสร ประสงค์กิจ และฟิซซา อวัน 

ในวิชาว่าด้วยแฟชั่น เสื้อผ้ามักถูกมองว่าเป็นตัวบททางสังคมที่อ่านได้ตั้งแต่ความงาม รสนิยมส่วนบุคคล ไปจนถึงเงื่อนไขชีวิตและโครงสร้างที่โอบล้อมมนุษย์แต่ละคน กรอบคิดนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทฤษฎี Enclothed Cognition ของ Hajo Adam และ Adam d.Galinsky ที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Journal of Experimental Social Psychology (2012) ที่ชี้ว่าเสื้อผ้ามีผลต่อจิตวิทยาและวิธีที่เราตีความตัวเองและผู้อื่น

ตัวอย่างพื้นฐานที่สุดคือ ชุดทำงานแพทย์มักได้รับการอนุมานว่าเป็นผู้มีเหตุผล รอบคอบ และเชี่ยวชาญ เมื่อมนุษย์คนหนึ่งสวมเสื้อกาวน์ คุณลักษณะเหล่านั้นก็ดูจะซึมผ่านเข้ามาในท่าทีและความรู้สึกของผู้สวมใส่ เช่นเดียวกับพนักงานออฟฟิศที่รู้สึกถึงอำนาจ ความน่าเชื่อถือ และความสามารถของตนเมื่ออยู่ในชุดสูทผูกไท มากกว่าการสวมเพียงชุดลำลอง เรื่องราวของเสื้อผ้า จึงไม่เคยเป็นสิ่งตื้นเขินในสมการชีวิตมนุษย์เลยแม้สักครั้งเดียว

เป็นที่น่าสนใจว่า เมื่อสายตาของเราเคลื่อนออกจากผู้คนที่สังคมนิยามว่า ‘ปกติ’ ไปสู่คนไร้บ้าน การให้ความหมายต่อเครื่องแต่งกายจะแปรเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง?

ในความเป็นจริง เราอาจไม่ได้ละเลยที่จะอ่านตัวบทบนเนื้อตัวของพวกเขาเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะเรามองเห็นความสกปรก ความไม่สวยงาม และความไม่เรียบร้อยที่ผิดไปจากมาตรฐานส่วนตัว สิ่งที่เราอ่านได้จึงกลายเป็นภาษาที่ตอกย้ำความเป็นอื่น และขับเน้นภาพลักษณ์ความเป็นชายขอบให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับว่าคุณค่าและความหมายเชิงบวกของเสื้อผ้าจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อผู้สวมใส่มีสถานะที่สังคมยอมรับเท่านั้น

หากเป็นเช่นนั้นจริง ปัญหาซ่อนตัวอยู่ที่ไหน? สังคม มายาคติ หรือสายตาของเราเองที่เลือกปฏิบัติในการตีความ นิสิตนักศึกษาจึงขอชวนผู้อ่านทุกท่านร่วมสำรวจผ่านสายตาที่เปี่ยมด้วยความใคร่รู้ เพื่อมองทะลุสุนทรียภาพแห่งการอยู่รอดที่ฉายชัดผ่านรอยยับ รอยเปื้อน และความทรุดโทรม เพื่อค้นหาว่าภายใต้ความมอมแมมที่สังคมผลักไส มีเรื่องราวและตัวตนแบบใดซ่อนอยู่กันแน่

ไร้บ้าน แล้วทำไมไม่ไร้เสื้อ?

หนึ่งคำถามสำคัญคือ…คนไร้บ้านเอาเสื้อมาจากไหน ? 

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา เล่าว่า คำอธิบายมีอยู่2 ประการ ประการเเรกคือเขาเหล่านั้นมีเสื้อติดตัวกันมาก่อนแล้ว ส่วนประการที่สองอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะคำตอบอยู่ในตู้เสื้อผ้าของเรานั่นเอง…เสื้อผ้าที่เราเริ่มไม่ต้องการ เพราะสังเกตว่ามันใส่ไม่ได้ ไม่สวย หรือเรียกว่า ‘ตกเทรนด์’ จนต้องนำไปบริจาค เสื้อผ้าเหล่านั้นก็อาจจะถูกส่งต่อให้คนไร้บ้าน โดยการส่งต่อเสื้อผ้าเพื่อช่วยเหลือคนไร้บ้านมักดำเนินการผ่านมูลนิธิ เช่น กระจกเงา มูลนิธิบ้านนกขมิ้น มูลนิธิสวนแก้ว เป็นต้น 

ด้าน ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือโลกของคนไร้บ้าน เสริมว่า ในต่างประเทศมีรูปแบบการรับบริจาคที่คล้ายคลึงกัน เช่น ในสหรัฐอเมริกา โบสถ์มักเป็นตัวกลางในการรวบรวมและส่งต่อเสื้อผ้าให้คนไร้บ้าน ขณะที่ในญี่ปุ่น มีองค์กรภาคประชาสังคมและชุมชนที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อความช่วยเหลือและกระจายเสื้อผ้าให้ถึงมือผู้ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ

“ประตูแรกของเรา คือการเปิดรับบริจาคจากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป องค์กร บริษัทต่าง ๆ เราจะคัดแยกเสื้อผ้าอย่างละเอียด ตามประเภทและกลุ่มเป้าหมาย

เพื่อให้ของเหล่านั้นถูกส่งต่ออย่างเหมาะสมที่สุด”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา

สฤษดิ์ เล่าต่อว่า การได้รับเสื้อผ้าบริจาคเป็นหนึ่งในกลไกหลักที่มูลนิธิกระจกเงาใช้ในการส่งต่อความช่วยเหลือให้กับผู้ที่ต้องการ หลังจากรับเสื้อผ้ามาแล้ว มูลนิธิจะทำการคัดแยกตามประเภทอย่างเป็นระบบ เสื้อผ้าที่เหมาะกับการส่งต่อให้ผู้ขาดแคลนจะถูกจัดแยกออก เช่น ชุดนักเรียนจะถูกแยกไปยังเด็ก ๆ ที่อยู่ในความดูแลของมูลนิธิหรือโรงเรียนที่ขาดแคลน 

ขณะที่เสื้อผ้าแฟชั่นหรือชุดทำงานบางชิ้น เช่น ชุดสายเดี่ยว หรือ กางเกงขาสั้น อาจไม่เหมาะกับการบริจาคโดยตรง เพราะเป็นเสื้อผ้าที่ไม่สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของผู้รับ แต่เพื่อให้ของเหล่านี้ยังคงมีคุณค่า มูลนิธิจึงนำเสื้อผ้าที่ไม่สามารถบริจาคได้ มาจัดการผ่านโครงการระดมทุนและสร้างอาชีพ โดยคัดแยกเสื้อผ้าแฟชั่นและจัดจำหน่ายในร้านแบ่งปัน รายได้จากการขายจะนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ ทั้งการจ้างงาน การจัดโครงการคนไร้บ้าน การดูแลผู้ป่วยข้างถนน รวมถึงโครงการอาสาเยี่ยมชุมชน การจัดการนี้ทำให้เสื้อผ้าที่อาจถูกมองว่าล้าสมัย กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์และโอกาสให้ผู้คน

สายธารแห่งความปรารถนาดี กับรอยร้าวในวัฒนธรรมการบริจาค

ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมการส่งต่อเสื้อผ้าจะเป็นดั่งสายธารแห่งความเมตตาที่หล่อเลี้ยงสังคม แต่หากเราเพ่งพิจารณาอย่างถี่ถ้วนภายใต้ความงามของมัน ก็จะพบว่ายังมี ‘ข้อบกพร่อง’ ที่ต้องการการแก้ไขอยู่ไม่น้อย

“หลายคนเวลาบริจาคเสื้อ มักจะเกี่ยวสิ่งที่เรียกว่าขยะมาด้วย เช่นจะบริจาคเสื้อหนึ่งตัว แต่พอดีมันมีกางเกงในเก่าด้วย แพ็กรวมไปเลยละกัน ซึ่งสิ่งนี้คือขยะ ที่ต้องไปจัดการให้ถูกที่ ของที่จะส่งต่อให้คนอื่นเอาไปใช้งานได้จริงๆ มันก็จะตัองเป็นอีกรูปแบบนึง การแยกมันสำคัญมากเพราะถ้าต้นทางมันพัง

มันจะทำให้ระบบการจัดการของทั้งหมดยากไปด้วย”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา

สฤษดิ์อธิบายเพิ่มเดิมว่าปัจจุบันของบริจาคที่หลั่งไหลเข้ามานั้นมีขยะปะปนอยู่มากถึงร้อยละ 50 ซึ่งเป็นสิ่งของที่ไม่อาจนำไปใช้งานต่อได้โดยตรง ตัวเลขนี้ได้กลายเป็นโจทย์ข้อใหม่ที่ทำให้มูลนิธิฯ ต้องขยายขอบเขตหน้าที่ของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภารกิจที่เพิ่มขึ้นคือ การจัดการกับ ครึ่งหนึ่งของสิ่งของทั้งหมดที่ใช้งานไม่ได้เหล่านั้น มูลนิธิฯ จึงจำเป็นต้องพุ่งเป้าไปที่ประเด็นเรื่อง การจัดการขยะ (waste management) เพิ่มเติมกับการทำงานจิตอาสา 

สฤษดิ์ชี้ให้เห็นว่า นี่คือจุดที่ความหวังดีได้เผยให้เห็นถึงด้านที่บกพร่องอย่างชัดเจน หากทุกอย่างถูกโยนมาที่มูลนิธิฯ ทั้งหมด ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าการให้ความรู้ต่อสังคมถึงวัฒนธรรมการให้และการบริจาคนั้นยังไม่ดีพอ 

จากข้อเท็จจริงนี้ จึงนำมาสู่คำถามสำคัญที่ท้าทายว่า เหตุใดสังคมจึงมีวัฒนธรรมการบริจาคที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนี้? 

สฤษดิ์ชี้ให้เห็นว่า โลกใบนี้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างยิ่งยวด และในแต่ละประเทศก็มีรากฐานความคิดเรื่องการให้ที่ไม่เหมือนกัน โดยยกตัวอย่างโลกตะวันตก เช่น ในประเทศอังกฤษ มีสิ่งที่เรียกว่า Recycle Street ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สะท้อนถึงการจัดการแบบชุมชนอย่างแท้จริง

“ต่างประเทศมักคิดเสมอว่า จริง ๆ เขาไม่ได้เอาของไปทิ้ง แต่ว่าเหมือนเอาของไปให้เพื่อนบ้านหรือใครสักคนที่ยังนำมันไปใช้ประโยชน์ได้ อันนั้นคือมันเป็นวิธีคิดแบบมีสามัญสำนึกแล้ว”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย หัวหน้าโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา

ทว่าความจริงในประเทศไทยกลับมีมิติที่ซับซ้อนกว่านั้น สฤษดิ์เล่าเสริมว่า ในสังคมไทยนั้นมีเรื่องของความคาดหวัง เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการบริจาคอย่างลึกซึ้ง นอกจากความคาดหวังว่าของบริจาคจะไปทำประโยชน์แล้ว ยังมีความคาดหวังว่าจะได้บุญจากการบริจาค

“ผมเคยได้ยินคนมักจะพูดถึงคนไร้บ้านในเชิงลบ ว่าอย่าให้เสื้อผ้าดีๆ 

เพราะให้เสื้อผ้าดี ๆ เขาก็เอาไปขาย'”

ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือโลกของคนไร้บ้าน

สำหรับบุญเลิศนี่คืออีกหนึ่งประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะการที่พวกเขาเลือกจะขายเสื้อผ้าที่ได้รับบริจาคนั้นไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่เป็นการจัดการทรัพยากรที่ฉลาดและตอบโจทย์ความอยู่รอดของตนเองอย่างถึงที่สุด

เหตุที่นิสิตนักศึกษายกสองประเด็นข้างต้นขึ้นมา ก็เพื่อชี้ให้เห็นความสอดคล้องว่าเมื่อการมอบบริจาคผูกติดอยู่กับ ‘ความคาดหวัง’ ผู้ให้จึงมักรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์ควบคุมปลายทางของสิ่งของเหล่านั้น พร้อมทั้งไม่อาจยอมรับได้หากของบริจาคถูกขาย หรือแปรสภาพเป็นสินค้า เพราะมองว่านั่นไม่ใช่จุดหมายของการบริจาคที่ถูกต้องตามคติของผู้ให้ เมื่อพิจารณาจากงานวิจัยของ ผศ.ดร.รณภูมิ สามัคคีคารมย์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง นิยาม และมายาคติกับความเป็นจริงของคนไร้บ้าน เผยว่า สังคมไทยดำรงอยู่ภายใต้ มายาคติถึง 8 ชุดความเชื่อ ที่บิดเบือนความจริงของคนไร้บ้าน อันได้แก่

  • คนไร้บ้านคือคนป่วยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
  • คนไร้บ้านเป็นคนที่ไม่มีศักยภาพ ไม่มีต้นทุนใด ๆ
  • คนไร้บ้านไม่ใช่คนไทย 
  • คนไร้บ้านเป็นคนที่ไม่มีรากเหง้า ไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว 
  • คนไร้บ้านขี้เกียจ ไม่ทำงาน 
  • ภาวะเศรษฐกิจ เป็นสาเหตุอย่างเดียวที่ทำให้เกิดภาวะไร้บ้าน
  • คนไร้บ้านเป็นคนอันตราย เสี่ยง ต่ออาชญากรรม 
  • คนไร้บ้านต้องการเพียงบ้านและอาชีพ

ความเชื่อเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อสุดท้ายที่ว่า คนไร้บ้านต้องการเพียงบ้านและอาชีพ เพราะข้อมูลจากการสำรวจพบว่า ความต้องการของคนไร้บ้านมีความหลากหลายและเร่งด่วนกว่านั้นมาก

นอกจากนี้ สิ่งที่ชวนให้สงสัยก็คือ ร้อยละ 21.7 ของคนไร้บ้าน ไม่ต้องการความช่วยเหลือใด ๆ ซึ่งตัวเลขนี้ ผศ.ดร.รณภูมิ ระบุว่าสามารถสะท้อนได้ถึงสองนัยยะ ทั้งอาจเป็นเพราะพวกเขารู้สึกพอใจกับชีวิตในปัจจุบัน หรืออาจเป็นเพราะระบบบริการและสวัสดิการของรัฐและเอกชนไม่ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา

เมื่อแนวคิดของการบริจาคที่มักมาพร้อมกับความคาดหวังได้รวมร่างกับอคติที่สังคมมองคนไร้บ้าน คิดว่าพวกเขาต้องการเพียงบ้านและอาชีพ แต่ไม่ใช่กางเกงในใหม่หรือที่อาบน้ำ ย่อมทำให้การบริจาคกลายเป็นการมอบสิ่งที่ผู้ให้คิดว่าดี แทนที่จะเป็นสิ่งที่ ผู้รับต้องการจริง ๆ นี่จึงเป็นกับดักความใจบุญ ที่ทำให้วัฒนธรรมการบริจาคของไทยยังคงมีช่องโหว่ เพราะเรากำลังทำความดีบนฐานของการมีมายาคติ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

แล้วเสื้อผ้าคนไร้บ้าน นั้นสำคัญฉไน

ตลอดเส้นทางการรวบรวมข้อมูลในหัวข้อ ‘เสื้อผ้าของคนไร้บ้าน’ ความกังวลใจได้ก่อตัวขึ้นอยู่เสมอ… ประเด็นนี้มันสำคัญจริง ๆ ใช่หรือไม่? คำถามนี้จี้ลึกเหมือนส้นรองเท้าส้นสูงคู่โปรดที่บีบจนเจ็บ เพราะในโลกของการศึกษาเรื่องภาวะไร้บ้านนั้น บทความและงานวิจัยต่าง ๆ ล้วนเทน้ำหนักไปที่ประเด็นยักษ์ใหญ่ที่ดูเร่งด่วนกว่า ไม่ว่าจะเป็น ที่พักอาศัย, อาหาร, สวัสดิการรักษาพยาบาล, หรือสิทธิพลเมืองอื่น ๆ ข้อมูลเกี่ยวกับเสื้อผ้าจึงมีน้อยนิดเสียจนทำให้ประเด็นนี้ดูราวกับจะไร้สาระ หรือเป็นเพียงสิ่งประดับที่ไม่สมควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังในหัวข้อความเดือดร้อนเร่งด่วน

นิสิตนักศึกษาจึงอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึง ‘ม่านสายตา’ ที่ตนเองกำลังสวมใส่…หรือว่าเรากำลังใช้บรรทัดฐานของคนชนชั้นกลางที่สุขสบาย ไปตัดสินความสำคัญในโลกที่ต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน? 

.

จากหนังสือโลกของคนไร้บ้าน โดยผศ.ดร.บุญเลิศวิเศษปรีชา (หน้า 122) มีส่วนที่พูดถึงช่วงชั้นในโลกของคนไร้บ้าน ซึ่งกล่าวว่า กลุ่มคนที่อยู่ชนชั้นล่างที่สุดในโลกของพวกเขา คือ ‘กลุ่มคนเดินชนตังค์’ (เป็นคำนิยามกลุ่มคนที่มักสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนคนไร้บ้าน) กลุ่มคนที่อยู่ถัดขึ้นมาคือ กลุ่มคนที่ไม่มีงานประจำ ซึ่งก็จะแตกออกมาเป็นสองชนชั้น คือกลุ่มคนที่ไม่มีงานประจำเลย กับกับกลุ่มที่มีงานเป็นครั้งคราว ส่วนกลุ่มที่อยู่ระดับกลาง คือกลุ่มคนหาของเก่าที่ไม่มีรถเข็นและกลุ่มคนขายพลาสติกที่มีทุนน้อย ซึ่งยากที่จะบอกว่าใครสูงกว่ากัน

“ในวิทยานิพนธ์ของผมมีพี่คนนึงชื่อพี่เสีย แกจะบอกเลยว่าแกเป็นคนขายกระดาษ พลาสติก แกคิดว่าถ้าแกมอมแมมไป มันไม่เหมาะที่จะเป็นคนขายของได้ มันจะไม่มีคนอยากจะซื้อกับแก เพราะฉะนั้นการทำตัวเองให้สามารถที่จะไปอยู่ในหน้าเวทีคอนเสิร์ต หน้าเวทีลิเก เพื่อขายพลาสติกรองนั่ง มันไม่ต้องทำให้ตัวเองดูใหม่เอี่ยมหรือหรูหรา แต่แค่ว่ามันต้องทำให้ไม่สกปรกก็พอ” 

“ยังนึกน้ำเสียงของแกได้ แกเป็นคนที่บอกว่าแกชอบใส่เสื้อเชิ้ตด้วยซ้ำ ยังไงเสื้อ ขอให้มีกระเป๋าไว้ก่อนจะได้ใส่ของอะไรได้บ้าง ไอ้เสื้อคอกลม ยืด ๆ คอกลมอย่างเดียวไม่เอา ไม่ค่อยอยากใส่” 

สำหรับคนไร้บ้านแล้ว เสื้อผ้าจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยในการอยู่รอดเท่านั้น หากแต่ในหลายครั้งมันคือทุน และใบเบิกทางในการประกอบอาชีพ

เสียงคนไร้บ้าน

ข้อเท็จจริงในหน้าหนังสือมักจะหนักแน่นขึ้นเสมอ เมื่อมันถูกตอกย้ำด้วยประสบการณ์จริง 

ท่ามกลางลมหนาวช่วงปลายปีที่พัดพาไอเย็นมาทักทาย นิสิตนักศึกษาได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ใต้สะพานเพื่อเปิดบทสนทนากับ พี่ชาลี ชายไร้บ้านวัย 67 ปี ผู้ใช้ผืนปูนแห่งนี้เป็นบ้านมานานกว่าทศวรรษ 

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาสวนทางกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ที่มักสบประมาทว่า ที่พักของคนไร้บ้านต้องเต็มไปด้วยความโกลาหล เพราะทีทางของพี่ชาลี และพี่เล็ก เพื่อนผู้ร่วมอาศัย ถูกจัดวางไว้อย่างประณีตและเป็นระเบียบเท่าที่ข้อจำกัดจะเอื้ออำนวย กล่องลังถูกเรียงซ้อนเก็บข้าวของอย่างมิดชิด เสื้อผ้า 5-6 ตัวถูกแขวนผึ่งไว้กับราวบันไดสะพานอย่างเป็นกิจจะลักษณะ แม้ในวันที่อากาศหนาวสะท้านผิวหนัง แต่วิถีชีวิตประจำวันของเขายังคงดำเนินต่อไป

ภาพข้าวของที่ปรากฏตรงหน้าสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้พบเห็นไม่น้อย เพราะหากอ้างอิงจากการสัมภาษณ์ อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน เธอระบุว่า ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ บีบให้คนไร้บ้านต้องใช้ชีวิตแบบสมบัติชิ้นน้อยเพื่อความอยู่รอดจากการถูกไล่ที่หรือถูกปรับ ทว่าข้าวของของพี่ชาลีกลับชี้ให้เห็นว่า ข้อจำกัดเหล่านั้นสวนทางกับความจำเป็นในชีวิตจริง เพราะสิ่งที่ถูกจัดวางอยู่มีมากกว่าแค่ปัจจัยสี่ แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างเก้าอี้พนักพิง จาน ชาม ช้อนซ้อม หรือเครื่องมือประกอบอาชีพอย่างรถเข็น

.

ในช่วงแรก พี่ชาลีมีท่าทีอึกอักและระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด จนกระทั่งทราบว่าผู้มาเยือนเป็นเพียงกลุ่มนิสิตนักศึกษาฝึกทำข่าว กำแพงในใจจึงค่อย ๆ ทลายลง โดยมีพี่เล็กคอยสอดแทรกเสียงหัวเราะและมุกตลกเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผ่อนคลายขึ้น

“บอกไปเลยว่าจะทำข่าว บอกไปเลยว่าจะดัง! เดี๋ยวมันก็ยอมให้ถ่ายเองแหละ” พี่เล็กเอ่ยปนหัวเราะ

.

ในวันนั้น พี่ชาลีอยู่ในชุดเสื้อกันหนาวสีน้ำตาลที่ดูใหม่จนเตะตา ข้อมือสวมนาฬิกาสีทอง และนิ้วประดับด้วยแหวนพญาครุฑ เขาเอนกายลงบนเก้าอี้พักผ่อนด้วยท่าทีสบาย ๆ ก่อนบทสนทนาระหว่างเราจะเริ่มขึ้น

พี่ชาลีตอบคำถามเรื่องการดูแลสุขอนามัยด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายแต่หนักแน่นว่า “ซักสองวันครั้ง พี่ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าที่หมก ๆ” พี่ชาลีมักอาศัยน้ำจากห้องน้ำสาธารณะในสวนใต้สะพานและผงซักฟอกในการซักทำความสะอาด หลังจากซักเสร็จก็จะเอามาผึ่งไว้ที่ราว โดยเสื้อผ้าตัวไหนที่ไม่ได้ใช้ ก็จะเก็บใส่กล่องกระดาษที่วางซ้อนทับกันใต้สะพาน

.

สำหรับพี่ชาลี เสื้อผ้าคือเครื่องมือในการแบ่งแยกบทบาทหน้าที่และการลดระยะห่างกับสังคม

“เวลาจะไปเก็บของ (ของเก่า) ก็ใช้ชุดนึง ใช้ชุดที่เลอะได้ แต่ถ้าไปช่วยงานคนอื่นก็ต้องใส่อีกชุดหนึ่ง ต้องใส่ให้สะอาดเข้าไว้ คนเขาจะได้ไม่รังเกียจ”

พี่ชาลี

พี่ชาลีให้คำนิยามความดูดีในแบบฉบับของตัวเองว่า ความสวยงามภายนอกนั้นเป็นเรื่องรอง แต่ความประณีตคือเรื่องหลัก “ความสวยของเสื้อผ้าไม่ได้สำคัญเท่าความเรียบร้อยและความสะอาด” นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เขายังคงได้รับการยอมรับจากผู้คนรอบข้างอยู่บ้างแม้ในวันที่ไร้บ้าน

.

เมื่อเราถามถึงแฟชั่นในดวงใจ พี่ชาลีเผยยิ้มพร้อมเล่าถึงขุมทรัพย์ที่เก็บไว้ในกล่องลังว่า เสื้อตัวโปรดของเขาคือ “เสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายแมวและลายนก” ซึ่งถูกพับเก็บไว้ รอคอยโอกาสที่จะหยิบมาสวมใส่ สะท้อนให้เห็นว่าแม้ในสภาวะที่ต้องดิ้นรน ความรื่นรมย์เล็ก ๆ และรสนิยมส่วนตัวก็ยังคงเป็นสิ่งที่ช่วยหล่อเลี้ยงตัวตนของเขา เอาไว้ไม่ให้สูญหายไปกับลมหนาวใต้สะพานปิ่นเกล้า

.

นี่คือภาพที่นิสิตนักศึกษาขอให้พี่ชาลีวาด ในทีแรกได้ขอเป็นรูปตัวเขาเอง แต่พี่ชาลีกลับตอบด้วยรอยยิ้มว่า 

“วาดตัวเองไม่ได้หรอก เพราะเรามองไม่เห็นตัวเอง 

ขอปล่อยใจวาดไปเรื่อย ๆ ตามจินตนาการแล้วกันนะ” 

พี่ชาลี

จนสุดท้ายภาพที่ออกมากลายมาเป็นภาพวาดหญิงสาวในชุดกระโปรงยาวดูอ่อนหวาน พี่ชาลีเล่าว่าเหตุที่วาดเช่นนี้ เพราะส่วนตัวชอบคนนุ่งกระโปรงยาวที่ดูเรียบร้อยสะดุดตา พร้อมกับย้อนรำลึกถึงสมัยหนุ่ม ๆ ว่าเขาก็เป็นคนหนึ่งที่พิถีพิถันกับการแต่งตัว มักสวมเสื้อเชิ้ต คาดเข็มขัด และมีสีประจำตัวคือสีชมพูตามโฉลกของคนเกิดวันอังคาร แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป สไตล์ที่เคยจัดจ้านก็เปลี่ยนเป็นเพียงกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดธรรมดาตามความสบายของวัย

“ความชอบในการแต่งตัวของเราก็เหมือนกับทุกคนนั่นแหละ เราก็เหมือนทุกคน ใครจะชอบอะไรแบบไหน มันก็แล้วแต่ใจคนชอบ” 

พี่ชาลี

และนี่คือบทสรุปสั้น ๆ จากพี่ชาลีถึงทุกคน..

นามธรรม สู่ รูปธรรม

บรรยากาศ ณ มูลนิธิกระจกเงา นั้นคล้ายกับโกดังขนาดใหญ่ มีสิ่งของหลากหลายที่รอการจัดระเบียบ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัว เครื่องใช้ ไปจนถึงกองเสื้อผ้าที่ทับถมกัน รถสิบล้อขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เป็นดั่งพาหนะที่ขนส่งเหล่าสิ่งของบริจาคมาสู่สถานที่แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย

ภายในโกดังที่อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของข้าวของเครื่องใช้ที่รอการส่งต่อ เหล่าพนักงานต่างขะมักเขม้นกับการคัดแยกสิ่งของตามหมวดหมู่ที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ ภาพความกระตือรือร้นที่เห็นเบื้องหน้ามีความหมายลึกซึ้งกว่างานคัดแยกทั่วไป เพราะพนักงานส่วนใหญ่คือสมาชิกจาก ‘โครงการจ้างวานข้า’ ซึ่งเป็นโครงการที่หยิบยื่นโอกาสในการทำงานให้แก่คนไร้บ้าน มูลนิธิกระจกเงาแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดรับบริจาค แต่ยังทำหน้าที่เป็นสถานบ่มเพาะความมั่นคงในชีวิตผ่านการมอบอาชีพอีกด้วย 

ท่ามกลางบทสนทนาถึงที่มาที่ไปของโครงการ ประโยคหนึ่งที่ฟังดูสะดุดใจคือ

 “ตอนนี้เราดูแลคนใน ‘จ้างวานข้า’ เกือบ 250 ชีวิต พวกเขาเป็นคนทำงานที่นี่ก็โชคดี เพราะอยู่ในแหล่งที่เรียกว่า ห้างสรรพสินค้ามือสอง (Department Store) อยู่กับฮับเสื้อผ้า ชอบตัวไหนก็มีโอกาส อยากได้ตัวไหน เลือกได้ แต่ต้องขออนุญาตนะ” 

คำกล่าวที่ว่าพวกเขาคือ ‘คนโชคดี’ เพราะได้ทำงานอยู่กลางห้างสรรพสินค้าของมือสอง กลายเป็นประเด็นที่นิสิตนักศึกษาต้องกลับมาขบคิดและตั้งคำถามอย่างจริงจัง

ความโชคดีที่ว่านั้นมีนิยามอย่างไร? 

ในคราแรก นิสิตนักศึกษาพุ่งเป้าไปที่ความมั่นคงทางรายได้หรือสวัสดิการพื้นฐานที่คนไร้บ้านได้รับจากการทำงาน แต่เมื่อได้พูดคุยกับสฤษดิ์ไปสักระยะ จึงได้พบทันทีว่าช่องทางการทำงานกับเสื้อผ้านี้ คือพื้นที่ที่เขาเหล่านั้นมีสิทธิในการเลือกและเข้าถึง อันนำไปสู่คุณค่าในเชิงความรู้สึก

“เคยมีคุณลุงในโครงการจ้างวานข้า เขาเคยเป็นอดีตนักวิ่ง ก่อนจะกลายมาเป็นคนไร้บ้าน ตอนนั้นเขาได้รับรองเท้าบริจาคเป็นรองเท้ากีฬา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน ไม่น่าเชื่อว่าเขากลับมาวิ่งหลังจากได้รับมัน จนตอนนี้กลายเป็นนักวิ่งอีกครั้ง เสื้อผ้ารีไซเคิล มันก็กำลังรีไซเคิลตัวตนของพวกเขาเช่นกัน”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย 
หัวหน้าโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา

สฤษดิ์กล่าวเสริมว่า ประโยชน์เชิงนามธรรมของสิ่งของเหล่านี้นั้นทรงพลังกว่าที่ตาเห็น วัตถุบางอย่างมีความทรงจำซ่อนอยู่ภายใน สำหรับคนไร้บ้านที่ถูกสังคมตัดสินไปแล้วว่าหมดสิทธิ์ที่จะฝันหรือเข้าถึงโอกาสใด ๆ ในโลกใบนี้ การได้รับวัตถุที่เชื่อมโยงกับความถนัดหรือความสุขในอดีต จึงเปรียบเสมือนการดึงเอาตัวตนที่เคยถูกฝังกลบให้กลับมามีชีวิตใหม่ 

หนึ่งในโครงการของมูลนิธิกระจกเงาที่หยิบเอาคุณค่าเชิงนามธรรม มาเขย่าให้เกิดแรงกระเพื่อมในจิตใจคือ ‘แฟชั่นสัญจร’ กิจกรรมที่จะปรากฏตัวขึ้นในช่วงปลายปีเพื่อมอบรอยยิ้มและความสุขเล็ก ๆ ให้แก่คนไร้บ้าน ตั้งแต่การจัดพื้นที่ให้อาบน้ำ สระผม ตัดผมไปจนถึงการจัดวางเสื้อผ้าบริจาคบางประเภทที่โดยปกติไม่ถูกนำไปมอบให้คนไร้บ้าน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านความเหมาะสมกับสภาพการดำรงชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นชุดเดรส กางเกงยีนส์ หรือเสื้อผ้าลูกไม้ ซึ่งของเหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่มกันหนาว แต่มันคือบัตรเชิญให้พวกเขากลับเข้าสู่โลกแห่งสุนทรียะอีกครั้ง

สฤษดิ์เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า โครงการนี้เคยทำในสถานสงเคราะห์มาก่อน ก่อนจะตัดสินใจยกขบวนความรื่นรมย์นี้ลงสู่ท้องถนนเพื่อเข้าถึงกลุ่มคนไร้บ้านอย่างแท้จริง พื้นที่จัดกิจกรรมถูกเนรมิตให้กลายเป็น ‘คอมมิวนิตี้’ ขนาดย่อม โดยหลังจากผ่านกระบวนการดูแลสุขอนามัยและตรวจสุขภาพเบื้องต้น จะมีไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมอย่าง เดินแฟชั่นโชว์ 

ท่ามกลางกองเสื้อผ้าและเสียงดนตรี มีเคสที่น่าสนใจเกิดขึ้นอยู่เสมอ อย่างเรื่องราวของอดีตนักแสดงคาบาเรต์ที่ผันตัวมาเป็นคนไร้บ้าน ทันทีที่เขาเห็นเสื้อผ้าที่ตรงกับจริตและทักษะดั้งเดิมในอดีต แววตาและท่วงท่าก็กลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง

“เขาไม่ได้ต้องการคำแนะนำว่าต้องแต่งตัวอย่างไร หรือต้องเดินท่าไหน เพียงขอแค่มีวัตถุดิบที่ใช่มาวางไว้ตรงหน้า เขาก็พร้อมจะรังสรรค์นิยามความงามในแบบของตัวเอง และปลดปล่อยตัวตนที่ถูกกักขังไว้ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ”

สฤษดิ์ ถิรชาญชัย 
หัวหน้าโครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิกระจกเงา

สำหรับสฤษดิ์เรื่องราวเหล่านี้ย้ำเตือนเสมอว่า ภายใต้ภาพลักษณ์ที่สังคมตัดสินว่า ‘ไร้บ้าน’ แท้จริงแล้วยังมีจิตวิญญาณและความสามารถที่เต็มเปี่ยมซ่อนอยู่ เพียงรอคอยแค่จังหวะเวลาและการยอมรับให้พวกเขาได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้งบน ‘รันเวย์แห่งชีวิต’ตัวเอง

การทำความเข้าใจภูมิหลังและศักยภาพของคนไร้บ้าน ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อความซาบซึ้งในเชิงนามธรรม แต่มันคือเข็มทิศสำคัญในการต่อยอดไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมอีกด้วย อัจฉราได้ให้มุมมองที่สอดคล้องว่า

“หัวใจสำคัญคือการมองว่าเราเท่ากันในฐานะมนุษย์ ในสายตาของสังคมไทยปัจจุบัน คนไร้บ้านมักถูกลดทอนคุณค่าจนกลายเป็นสิ่งของที่มองไม่เห็น บางคนเดินเหยียบพวกเขาโดยไม่รู้ตัว บางคนมองพวกเขาเป็นขยะ ทว่า มนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณในการรับรู้ความรู้สึกเหล่านั้น พวกเขาสัมผัสได้ถึงสายตาที่เหยียดหยามหรือเป็นมิตร และแรงปะทะจากสายตาเหล่านี้นี่เองที่ค่อย ๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่น จนคนไร้บ้านกลายเป็นกลุ่มคนที่ตายไปจากสังคม”

อัจฉรา สรวารี
 เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน

อัจฉราย้ำว่า หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การคิดแทน แต่คือการดึงความฝันของพวกเขาให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง การทำงานกับคนไร้บ้านจึงไม่ใช่เพียงการยื่นข้าวหรือน้ำให้แล้วจบไป เพราะนั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอ หากแต่คือการเข้าใจในเขาฐานะเพื่อน และพัฒนาผ่านการเติมเต็มความฝัน ผลักดันผ่านการหางาน ที่พวกเขาสามรรถต่อยอดสู่อาชีพได้ การทำงานกับคนไร้บ้านนั้นไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว การเข้าใจจึงเป็นหนทาง ที่อาจเปลี่ยนแปลงให้เขาลุกขึ้นสู้หรืออยากกลับมาดูแลตัวเองอีกครั้งได้

ความจริงของคนไร้บ้าน

ในฐานะนิสิตนักศึกษา ขอกล่าวด้วยความสัจจริงว่าบทความฉบับนี้คงไม่สามารถใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์ได้ หากพาผู้อ่านไปพบเพียงความจริงส่วนน้อย เพราะแท้จริงแล้วโลกของคนไร้บ้านที่ซับซ้อนไม่ต่างกับสังคมเรา ยังมีความจริงพื้นฐานที่ควรค่าแก่การรับรู้และทำความเข้าใจมากกว่าแค่ภาพลักษณ์ที่มองเห็นด้วยตา

เราอาจเผลอไผลไปกับภาพลักษณ์อันจรรโลงใจของชีวิตคนไร้บ้านบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของคนไร้บ้านที่ประสบความสำเร็จจนกลายเป็นแรงบันดาลใจ หรือภาพของสื่อที่นำเอาแฟชั่นคนไร้บ้านมาเป็นต้นเเบบในวงการเสื้อผ้า ทว่าบุญเลิศเตือนให้เรายั้งคิดว่า สิ่งเหล่านี้คือความหวือหวาที่อาจกลายเป็นกับดัก จนเราเผลอตั้งมาตรฐานการยอมรับไว้สูงลิ่ว และจำแนกแยกแยะคนไร้บ้านว่าต้องดีหรือเท่ตามนิยามของคนชั้นกลาง ทั้งที่ในความเป็นจริง เรื่องราวที่น่าประทับใจเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นเพียงหนึ่งในพัน และมันกำลังบดบังความทุกข์ยากของคนไร้บ้านส่วนใหญ่ที่ดูไม่น่าสนใจและไม่หวือหวาเท่า

“เสื้อผ้าที่ผมคิดว่าเก่าแล้ว มันยังเก่าไม่พอที่จะกลมกลืนกับคนไร้บ้าน”

ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และผู้เขียนหนังสือโลกของคนไร้บ้าน

ความจริงที่เจ็บปวดซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่เล็กที่สุด บุญเลิศสะท้อนว่าต่อให้เราจงใจเลือกเสื้อที่โทรมที่สุดมาใส่ เราก็ยังไม่อาจเหมือนคนไร้บ้านได้จริง เพราะเสื้อผ้าของเราถูกซักด้วยน้ำประปาและผงซักฟอก ต่างจากคนไร้บ้านหลายคนที่ต้องซักผ้าในแม่น้ำตามจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง ความหมองหม่นบนเนื้อผ้าเหล่านั้นจึงไม่ใช่เพียงความสกปรก แต่คือหลักฐานของเงื่อนไขชีวิตที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรพื้นฐาน

.

ความขมขื่นของชีวิตบนท้องถนนไม่ได้มีแค่นั้น อัจฉรายังได้เสริมอีกว่า

“ประเทศไทยมันมีทั้งเชื้อโรค ฝุ่นละออง อยู่ตามถนน ในแม่น้ำไม่ต้องพูดถึง ทำให้คนไร้บ้านเป็นโรคผิวหนังเยอะมาก เพราะบางทีผ้าที่เขาตากมันไม่แห้ง โดยเฉพาะคนไร้บ้านที่มีภาวะป่วยทางจิต บางทีเขาอาบทั้งชุดแบบนั้น หรือไปทำห้องน้ำสาธารณะเลอะเทอะ คนทำความสะอาดก็โวยวาย ไม่ให้คนไร้บ้านเข้าอีก กลายเป็นอีกหนึ่งปัญหางอกออกมา”

อัจฉรา สรวารี
 เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน

เมื่อน้ำสะอาดกลายเป็นสินค้าราคาแพง และพื้นที่สาธารณะเต็มไปด้วยปราการกั้น สิทธิขั้นพื้นฐานอย่างสุขอนามัยจึงกลายเป็นเรื่องหรูหราที่เอื้อมไม่ถึง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยทางจิตที่ไม่สามารถดูแลตนเองตามบรรทัดฐานสังคม ซ้ำร้าย ห้องน้ำสาธารณะหลายแห่งยังตั้งเกณฑ์เก็บค่าบริการเพื่อกีดกันคนไร้บ้านโดยเฉพาะ บีบให้หลายชีวิตต้องจำยอมพึ่งพาน้ำจากลำคลองที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูล หรือปล่อยให้ร่างกายหมักหมมอยู่นับสิบวัน สภาวะที่ไร้ทางเลือกเช่นนี้คือวิกฤตสุขภาวะที่ค่อย ๆ กัดกินความเป็นมนุษย์ไปอย่างเงียบเชียบ

.

อัจฉราเน้นย้ำว่า แม้รัฐบาลจะเป็นส่วนสำคัญที่นิ่งเฉยต่อการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่ความนิ่งเฉยนั้นส่วนหนึ่งก็ถูกหล่อเลี้ยงด้วยทัศนคติของสังคม ที่มองว่ามูลนิธิคือองค์กรที่ต้อง ‘รับจบ’ ทุกปัญหา ภาพจำที่ว่ามูลนิธิจัดการทุกอย่างได้เองได้กลายเป็นยาชาที่ทำให้รัฐละเลยหน้าที่ของตนเพราะมองว่ามีคนทำแทนอยู่แล้ว ภาระหนักอึ้งจึงตกอยู่ที่องค์กรภาคประชาสังคมเพียงลำพัง ดังนั้น ไม่เพียงแต่รัฐบาลที่ต้องยอมรับความผิดพลาดและลุกขึ้นมาปฏิรูประบบ แต่ภาคประชาชนเองก็จำเป็นต้องตื่นรู้ และเลิกมองว่าการสงเคราะห์คือทางออกเดียว เพราะตราบใดที่เรายังไม่ช่วยกันกดดันให้รัฐจัดสวัสดิการที่ยั่งยืน ความเหลื่อมล้ำที่กัดกินลมหายใจคนข้างถนนนี้ก็คงไม่มีวันจางหายไป

.

การทำความเข้าใจคนไร้บ้านที่แท้จริง จึงคือการตระหนักถึงข้อจำกัดในชีวิตของพวกเขา โดยรับรู้ว่าการไม่อาบน้ำหรือเสื้อผ้าที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์นั้น คือร่องรอยสะท้อนถึงการขาดแคลนสิทธิขั้นพื้นฐาน ทั้งที่อยู่อาศัย น้ำสะอาด และสุขอนามัยที่เหมาะสม

บทความฉบับนี้ปรารถนาให้ผู้อ่านประจักษ์ว่า ในทุกเส้นใยของเสื้อผ้าที่เลอะเทอะนั้น มีแก่นของชีวิตซ่อนอยู่ อาภรณ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปกปิด แต่มันคือเครื่องมือที่ดึงตัวตนและหยาดเหงื่อแห่งการดิ้นรนออกมาให้เราเห็น เราอาจซาบซึ้งจนน้ำตาเอ่อคลอได้ แต่อย่าปล่อยให้น้ำตานั้นมาบดบังทัศนียภาพแห่งความจริง จนมองไม่เห็นโครงสร้างการช่วยเหลือที่บิดเบี้ยวของรัฐสวัสดิการไทย

นิสิตนักศึกษาจึงขอเชิญชวนให้ท่านผู้อ่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าใจประเด็นนี้ ผ่านการยอมรับว่าพวกเขาคือมนุษย์ที่มีความซับซ้อน ลึกซึ้ง และมีความต้องการพื้นฐานไม่ต่างจากเรา