Social Issue Top Stories

ทริปยามดึก … เที่ยวชมประติมากรรมน้ำมือมนุษย์

เรื่อง : กาญจนาภรณ์ มีขำ, ชินภัทร จันทร์หล้าฟ้า ภาพ : กาญจนาภรณ์ มีขำ

DSC_1385 copy
รถขยะนับสิบ จอดรอออกปฏิบัติหน้าที่เก็บขยะ

21:30 น. คือเวลาที่พวกเราเดินทางมาถึงลานจอดรถขยะเขตบางรัก ซึ่งอยู่บริเวณใต้ทางด่วน ในซอยเจริญกรุง 39 ความมืดมิดปกคลุมทั่วพื้นที่ มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากโคมไฟของพี่ๆ พนักงานขับรถขยะเท่านั้นที่ทำให้มองเห็นรถเก็บขยะสีเขียวหลายขนาดนับสิบคันจอดเรียงรายรอเวลาออกปฏิบัติหน้าที่ซึ่งมีไม่รู้จบ

“สุรศักดิ์ ศักดิ์ทีปกร” หรือ “พี่ไข่” พนักงานขับรถเก็บขยะวัย 35 ปียืนโบกมือรอต้อนรับพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมประโยคเด็ดว่า “คืนนี้พี่จะพาน้องไปดูเส้นทางของขยะตั้งแต่ต้นจนจบเลย”

พวกเราสงสัยว่าทำไมเขาถึงเลือกทำอาชีพนี้ พี่ไข่ยิ้มแล้วเล่าว่า เขาไม่ได้มีฐานะทางบ้านเพียบพร้อม หลังเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ต้องเลิกเรียนมาทำอาชีพเมสเซนเจอร์ จนเมื่อ 3 ปีก่อน พ่อของพี่ไข่ป่วยเป็นโรคเบาหวานและไม่มีใครดูแล พี่ไข่จึงออกจากงานเดิมแล้วมาเริ่มต้นอาชีพพนักงานขับรถขยะแทน เพราะมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวที่สามารถเบิกจ่ายได้ และมีเวลาให้พี่ไข่กลับไปดูแลพ่อของเขาได้

พี่ไข่ภูมิใจอย่างยิ่งกับอาชีพของเขา แม้เพื่อนและคนรอบข้างต่างเหยียดหยามอาชีพนี้ “บางคนก็ถามพี่ไข่ว่า ‘ไม่มีงานอื่นทำแล้วหรือ จึงมาเก็บขยะกิน’ แต่พี่ไม่เคยคิดว่าอาชีพพนักงานขับรถขยะผิด หรือไม่ดี มันเป็นงานสุจริตที่ช่วยให้พี่มีชีวิตที่ดี ดูแลพ่อพี่ได้” พี่ไข่บอก

เวลาเริ่มงานของพี่ไข่คือ 22.00 น. และสิ้นสุดราว 01.00 น. ของอีกวัน หลังจากนั้นพี่ไข่จะขับรถกลับบ้านเพื่อดูแลพ่อ บางครั้งก็ไปช่วยครอบครัวขายของในตอนเช้า เขาพูดด้วยความภูมิใจว่าเขาไม่คิดจะเปลี่ยนอาชีพ เพราะนี่คืองานอาชีพที่ลงตัวที่สุดสำหรับเขาแล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้พี่ไข่ไม่พอใจคือปริมาณขยะที่มากเกินกว่าที่ควรจะเป็นในแต่ละวัน

ขณะรอเวลาเริ่มงาน พวกเราอาศัยจังหวะนี้ถามพี่ไข่ว่าพนักงานเก็บขยะต้องทำอะไรบ้างก่อนจะไปเห็นของจริง

พี่ไข่อธิบายว่ารถเก็บขยะของกทม. มีหลายรูปแบบหลายขนาด แต่ที่เขตบางรักใช้อยู่ 2 ขนาด คือ รถเก็บขยะขนาดบรรจุ 2 ตัน จำนวน 7 คัน และขนาดบรรจุ 5 ตัน จำนวน 25 คัน โดยขนาดของรถหมายถึงปริมาณขยะที่รถสามารถเก็บได้ รถคันเล็กจะเข้าไปเก็บขยะตามตรอกซอกซอยต่างๆ ที่มีขยะไม่กี่ประเภท ส่วนมากเป็นขยะสด ขณะที่รถคันใหญ่มักไปตามสถานที่ที่มีผู้อยู่อาศัยและสัญจรจำนวนมาก อาทิ โรงแรม โรงพยาบาล เส้นทางริมถนนใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยขยะหลายประเภท ทั้งขยะสด ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย

รถประจำตำแหน่งที่พี่ไข่ใช้ออกปฏิบัติหน้าที่เก็บขยะทุกวันต่อเนื่องมา 3 ปีเต็มนั้นเป็นรถเก็บขยะขนาด 2 ตัน เส้นทางวิ่งเก็บขยะประจำคือบริเวณซอยสีลม 22 ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งค้าขายอย่างสีลมวิลเลจและตลาดประชุม และย่านที่พักอาศัย เช่น ซอยประชุม

ก่อนการเดินทาง เราตั้งคำถามว่า “ต้องใช้รถขยะขนาดสองตันเลยหรือสำหรับการเก็บขยะเพียงแค่สามซอย” พนักงานขับรถอารมณ์ดีบอกเพียงว่า “วันนี้พี่จะพาน้องไปพิสูจน์ปริมาณขยะกับตาตัวเอง”

ตั้งแต่ย่างเท้าเข้าสู่ลานจอดรถ พวกเราไม่รู้สึกถึงกลิ่นเหม็นของขยะเลยแม้แต่น้อย และเมื่อนาฬิกาบอกเวลา 22:00 น. ที่เราต้องกระโดดขึ้นรถขยะเพื่อออกปฏิบัติการ เราพบว่าตัวรถสะอาดสะอ้าน ซ้ำยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้จากพวงมาลัยหน้ารถ ผิดไปจากภาพจำเดิมๆ ยามเราเจอรถขยะขับผ่านที่ต้องกลั้นหายใจทุกครั้ง

พี่ไข่สตาร์ทรถเพื่อไปพบพนักงานเก็บขยะ 2 คนที่นัดหมายกันไว้ที่หน้างาน โดยคนขับและคนเก็บต่างรู้กันดีว่าจะไปเจอที่ไหนเวลาใด จุดหมายแรกคือ ศูนย์การค้าสีลมวิลเลจ เมื่อเรามาถึงซอยสีลม 22/1 ก็มีถุงดำจำนวนมากกว่าสิบถุงที่พนักงานเก็บขยะขนมากองรอไว้อยู่แล้ว

DSC_1516 copy
รถเก็บขยะและพนักงานเก็บขยะขณะปฏิบัติหน้าที่

หลังจากพนักงานเก็บขยะ ลูกทีมของพี่ไข่สองคน ได้แก่ พี่สมบัติ บังศรี และ พี่ชัยวัฒน์ คงปลอด โยนบรรดาถุงดำใส่พื้นที่เก็บขยะท้ายรถ สิ่งที่ตามมาคือเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดจากเครื่องบีบอัดที่ต้องบีบขยะให้เป็นชิ้นเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้

พี่ไข่เล่าว่า ในพื้นที่รับผิดชอบของเขา ส่วนมากจะพบขยะย่อยสลายได้ ทั้งเศษผักเศษอาหารจากตลาดและร้านอาหาร ทำให้ไม่จำเป็นต้องแยกขยะ ต่างจากบางเส้นทางซึ่งจำเป็นต้องแยกขยะ เพราะมีวัสดุต่างๆ ปะปน ไม่ว่าจะเป็นพลาสติก แก้ว ไม้ ซึ่งไม่สามารถบีบอัดได้เท่าที่ควรและอาจเป็นอันตรายต่อพนักงานเก็บขยะด้วย

หนึ่งชั่วโมงให้หลัง ภารกิจเก็บขยะทั้งสามซอยก็เสร็จสิ้น พนักงานเก็บขยะพากันแยกย้ายกลับบ้าน แต่หน้าที่ของพี่ไข่ยังไม่จบ เพราะต้องพารถเก็บขยะขนาดบรรจุ 2 ตันที่เก็บขยะมาจนเต็มคันนี้ไปยังสถานีขนถ่ายมูลฝอยหนองแขม ที่อยู่ย่านพุทธมณฑลสาย 3

เมื่อมาถึงสถานีฯ ราวเที่ยงคืน สิ่งแรกที่ต้องทำคือนำรถขยะไปถ่ายน้ำเสียที่เกิดจากการบีบอัดขยะ ก่อนนำรถไปชั่งน้ำหนักเพื่อเทียบว่าขาเข้าและขาออกน้ำหนักรถต่างกันเท่าไหร่ น้ำหนักที่ชั่งได้ในขาเข้าคือ 8.08 ตัน

เมื่อพ้นด่านชั่ง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเราไม่ใช่กองขยะ แต่เป็น “ภูเขาขยะ” 4-5 ลูกที่ทับถมไปมาจนสูงราวกับตึกสามชั้น…นี่คือประติมากรรมที่ทุกคนร่วมกันสร้าง

“น้องดูสิ แล้วแบบนี้เมื่อไหร่ขยะจะหมดไป” พี่ไข่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เมื่อรถขยะอีกคันกำลังเทขยะทิ้ง

“มันไม่มีทางหมดได้ง่ายๆ แน่” คือความคิดแรกของพวกเรา จะหมดได้อย่างไรในเมื่อขยะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการบริโภคของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ข้อมูลจากสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. ระบุว่า ช่วงปี 2549-2559 ปริมาณขยะเฉลี่ยต่อวันเพิ่มจาก 8,402.75 ตัน เป็น 10,130.24 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 20.56 ในช่วง 10 ปี

พี่ไข่ขับรถขึ้นไปเทขยะที่ชั้นบนของลานขยะ พวกเราจึงพบว่าภายในตัวอาคารมีน้ำเสียจากขยะเจิ่งนอง พี่ไข่บอกว่าหากแต่งตัวไม่รัดกุม เช่น ใส่รองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น หรือไม่ใส่ผ้าปิดปาก แล้วลงจากรถ เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนัง ซอกเล็บเท้า และการหายใจได้ เมื่อเปิดกระจกรถ กลิ่นเหม็นเน่าจากเศษอาหาร กลิ่นอับจากตัวอาคารที่ไม่มีที่ระบายอากาศ และกลิ่นเหม็นเปรี้ยวจากน้ำขยะที่ชัดที่สุด พากันรุมเตะจมูกชนิดที่ว่ากลั้นหายใจอย่างไรก็ยังสกัดกั้นกลิ่นแรง ๆ เหล่านี้ไม่ได้

DSC_1803 copy
บรรยากาศการแยกขยะ ณ สถานีขนถ่ายมูลฝอยหนองแขม

เราเห็นพนักงานแยกขยะราว 40 คน กำลังแยกขยะเพื่อนำไปขายต่อ ส่วนมากไร้ซึ่งหน้ากากป้องกันเชื้อโรค หรือเสื้อผ้าขาแขนยาวที่ดูรัดกุม มีเพียงรองเท้าบู๊ตที่กันน้ำเสียจากขยะเท่านั้น พี่ไข่อธิบายว่าคนงานเหล่านี้ เป็นเหมือนปราการสุดท้ายของการคัดแยกขยะ ก่อนที่ขยะจะถูกส่งไปผังกลบที่ อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

หลังเสร็จสิ้นภารกิจถ่ายขยะ ก็มาถึงช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์น้ำหนักขยะจากสามซอยที่เราได้ไปเก็บในคืนนี้ พี่ไข่นำรถขยะไปยังด่านชั่งน้ำหนักเพื่อดูว่าปริมาณขยะที่หายไปนั้นมีน้ำหนักเท่าใด

…2.3 ตัน…

นั่นคือน้ำหนักของขยะในค่ำคืนนี้ เป็นตัวเลขที่น่าตกใจเมื่อเทียบกับเส้นทางเก็บขยะเพียง 400 เมตรของพี่ไข่ แม้รถคันหนึ่งจะขนขยะได้ 2 ตัน แต่ควรแล้วหรือที่มันจะต้องบรรทุกขยะที่น้ำหนักพอๆ กับช้าง 1 เชือกจนเต็มหรือล้นทุกครั้ง

กรุงเทพฯ มี 50 เขต แต่ละเขตมีรถเก็บขยะราว 30 คัน หากแต่ละคันมีปริมาณขยะที่เกินตัว … ภาพที่ปรากฏในหัวพวกเราก็มีแต่ภูเขาขยะอันไร้ที่สิ้นสุดเท่านั้น

        พี่ไข่พูดว่า “ขยะก็เหมือนงานประติมากรรมที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง ไม่ใช่สิ่งที่เยอะอย่างไม่มีที่มาที่ไป ไม่ใช่สิ่งที่เหม็นอย่างไม่มีสาเหตุ”

… เพราะมันมาจากน้ำมือของเราเอง

%d bloggers like this: