Art & Culture

เติบใหญ่ด้วยโครงคำ วรรณกรรมธำรงหวัง

ถึงเวลาที่เจ้าตัวน้อยวัยสองขวบต้องเข้านอนแล้ว ในโลกใบเล็กนี้ มีคุณพ่อ คุณแม่ กับนิทานนับร้อยเล่มอยู่ด้วย เรื่องราวและรูปภาพแห่งจินตนาการคือสิ่งที่เขาโปรดปรานก่อนหลับใหล

เรื่องและภาพ : พสิษฐ์ มนัสเพียรเลิศ

ถึงเวลาที่เจ้าตัวน้อยวัยสองขวบต้องเข้านอนแล้ว ในโลกใบเล็กนี้ มีคุณพ่อ คุณแม่ กับนิทานนับร้อยเล่มอยู่ด้วย เรื่องราวและรูปภาพแห่งจินตนาการคือสิ่งที่เขาโปรดปรานก่อนหลับใหล

“ตอนเล็กๆ โนอาห์จะนอนยาก ต้องอ่านนิทานก่อนนอนทุกคืน” ศรีสุรางค์ บุญฤทธิ์ แม่ของน้องโนอาห์เล่าเรื่องราวเจ็ดปีก่อนด้วยรอยยิ้ม

มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ตอบสนองความจำเป็นทางปัญญาของลูกด้วยวรรณกรรมสำหรับเด็กเช่นนี้ ทว่าหนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อเด็กอาจดูไม่สลักสำคัญอะไรนักสำหรับคนส่วนใหญ่ รวมทั้งจากมุมมองของพ่อแม่คนอื่นๆ และบรรดาเด็กๆ เองก็ตาม อย่างที่ ดร.ธันยา พิทธยาพิทักษ์ อาจารย์สาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แสดงทัศนะไว้

“ส่วนใหญ่ครอบครัวที่เด็กเรียกร้องอยากจะซื้อหนังสือ หรือสนุกกับหนังสือ จะเป็นครอบครัวที่พ่อแม่รักการอ่านอยู่แล้ว”

อาจารย์ธันยากล่าวถึงสภาพน่าเป็นห่วงของประชากรรุ่นใหม่ในสังคมไทยว่า โดยภาพรวม “น้อยมากที่จะเจอเด็กเรียกร้องที่จะซื้อหนังสือ”

ดร.ธันยา พิทธยาพิทักษ์ กับหนังสือนิทานที่เล่าเรื่องราวหลากหลาย ในห้องมาเรีย สำนักหอสมุดกลาง มศว.

สอดคล้องกับความเห็นของ รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักเขียนวรรณกรรมสำหรับเด็ก ผู้ชี้ว่า ปัจจุบันยิ่งเป็นยุคที่การอ่านอยู่ห่างไกลจากการเป็นที่นิยมของเด็กๆ

“สมัยนี้มันมีกิจกรรมมากที่มันจะเบียดบังเวลาจากเด็ก” ผู้เป็นพ่อของลูกสาวสองคนกล่าว

ข้อท้าทายอีกประการของยุคนี้คือ มีสื่อรูปแบบใหม่ที่ดึงดูดใจเด็กรุ่นดิจิทัลตั้งแต่เกิด แม้กระทั่งหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มากระทบให้วงการหนังสือเล่มทั้งหมดซบเซาไปพอสมควร หนังสือสำหรับเด็กที่เป็นหนึ่งส่วนเล็กๆ ก็ต้องพลอยตกที่นั่งลำบากไปด้วย ซึ่งการปรับตัวของธุรกิจนับเป็นการบำบัดรักษา ณ ปลายน้ำเท่านั้น

“สิ่งที่วงการหนังสือจะต้องปรับตัวยังไม่สำคัญเท่า ‘ทำอย่างไรให้คนอ่านหนังสือ’” รศ.ดร.ปรีดากล่าว พร้อมแสดงทัศนะว่า “การสร้างสภาพแวดล้อม” โดยผู้ใหญ่นับว่าจำเป็นจริงๆ

รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ กับผลงานวรรณกรรมที่เขียนขึ้นสำหรับเด็กนักอ่านทั้งหลาย

แม้วรรณกรรมเด็กจะเจอข้อท้าทายในสังคม แต่ผู้คนก็มักทราบดีว่า หนังสือมีคุณค่าต่อผู้อ่านวัยเยาว์ เช่น ‘ทำให้สมาธิดี’ หรือ ‘ช่วยฝึกจินตนาการ’ ซึ่งหากมองลึกลงไป นั่นเป็นเพียงประโยชน์ส่วนหนึ่งที่วรรณกรรมจะมอบให้แก่เด็กได้

ผศ.รพินทร (ณ ถลาง) คงสมบูรณ์ อาจารย์สาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า เด็กเล็กๆ จะได้ประโยชน์ระยะยาวด้านพัฒนาการ ถ้าเขาเรียนรู้ถ้อยคำต่างๆ ที่ผู้ใหญ่เปล่งจากปากยามอ่านนิทานและหนังสืออื่นที่เหมาะกับวัยด้วยกัน

“เด็กที่มีผู้ใหญ่เล่านิทานให้ฟังจะเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางภาษาที่เร็วมาก และเขาจะอ่านหนังสือได้เร็ว” ผศ.รพินทรอธิบาย

ผศ.รพินทร (ณ ถลาง) คงสมบูรณ์ กับตัวอย่างหนังสือสำหรับเด็กที่มีวิธีการเล่าเรื่องแบบต่างๆ

ผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมสำหรับเด็กยังกล่าวว่า “เด็กต้องเตรียมพร้อมที่จะรับรู้ความจริงในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจริงที่เขาหลีกเลี่ยงไม่ได้” วรรณกรรมจึงสามารถช่วยเด็กให้รับมือกับสภาพเป็นจริงอย่างเรื่องการสูญเสีย ผ่านเนื้อหาที่นำเสนอ ซึ่งอาจเรียกว่าการ “สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ”

ผศ.รพินทรให้ความเห็นว่า ความเศร้าในวรรณกรรมจะอยู่กับเด็ก โดยที่ให้บทเรียนกับเด็กได้อย่างลึกซึ้งและแนบเนียน ทำให้เขาค่อยๆ เรียนรู้ประเด็นที่ผู้ใหญ่อาจไม่แน่ใจว่าควรสอนอย่างไรดี

ด้าน รศ.ดร.ปรีดาผู้คลุกคลีกับการอ่านมาตั้งแต่เยาว์วัย เสริมว่าหนังสือช่วยฝึกเด็กให้รู้จักการรอคอย ต่างจากสื่อยุคใหม่ที่หล่อหลอมให้เด็ก ‘ต้องการเดี๋ยวนี้’

เขายังกล่าวด้วยว่า การอ่านฝึกคนเราให้ ‘ได้อยู่กับตัวเอง ได้ทบทวน ได้คุยกับตัวเอง’ หรือที่เรียกว่า ‘self-talk’ (การพูดกับตนเอง)

“พอเราได้อ่านเรื่องราวของตัวละคร สมมุติว่ามันไปพ้องกับเรา เราได้เก็บมาคิด” อาจารย์นิเทศศาสตร์ยกตัวอย่างว่า การสื่อสารภายในบุคคล (intrapersonal communication) ที่สามารถเกิดขึ้นขณะอ่านหนังสือ “เราได้ใคร่ครวญว่า เออ ทำไมตัวละครเขาถึงเป็นแบบนี้ เฮ้ย มันเหมือนกับเราเลย”

“เราต้องรู้เท่าทันเด็ก แล้วก็สร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์กับสังคมที่เด็กต้องเจอมากขึ้น”

ผศ.รพินทร (ณ ถลาง) คงสมบูรณ์

มนุษย์แต่ละคนสมควรได้รับประโยชน์เหล่านี้จากหนังสือตั้งแต่วัยเยาว์ แล้วเช่นนั้น วงการวรรณกรรมเด็กยังคงมีความหวังหรือไม่ในภาวะปัญหาที่ประสบนี้?

“การพัฒนาเด็กด้วยหนังสือ คือพื้นฐานของการพัฒนาสังคม” ผศ.รพินทรกล่าวถึง ‘คำขวัญ’ ของสาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็กที่ตนประจำอยู่ อันเป็นหลักสูตรเดียวในประเทศที่เน้นความสำคัญของการมีหนังสือซึ่งทำขึ้นเพื่อเด็กโดยเฉพาะ

ด้วยอุดมการณ์เช่นนี้ ผศ.รพินทรเอ่ยว่า ถ้าผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการเลี้ยงเด็กด้วยหนังสือจริงๆ อย่างที่มีหลายคนทุ่มเทส่งเสริม “วรรณกรรมเด็กจะมีที่ยืนในสังคมได้อย่างสบาย”

เป้าหมายของผู้สอนจึงได้แก่การสร้างสรรค์เนื้อหาสื่อด้วยความเข้าใจเด็ก ซึ่ง ‘ครู’ นักเล่านิทานอธิบายเพิ่มว่า ถึงธรรมชาติของความเป็นเด็กไม่เปลี่ยนไป แต่สังคมมีข้อท้าทายใหม่ๆ ทำให้เด็กต้องเจอโจทย์ที่ยากกว่าเก่า

“เราต้องรู้เท่าทันเด็ก แล้วก็สร้างเนื้อหาที่ตอบโจทย์กับสังคมที่เด็กต้องเจอมากขึ้น” ผศ.รพินทรเอ่ยอย่างมุ่งมั่น “ครูเชื่อว่า เราต้องพยายามอยู่ให้ได้ เราต้องต่อสู้ให้ได้”

ไม่ว่าอนาคตของวรรณกรรมสำหรับเด็ก ที่เราอาจพบได้ตามร้านหนังสือหรือห้องสมุด จะเป็นเช่นไร บรรดาพ่อแม่ ตลอดจนผู้ใหญ่ที่ห่วงใย ต่างก็คงอยากให้ผู้ผลิตสื่อกลุ่มนี้ยังมีความหวังต่อไป

เพื่อเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่ยังรอลืมตาขึ้นมา จะได้รับประโยชน์นานาจากเนื้อหาบนหน้าหนังสือ จะอมยิ้มก่อนดำดิ่งสู่ความเงียบสงบ เป็นตอนท้ายของวันที่จบลงอย่างมีความสุข ‘ชั่วนิรันดร์’