Social Issue

“เวิร์คแอนด์ทราเวล” ความเสี่ยงบนเส้นทางเผชิญโชค

“เราทนทำไปอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วก็มานั่งคิดว่า เราเสียเงินไปแสนหนึ่งเพื่อประสบการณ์แบบนี้หรือ นี่คือสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ หรือเปล่า สรุปว่าได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไหม อยู่ในห้องน้ำคนเดียวแล้วได้คุยกับใคร”

“เราทนทำไปอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วก็มานั่งคิดว่า เราเสียเงินไปแสนหนึ่งเพื่อประสบการณ์แบบนี้หรือ นี่คือสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ หรือเปล่า สรุปว่าได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไหม อยู่ในห้องน้ำคนเดียวแล้วได้คุยกับใคร”

นี่คือสิ่งที่ ไปรยา เทพประสิทธิ์ นิสิตชั้นปีที่สาม คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถามกับตัวเองขณะที่เธอต้องเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝันระหว่างเข้าร่วมโครงการเวิร์คแอนด์ทราเวล (Work and Travel) ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของผู้คนและวัฒนธรรม

เวิร์คแอนด์ทราเวลเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาจากทั่วโลกเดินทางมายังสหรัฐฯ อเมริกาเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงาน ท่องเที่ยว และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชาวต่างชาติ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักศึกษาไทยอยู่เรื่อยมา ข้อมูลจากบริษัทตัวแทนแห่งหนึ่งพบว่านักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในไทยสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวมากถึง 5,000 คน ในแต่ละปี

ไปรยาคือหนึ่งในผู้ที่ตัดสินใจออกไปเผชิญโชคในต่างแดน เธอสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านบริษัทตัวแทนแห่งหนึ่งในปี พ.ศ.2557 โดยเลือกทำงานผู้ช่วยเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารของโรงแรมในรัฐนิวเจอร์ซีย์ แต่เมื่อเดินทางไปถึงสหรัฐฯ เธอพบว่าบ้านพักที่นายจ้างจัดเตรียมให้ค่อนข้างเก่า และต้องอยู่รวมกันถึง 14 คนในหลังเดียว ทั้งยังต้องใช้เวลานั่งรถเมล์กว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงที่ทำงาน บางคราวก็ต้องเช่าจักรยาน เนื่องจากถูกจัดให้ทำงานกะดึก และเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง เธอกลับถูกลดชั่วโมงการทำงานลงถึงครึ่งหนึ่งจากที่นายจ้างเคยรับประกันไว้ ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และต้องยอมไปทำความสะอาดห้องน้ำเป็นงานเสริม ซึ่งเป็นทางเลือกเดียวที่เธอมีในขณะนั้น

เมื่อไปรยาขอความช่วยเหลือมายังบริษัทตัวแทนในไทย กลับถูกปัดความรับผิดชอบด้วยการบอกให้ไปติดต่อกับทางนายจ้างด้วยตัวเอง เธอจึงมองว่าบริษัทฯ มีบทบาทเป็นเพียงนายหน้าจัดหางานเท่านั้น เมื่อผู้เข้าร่วมโครงการประสบปัญหาจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้

นักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการเวิร์คแอนด์ทราเวลหลายต่อหลายรายประสบปัญหาหนักเบาแตกต่างกันไป เมื่อพิจารณาถึงผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบโดยตรงต่อโครงการดังกล่าว พบว่ามีทั้งหมดสามฝ่ายด้วยกัน ฝ่ายแรก คือกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ออกระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่ใช้กำกับดูแลโครงการ และมอบอำนาจให้ฝ่ายที่สอง คือองค์กรแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนในสหรัฐฯ ทําหน้าที่คัดกรองนายจ้างและประสานงานกับฝ่ายที่สาม คือบริษัทตัวแทนนอกสหรัฐฯ

วาสนา เหลืองนภากุล ผู้ดําเนินการจากบริษัทตัวแทนแห่งหนึ่งในประเทศไทย อธิบายว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะบริษัทฯ บางแห่งไม่ได้ร่วมมือกับองค์กรแลกเปลี่ยนในสหรัฐฯ แต่จะใช้วิธีไปติดต่อหางานมาเองแล้วนําไปตรวจสอบกับองค์กรแลกเปลี่ยนอีกทอดหนึ่ง กรณีนี้จึงค่อนข้างมีความเสี่ยง เนื่องจากขาดการดูแลอย่างครอบคลุมมาตั้งแต่ต้น หากเกิดปัญหาขึ้นทางองค์กรแลกเปลี่ยนก็อาจจะรับผิดชอบเพียงครึ่งเดียว

ส่วนปัญหาที่บริษัทฯ ของวาสนาได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้เข้าร่วมโครงการนั้น  เธอมองว่าส่วนมากเกิดจากการไม่สามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและการทํางานได้ เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการค่อนข้างมีฐานะดี จึงอาจไม่เคยทํางานหนักมาก่อน อีกทั้งบางส่วนยังไม่ได้เตรียมตัวเพื่อไปทํางานอย่างจริงจัง เนื่องจากไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะไปเป็นแรงงาน ซึ่งผิดจากสิ่งที่พวกเขาต้องประสบตามความเป็นจริง

ด้านหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ธาตรี เชาวชตา ผู้อํานวยการกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่ากรมการกงสุลได้รับแจ้งถึงปัญหาทั้งที่เกิดขึ้นก่อนผู้เข้าร่วมโครงการเดินทางไปสหรัฐฯ เช่น ไม่ได้ศึกษาสัญญาจ้างงานอย่างละเอียด ไม่ได้รับการทดสอบความสามารถทางภาษา อีกทั้งบริษัทตัวแทนยังโฆษณาเกินจริง และปัญหาเมื่อเดินทางถึงสหรัฐฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีลักษณะงานไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้กับบริษัทตัวแทนในไทย ถูกโกงค่าแรง ที่พักอาศัยแออัดและอยู่ไกลจากที่ทํางาน รวมถึงถูกนายจ้างข่มขู่ว่าจะแจ้งระงับวีซ่าและส่งตัวกลับประเทศ  

ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหา ธาตรีเห็นว่าต้องควบคุมบริษัทตัวแทนในไทยอย่างจริงจัง และควรให้ผู้เข้าร่วมโครงการมาลงทะเบียนที่กองคุ้มครองฯ ก่อนเดินทาง และที่สถานกงสุลใหญ่ในสหรัฐฯ หลังเดินทางไปถึง นอกจากนี้หน่วยงานรัฐอาจติดต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยตรง เพื่อทําหน้าที่รับสมัครและจัดส่งนักศึกษาโดยไม่ต้องผ่านนายหน้า คล้ายกับโครงการเวิร์คแอนด์ฮอลิเดย์ (Work and Holiday) ที่ดําเนินการผ่านตัวแทนของรัฐบาลไทยและออสเตรเลีย

ความคลุมเครือของขอบเขตโครงการทําให้ไม่มีหน่วยงานรัฐฝ่ายใดเข้ามาดูแลรับผิดชอบโดยตรง บริษัทตัวแทนในไทยจึงไม่ได้ผ่านการจดทะเบียนขึ้นตรงต่อกระทรวงใด — ปรีชา อินทรชาธร ผู้เชี่ยวชาญสำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน อธิบายว่าโครงการนี้ไม่อยู่ในความดูแลของทางกรมฯ เนื่องจากวัตถุประสงค์โครงการและประเภทวีซ่าเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและการศึกษา แต่เมื่อพิจารณาตามสภาพความเป็นจริงแล้วพบว่าเน้นหนักไปที่การทํางานมากกว่า จึงเห็นว่ากรมการจัดหางานควรเป็นฝ่ายเข้ามากํากับดูแล และได้ทําหนังสือถึงกองนิติการให้ดําเนินการวินิจฉัยแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร

ประสบการณ์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับมีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป บางส่วนได้เจอนายจ้างที่ดี สภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ และเพื่อนร่วมงานเป็นมิตร แต่บางส่วนก็ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง — อ.ธัญญาภรณ์ จันทรเวช จากคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ Work & Travel เสี่ยงบริสุทธิ์ ขุดคุ้ยเส้นทางท่องเที่ยวเชิงกรรมกร กล่าวว่าโครงการนี้มีช่องโหว่เนื่องจากถูกควบคุมอยู่ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งยังขาดเรื่องการจัดการความปลอดภัยและสวัสดิการให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการอย่างจริงจัง จึงไม่ควรปล่อยให้บริษัทตัวแทนเอกชนจัดการโดยลําพัง แต่หน่วยงานรัฐของไทยควรเข้าไปดําเนินการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เพื่อให้มีอํานาจในการต่อรองและรักษาผลประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกันทั้งสองฝ่าย ทั้งยังต้องสร้างมาตรฐานการทํางานแก่บริษัทตัวแทน หากบริษัทใดไม่ได้มาตรฐานก็ต้องยุติการดําเนินงานไป

ในช่วงระยะเวลาเกือบสิบปีที่โครงการเวิร์คแอนด์ทราเวลก่อตั้งขึ้น เหล่าเยาวชนนักเดินทางที่มุ่งหวังจะออกไปแสวงหาประสบการณ์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในเรื่องที่ไม่คาดฝันอยู่เรื่อยมา หากเพียงทุกฝ่ายในสังคมให้ความสำคัญ และไม่มองว่าเป็นปัญหาของคนกลุ่มเดียว โครงการเวิร์คแอนด์ทราเวลก็จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้เยาวชนออกไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตในต่างแดนได้ โดยที่ไม่มีใครต้องกลายเป็นผู้โชคร้ายอีก ดังที่ อ.ธัญญาภรณ์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า

“ความเสี่ยงมันเป็นไปได้ถึงชีวิต ตัวเด็กเองมักมองว่าเป็นเรื่องดวง แต่จริงๆ แล้วมันสามารถป้องกันจัดการได้ ภาครัฐต้องเข้ามากำกับในเชิงนโยบาย เอเจนซีเอกชน  (บริษัทตัวแทน) ก็ต้องตื่นตัวในการคุ้มครองผู้เข้าร่วมโครงการ เยาวชนเองก็ต้องมีภูมิคุ้มกันตัวเอง และสื่อก็ต้องช่วยเป็นหูเป็นตาด้วย”

หนังสือพิมพ์ฝึกปฏิบัติ ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

%d bloggers like this: