Travel

Dragon’s Back ภูเขาหลังมังกร เดินป่าธรรมชาติในเมืองแห่งป่าคอนกรีต

เมื่อพูดถึงฮ่องกงในความทรงจำของฉัน ภาพที่นึกขึ้นมาในหัวภาพแรกคือภาพของป่าคอนกรีตที่มีตึกสูงระฟ้า เป็นเมืองแออัดติดอันดับโลก มีค่าครองชีพสูงลิ่ว รถและคนเนืองแน่นเต็มท้องถนนไปหมด ไม่เคยมีฮ่องกงที่เงียบสงบในความทรงจำ

เรื่องและภาพ : เมธาวจี สาระคุณ, วริศรา ชัยศุจยากร

 

เมื่อพูดถึงฮ่องกงในความทรงจำของฉัน ภาพที่นึกขึ้นมาในหัวภาพแรกคือภาพของป่าคอนกรีตที่มีตึกสูงระฟ้า เป็นเมืองแออัดติดอันดับโลก มีค่าครองชีพสูงลิ่ว รถและคนเนืองแน่นเต็มท้องถนนไปหมด

ไม่เคยมีฮ่องกงที่เงียบสงบในความทรงจำ

จนกระทั่งการได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่หนึ่งที่ทำให้ภาพจำของฮ่องกงนั้นเปลี่ยนไป จากตึกสูงเสียดฟ้าและเสียงแตรรถยนต์ เป็นเทือกเขาสูงที่โอบล้อมด้วยผืนน้ำทะเล

1
Dragon’s Back ภูเขาหลังมังกร เดินป่าธรรมชาติในเมืองแห่งป่าคอนกรีต

เขาหลังมังกรแห่งนี้ จะเรียกว่าสงบก็คงเรียกได้ไม่เต็มปากนัก แต่อย่างน้อย ก็สูดอากาศหายใจได้เต็มปอด

สำหรับคนกรุงเทพฯ แท้ๆ อย่างฉันแล้ว หากบอกให้นึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่เดินทางสะดวก ไม่ไกลจากใจกลางเมือง ก็คงนึกอะไรไม่ออก นอกจากสวนลุมฯ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เป็นเพียง ‘สวนสาธารณะ’ เท่านั้น)

แต่สำหรับคนฮ่องกง เมืองแออัดติดอันดับโลก พวกเขามีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ให้ไปสูดอากาศเอาความสดชื่นที่สามารถเข้าถึงได้ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินและรถบัสประจำทาง เขาหลังมังกร Dragon’s Back แห่งนี้ ได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Time Asia ในปี 2004 ให้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินป่าที่ดีที่สุดในเอเชีย โด่งดังและเป็นที่นิยมมากในหมู่คนฮ่องกงและนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่กับคนไทยอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร่นัก

หลังจากเช็คสภาพอากาศแล้วว่าวันนี้ไม่มีซึ่งเมฆฝนมากวนใจ เราจึงเริ่มต้นการเดินทางออกจากสถานีจอร์แดน บฝั่งเกาลูน พร้อมกับกาแฟในมือคนละหนึ่งแก้วเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า มุ่งหน้าไปยังเขาหลังมังกรที่ตั้งอยู่บนเกาะฮ่องกงด้วยรถไฟฟ้า MTR สายสีฟ้ามุ่งตรงสู่สถานี Shau Kei Wan ฮ่องกงในวันนี้ดูคึกคักกว่าปกติ รถไฟใต้ดินก็ด้วย ทั้งๆ ที่เป็นวันพฤหัส ความคิดนี้ผ่านเข้ามาในหัวแต่ฉันก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร

ใช้เวลาประมาณสามสิบนาที รถไฟฟ้า MTR ก็พาเรามาสู่สถานี Shau Kei Wan ในที่สุด จากที่หาข้อมูลมา การเดินทางต่อไปยังเขาหลังมังกรเราต้องตรงไปยังทางออก A เพื่อไปรอรถบัสสาย 9 ที่จะนำพาเราเดินทางต่อไปสู่เขาหลังมังกร

 

เมื่อขึ้นมาจากชั้นใต้ดิน ฉันก็ตระหนักได้ว่าความ ‘คึกคัก’ เป็นพิเศษของเกาะฮ่องกงในวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองแต่อย่างใด ภาพที่เห็นจากการหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตกับภาพที่เห็นจริงต่างกันลิบลับ เมื่อจุดรถประจำทางหน้าสถานีรถไฟที่ควรจะเงียบสงบกว่าในเมือง บัดนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนทั้งคนฮ่องกงและชาวต่างชาติ กะเอาคร่าวๆ จากสายตา มีคนกว่าห้าร้อยคนที่กำลังต่อแถวขดเลี้ยววนไปมา

‘ขอโทษนะคะ แถวรถบัสสาย 9 อยู่ตรงไหน’ ฉันเอ่ยปากถามตำรวจจราจรที่คอยมาอำนวยความสะดวกให้ เขาไม่ตอบ แต่ยกมือขึ้นชี้ไปข้างหลัง และเมื่อมองตามไปสุดปลายนิ้ว เราก็เห็นหางแถวไกลลิบอยู่ปลายสายตา

‘ฮ่องกงนี่มันอะไรกัน ขนาดว่าจะหนีความวุ่นวายในเมืองมาพักพิงธรรมชาติ ก็ยังหนีไม่พ้นเลยหรือ’ ฉันคิด

พวกเราได้แต่จำใจเดินไปต่อท้ายแถวอย่างสิ้นหวัง จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อมาถึงที่นี้แล้ว ถ้าหากตัดสินใจหันหลังกลับก็คงแพ้ไม่เบา

ระหว่างที่ยืนต่อแถวไปเรื่อยๆ ฉันสังเกตเห็นคนฮ่องกงส่วนมากในมือจะถือดอกไม้ช่อเล็กๆ สีขาวและสีเหลือง และถุงพลาสติกที่มีอะไรสักอย่างดูคุ้นตาอยู่ข้างใน

ถ้ามองไม่ผิด มันน่าจะเป็นกระดาษกงเต้ก

ทางเราจึงสรุปความได้ว่า ประชาชนพลเมืองฮ่องกงจำนวนล้นหลามในวันนี้นั้น กำลังมุ่งหน้าไปกราบไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลเชงเม้ง และพอเปิดหาข้อมูลในโลกอินเทอร์เน็ต จึงย้ำความคิดของเราได้ว่า วันนี้เป็นวันเชงเม้งของคนฮ่องกงจริงๆ

5 เมษา ของปีนี้ เป็นวันหยุดเทศกาล Ching Ming หรือที่คนไทยเรียกกันว่าเทศกาล ‘เชงเม้ง’ ที่ลูกหลานจะเดินทางไปกราบไหว้บรรพบุรุษที่หลุมศพเพื่อระลึกถึงบุคคลในครอบครัวที่จากไปแล้ว โดยรัฐประกาศให้วันเชงเม้งเป็นวันหยุดเทศกาลประจำปี นับว่าเป็นภาพวัฒนธรรมที่แปลกตาอยู่ไม่ใช่น้อยกับการเห็นคนฮ่องกงเดินทางไปเชงเม้งด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เพราะถ้าให้คนไทยเดินทางไปไหว้เชงเม้งด้วยระบบขนส่งสาธารณะบ้าง คงนึกภาพไม่ออกว่าจะไปกันอย่างไร

ถึงแม้ว่าจะโล่งใจไปได้เปราะหนึ่งว่าผู้คนจำนวนล้นหลามนี้ไม่ได้กำลังเดินทางไปจุดหมายเดียวกับเรา เพียงแค่ทางเดียวกันเท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวที่แต่งตัวพร้อมสำหรับการเดินเขาในครั้งนี้ก็มีจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นฝรั่งตาน้ำข้าว คนฮ่องกง จีน เกาหลี หรือแม้แต่ฟิลิปปินส์ที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่ การเข้าหาธรรมชาติเพื่อหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองครั้งนี้ คงไม่ได้สงบสุขอย่างที่คิดเป็นแน่

เราใช้เวลาต่อแถวรอรถประมาณหนึ่งชั่วโมงเศษ ก็ได้ออกเดินทางจากสถานีสักที รถบัสค่อยๆ พาเราขึ้นสู่เขา ทางเล็กแคบ แต่สองข้างทางเขียวชะอุ่มเต็มไปด้วยต้นไม้ ถ้าให้เปรียบเทียบ ความรู้สึกคงเหมือนตอนขึ้นดอยอินทนนท์ที่เชียงใหม่อย่างไรอย่างนั้น บนเขารถค่อนข้างติด จึงใช้เวลาสักพักกว่ารถบัสจะพาเรามาถึงป้ายหมายเลข 12 ที่ชื่อว่า To Tei Wan

2
เขาหลังมังกรตั้งอยู่บริเวณฝั่งเกาะฮ่องกงตะวันออก เข้าถึงได้ด้วยรถโดยสารสาธารณะโดยใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงในการเดินทาง เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่ดีที่สุดในเอเชียของนิตยสาร TIME ปี 2004 มีระยะทาง5 กม. ใช้เวลาเดินประมาณ 3-4 ชม.

จากจุดเริ่มต้นที่ To Tei Wan ระยะทางการเดินเขาในวันนี้อยู่ที่ 8.5 กม. ใช้เวลาประมาณสามถึงสี่ชั่วโมง นักเดินเขามือสมัครเล่นอย่างพวกเราสองคน ที่คนหนึ่งหิ้วกระเป๋าปราด้า อีกคนสวมรองเท้าแตะ กำลังมองทางขึ้นด้วยใจชื้นๆ เพราะกะเอาแล้วด้วยสายตา ทางขึ้นเขาดูไม่ยากเท่าไหร่นักถ้าเทียบกับเส้นทางอื่นที่เคยมีประสบการณ์มา

ก้าวแรกของการเดินครั้งนี้เริ่มต้นการเดินด้วยทางบันไดคอนกรีตที่ไม่ชันมาก หลังจากนั้นทางเดินจะเริ่มเปลี่ยน บันไดเริ่มหายไป เป็นก้อนหินที่เริ่มจะต้องก้าวขายาวๆ และออกแรงมากขึ้น แต่ยังไม่ทันเหนื่อยดีนัก จากป่าสองข้างทางก็เริ่มเห็นทะเล และทางก็จะพาเรามาสู่จุดเริ่มต้นของ ‘สันหลังมังกร’ ในระยะเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

จากตรงนี้เราจะเห็นสองทะเลโอบล้อมเทือกเขาเอาไว้ ทางฝั่งซ้ายคืออ่าว Tai Tam และอีกด้านคืออ่าว Stanley สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังและที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติและผู้มีอันจะกินในฮ่องกง และหมู่บ้านข้างล่างที่ติดชายหาดก็คือหมู่บ้าน Shek O อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนชื่อดังของคนท้องถิ่น

3
จากจุดชมวิว จะเห็นผืนน้ำมหาสมุทรแปซิฟิกโอบล้อมภูเขาไว้ ฝั่งซ้ายคืออ่าว Tai Tam และอ่าว Stanley จากข้างบนเขาสามารถมองลงไปเห็นชายหาด Shek O ได้อีกด้วย

เสียงพูดคุยจอแจของเหล่านักเดินเขาทั้งหลายดังอยู่ในโสตประสาท เพราะตรงบริเวณนี้เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเส้นทางเขาหลังมังกรแห่งนี้ เหล่าผู้พิชิตทั้งหลายจะรวมตัวกันอยู่ตรงนี้ ชมความงดงามของภูเขาที่โอบล้อมไปด้วยทะเล ยืนให้ลมเย็นๆ และแดดจ้าสัมผัสผิวไปพร้อมกัน ท้องฟ้าวันนี้ปลอดโปร่ง แดดแรง อากาศเรียกได้ว่าร้อนแต่ยังพอมีลมให้พัดอยู่บ้าง

เมื่อบันทึกความงามของธรรมชาติด้วยตาและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จนพอใจกันนั้น เหล่าผู้พิชิตทั้งหลายก็จะออกเดินทางต่อไปยัง ‘สันหลังมังกร’ จริงๆ ถึงแม้ว่าเส้นทางจะยาว แต่บนสันหลังมังกรนี้เดินง่ายกว่าที่คิดเอาไว้นัก ง่ายกว่าจุดเริ่มต้นเสียด้วยซ้ำเพราะส่วนใหญ่เป็นทางเรียบและลาด ไม่มีหินให้กวนใจและไม่ชันให้ต้องออกแรงเยอะ

ตลอดการเดินประมาณหนึ่งกิโลเมตร เรามีเพื่อนร่วมทางมากมายหลายวัย สัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นสาวฮ่องกงฟิตปั๋งในชุดกีฬาพากันวิ่งนำขึ้นไปก่อนหน้า แก๊งอเมริกันที่ยิ้มให้ตอนเดินสวนกัน เด็กน้อยสองคนในชุดสีแดงเหลืองที่หยุดยืนถ่ายรูปอยู่ข้างๆ กัน หรือจะเป็นเพื่อน ‘สี่ขา’ ที่มีตั้งแต่ขนาดตัวเล็กเท่าแข้ง ไปจนถึงสูงเท่าเอว แต่น่าแปลกใจที่เราไม่เจอเพื่อนร่วมชาติเราเลย

4
นักเดินเขาทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นต่างสัญจรกันมาที่นี่ เพื่อนนักเดินทางของเรามีทั้งสาวฮ่องกงฟิตปั๋ง แก๊งอเมริกันผู้ร่าเริง เด็กน้อยสองคนในชุดคู่ และเพื่อนสี่ขาขนาดตั้งแต่ข้อเท้าจนถึงข้อเอว

ในที่สุดเราก็เดินตามทางมาถึงจุดสูงสุดของสันหลังมังกรที่ชื่อว่า Shek O Peak ตรงจุดนี้เราจะอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 284 เมตร Shek O Peak คราคร่ำไปด้วยผู้คน เพราะเป็นทั้งจุดพีคของเส้นทางนี้ จุดชมวิวที่มองเห็นทะเลทั้งสองฝั่ง เห็นชายหาด Shek O และ Big Wave Bay ที่เป็นส่วนหนึ่งของผืนน้ำมหาสมุทรแปซิฟิก ในขณะเดียวกันมองลงไปก็ยังเห็นหมู่บ้านชาวประมง สนามกอล์ฟและบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ที่น่าจะต้องรวยติดอันดับโลก ถึงมีบ้านริมทะเลที่พื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ได้

และที่จุด Shek O Peak นี่เองที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเรานั้นอยู่ตรงกลางระหว่างผืนน้ำ ผืนฟ้าและผืนดิน ทั้งสามอย่างอยู่ใกล้กันนิดเดียว

ตัวเราก็เล็กนิดเดียว

5
บริเวณสันหลังมังกรอันเป็นไฮไลท์ของเส้นทางเขาหลังมังกร บริเวณนี้เดินง่ายเพราะส่วนใหญ่เป็นทางเรียบ ไม่มีหินให้กวนใจและไม่มีทางชันให้ต้องออกแรงเยอะ

Shek O Peak ยังเป็นจุดนั่งพักเล็กๆ ที่จะเห็นนักเดินเขาทั้งหลายนั่งพักเหนื่อย และหยิบขนมปังหรือของว่างเล็กๆ มาเติมพลัง เนื่องจากเส้นทางการเดินนี้เป็นการอยู่กับธรรมชาติแบบจริงๆ จึงไม่มีร้านขายอาหารหรือขายน้ำขายขนมข้างบนเลย สิ่งที่แนะนำสำหรับนักเดินเขามือใหม่ ก็ควรจะพวกพวกขนมปังชิ้นเล็กๆ และน้ำดื่มติดกระเป๋ามาด้วย (รวมถึงเครื่องมือป้องกันแดด ไม่ว่าจะเป็นหมวก แว่นกันแดด ปลอกแขนต่างๆ เพราะข้างบนแดดแรงจริงๆ ถึงจะเป็นคนไทยที่คุ้นชินกับแดดก็ควรจะป้องกันไว้ไม่ให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง)

ที่น่าสังเกตคือถึงแม้ว่าต่างคนจะนำอาหาร ขนมมาทานกัน แต่ไม่มีขยะสักชิ้นร่วงหล่นบนพื้นให้ขัดกับทัศนียภาพ นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่มีจิตสำนึกกันมากพอที่จะเก็บขยะที่ตัวเองสร้างใส่กระเป๋า และ ‘Leave nothing but footprints’

6
จุด Shek O Peak เป็นจุดสูงสุดของสันหลังมังกร อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 284 เมตร ตรงนี้มองเห็น ชายหาด Shek O และ อ่าว Big Wave และสามารถมองลงไปเห็นหมู่บ้านชาวประมงและสนามกอล์ฟได้ เหล่าผู้พิชิตทั้งหลายจะพักเหนื่อยเอาแรงกันที่จุดนี้ ก่อนจะเริ่มเดินลงจากสันหลังมังกร

เมื่อนั่งพักจนหายเหนื่อยและเก็บบรรยากาศจนเต็มอิ่ม เราก็ออกเดินทางกันต่อ จาก Shek O Peak นักท่องเที่ยวหลายคนเลือกเดินย้อนกลับเส้นทางเดิมเพื่อลัดไปยังจุดจอดรถบัสเลย แต่เราเลือกที่จะเดินกันต่อด้วยความคิดว่า มาถึงที่แล้วก็ต้องเดินให้ครบ

เส้นทางการเดินต่อจาก Shek O Peak นั้นคนจะเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ และจากทางเดินเรียบ ก็เริ่มจะมีบันไดให้ขึ้นลงมากขึ้น มีหินให้ปีนป่ายเหมือนระยะแรก ถือเป็นสีสันเล็กๆ น้อยๆ สำหรับการเดินเขาครั้งนี้

ตลอดระยะทางการเดินจากจุดนี้ สองข้างทางเป็นป่าเขียวชะอุ่ม บางระยะที่ภาพสองข้างทางเปลี่ยนจากต้นไม้รก เป็นวิวทะเลและท้องฟ้าปลอดโปร่ง

7
หลังจาก Shek O Peak สามารถเดินลัดโดยย้อนกลับไปทางเดิมหรือจะเดินต่อเพื่อชมธรรมชาติต่อได้ ถ้าหากเลือกเดินต่อก็จะได้รับชมธรรมชาติจนเต็มอิ่มเพราะสองข้างทางเป็นป่าเขียวชะอุ่ม มีโขดหินมาให้ปีนป่ายข้ามไปให้สนุกสนานบ้างเป็นระยะ

ถ้าการเดินขึ้นสันหลังมังกรและ Shek O Peak เป็นการขึ้นไปดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์ การเดินลงก็คงเป็นการดื่มด่ำกับธรรมชาติอย่างเต็มที่ มีเพียงผีเสื้อที่คอยเป็นเพื่อนร่วมทางตลอดการเดิน นานๆ ทีถึงจะมีเพื่อนมนุษย์โผล่มาให้เห็นบ้างให้รู้ว่าเราเดินมาถูกทาง ไม่ได้หลงทางเข้าป่าไปไหน

เราใช้เวลาเดินลงจากเขาประมาณชั่วโมงกว่าก็ลงมาถึงทางออก ถ้าหากนักเดินทางคนไหนที่มีแรงเหลือสามารถเดินต่อไปยังชายหาด Shek O ได้ หรือถ้าคนไหนขี้คร้านจะเดินแล้ว ก็ขึ้นรถบัสสายเดิม เพื่อนั่งต่อไปยังชายหาดได้เหมือนกัน

8
เส้นทางสันหลังมังกรแห่งนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดี ถ้าหากรู้สึกอยากหลีกหนีออกจากเมืองบ้าง ระยะทางไม่ยาว ใช้เวลาไม่นาน เดินได้ไม่ยาก เหมาะสำหรับทุกเพศและทุกวัย เตรียมน้ำดื่ม ใส่หมวก ทาครีมกันแดดมาให้เรียบแล้ว แล้วพกแรงกายและแรงใจมาให้เต็มที่ มาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และให้ผืนน้ำ ผืนฟ้าและผืนดินโอบกอดเรา

เราเดินลงมาจากเขาแล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถบัสกลับสู่ตัวเมืองที่วุ่นวายอีกครั้ง วิวสองข้างทางคล้ายๆกันกับบนเขาหลังมังกร ต่างกันที่ว่าตอนนี้เรานั่ง ตอนนั้นเราเดิน

ตอนนี้ได้ยินเสียงคนคุยจอแจเต็มไปหมด แต่ตอนนั้นได้ยินแต่เสียงธรรมชาติและเสียงของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ ฮ่องกงในความทรงจำคือภาพของความวุ่นวายท่ามกลางป่าคอนกรีตสูงระฟ้า

แต่ภาพแรกของฮ่องกงที่จะนึกถึง นับจากวันนี้ก็คงเปลี่ยนไปตลอดกาล

จากป่าคอนกรีตสูงระฟ้า สู่ป่าธรรมชาติที่ไม่เคยเงียบเหงา

สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิม คือไม่เคยมีฮ่องกงที่เงียบสงบในความทรงจำของฉัน

<span>%d</span> bloggers like this: