Lifestyle Top Stories

สีประจำวันกับการแต่งกาย สร้างความมั่นใจในวันที่ไม่มีอะไรแน่นอน

นิสิตนักศึกษาคุยกับนักวิชาการเพื่อค้นหาที่มาของสีมงคลประจำวันและสาเหตุที่หลายคนเลือกแต่งกายตามสีมงคล

เรื่อง/ภาพ: วรัญชนา สงค์ประชา

ในโลกที่เราไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ ชีวิตประจำวันของใครหลายคนจึงเกิดเรื่องที่คาดเดาไม่ได้อยู่เสมอ  สำหรับบางคน การแต่งกายตามสีมงคลประจำวันจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้มีความมั่นใจในการใช้ชีวิตและเชื่อมั่นว่าจะเกิดสิ่งดีๆ ขึ้นในแต่ละวัน แทนที่จะคอยกังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี

“ทุกวันนี้เปิดร้านก็พยายามเลือกสีที่นำโชค เราสังเกตมาหลายทีแล้วว่าถ้าวันไหนใส่สีนำโชคลูกค้าก็จะเยอะ” รุจิยาทร โชคสิริวรรณ นักเขียนและเจ้าของร้านอาหาร อายุ 27 ปี ผู้แต่งกายตามสีมงคลประจำวันกล่าว

รุจิยาทรเริ่มแต่งกายตามสีมงคลประจำวันเนื่องจากเพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่แนะนำ เมื่อรู้สึกว่าแต่งแล้วเกิดเรื่องดีๆ ตามที่ต้องการจริง เธอจึงแต่งตัวเช่นนั้นทุกวัน นอกจากนี้ยังหลีกเลี่ยงการแต่งกายตามสีกาลกิณีในแต่ละวัน เนื่องจากพบว่าเกิดเหตุการณ์ไม่ดีในวันที่ใส่สีกาลกิณี

รุจิยาทรยังบอกว่าเธอได้ข้อมูลสีมงคลประจำวันมาจากแอปพลิเคชัน LINE ดูดวง ผู้ใช้สามารถดูสีมงคลประจำวันได้โดยกดที่ตัวเลือก “สีนำโชควันนี้” ซึ่งจะแสดงสีมงคลและสีกาลกิณีในวันนั้นๆ ตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงเสาร์ และแบ่งมงคลออกเป็นสามด้านคือ เสริมอำนาจ เสริมโชคลาภเงินทอง คนอุปถัมภ์ช่วยเหลือ นอกจากนี้เธอยังค้นหาตารางสีมงคลประจำวันจากแหล่งอื่นๆ ทางอินเทอร์เน็ต แล้วเลือกแต่งกายด้วยสีมงคลตามด้านที่ตนต้องการ

ส่วน ธนิตา ชลพิทักษ์พงษ์ อายุ 21 ปี นักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าถึงจุดเริ่มต้นการแต่งกายตามสีมงคลประจำวันว่า มีวันหนึ่งที่ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ดี ทั้งนำเสนองานและเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตนจึงลองแต่งกายตามสีมงคลในวันที่ต้องไปนำเสนองาน โดยอ้างอิงตารางสีประจำวันจากแหล่งออนไลน์ต่างๆ เช่น LINE ดูดวง และเว็บไซต์ a ดวงเป็นต้น

“คราวนี้ไปพรีเซนต์งานก็เลยดูว่าวันนี้ควรใส่สีอะไร แล้วพอใส่สีนั้นก็รู้สึกว่ามันเพิ่มความมั่นใจของเรา”

ธนิตากล่าว และยังเสริมว่าแม้วันใดแต่งกายสีมงคลแล้วไม่เกิดเรื่องดีๆ อย่างน้อยก็สบายใจ ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี

nisitjournal_color_psy.jpg
ผู้คนกำลังเลือกซื้อเสื้อผ้าหลากหลายสีสัน บริเวณสยามสแควร์ ซอย 5

ก่อนจะมาเป็นตารางสีประจำวันที่ค้นหาได้ง่ายแค่ปลายนิ้วคลิก นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่าความเชื่อเรื่องการแต่งกายตามสีประจำวันอยู่ในสังคมไทยมากว่าสองร้อยปีแล้ว

ผศ.ดร.ดินาร์ บุญธรรม อาจารย์ประจำหน่วยบริหารวิชาอารยธรรม คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าความเชื่อเรื่องการแต่งกายตามสีประจำวันปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ดังในสวัสดิรักษาคำกลอนที่คาดว่าสุนทรภู่แต่งขึ้นในช่วงปี 2364 – 2367 เพื่อถวายพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าอาภรณ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย บทกวีกล่าวถึงสีเครื่องแต่งกายที่เป็นมงคลสำหรับการออกรบตั้งแต่วันอาทิตย์ถึงวันเสาร์

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ยังระบุว่าความเชื่อเรื่องสีประจำวันในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมีที่มาจากความเชื่อเรื่องเทวดานพเคราะห์เก้าองค์ โดยเจ็ดองค์มีสีประจำกาย ได้แก่ พระอาทิตย์กายสีแดง พระจันทร์กายสีขาวนวล พระอังคารกายสีทองแดง พระพุธกายสีเขียว พระพฤหัสกายสีส้ม พระศุกร์กายสีฟ้า และพระเสาร์กายสีดำคล้ำ จึงเชื่อกันว่าเทวดาสัปตเคราะห์ทั้งเจ็ดองค์นี้เป็นเทวดาประจำแต่ละวันในสัปดาห์

ผ่านมากว่า 200  ปี แม้ปัจจุบันความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด ความเชื่อเรื่องการแต่งกายตามสีมงคลประจำวันก็ยังคงอยู่ในสังคมไทย ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ถึงสาเหตุที่ความเชื่อดังกล่าวยังคงอยู่ว่า คนมักจะมองหาหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อของตนตามทฤษฎี “อคติยืนยันความเชื่อ (Confirmation Bias)” เมื่อเชื่อเรื่องการแต่งกายตามสีประจำวันแล้ว จึงมองหาหลักฐานที่สนับสนุนว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นจริง

“มันมีอีกตั้งหลายวัน เป็นร้อยวันที่เราแต่งตัวตามสีมงคล แต่ว่าเราไม่ได้โชคดี เราก็ลืมมันไป หรือมีอีกหลายวันที่เราไม่ได้แต่งตัวตามสีมงคล แต่เราก็โชคดี มันไม่ได้เป็นไปตามความคาดหวังของเรา เรามักจะจำไม่ค่อยได้”

ดร.ทิพย์นภาอธิบาย

ด้าน ดร.หยกฟ้า อิศรานนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยาสังคม คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสริมว่าการที่ความเชื่อเรื่องการแต่งกายตามสีประจำวันยังคงอยู่ในสังคมไทย สามารถอธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ “ความคาดหวังสร้างความจริง (Self Fulfilling Prophecy)” กล่าวคือ เมื่อเราคาดหวังว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้น เรามักจะมีพฤติกรรมที่สนับสนุนให้เกิดเหตุการณ์นั้นโดยไม่รู้ตัว และเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตามความคาดหวังมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น เช่นเดียวกับการแต่งกายตามสีมงคลแล้วเชื่อว่าจะเกิดเรื่องที่ดี ผู้สวมใส่จึงมีความมั่นใจในการใช้ชีวิต ส่งผลให้ทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้เชื่อว่าแต่งกายตามสีมงคลแล้วเกิดเรื่องมงคลจริง เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำความเชื่อของผู้สวมใส่

นอกจากนี้ ดร.หยกฟ้ายังชี้ว่า สื่อและคนรอบข้างก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้คนมีความเชื่อเรื่องการแต่งกายตามสีประจำวัน เนื่องจากมีอิทธิพลต่อการรับรู้ของคน

“ถ้ามีการนำเสนอเรื่องสีมงคลเยอะๆ เป็นไปได้ว่ามันจะมีอิทธิพล หรือทำให้เราคิดว่าเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าไม่จริง เขาคงเลิกพูดถึงเรื่องพวกนี้ไปนานแล้ว” ดร.หยกฟ้าอธิบาย

ความเชื่อที่ไม่สอดคล้องกับสังคมในแต่ละยุคสมัยย่อมหายไปตามกาลเวลา ตราบใดที่การแต่งกายตามสีมงคลประจำวันยังทำให้ผู้สวมใส่เกิดความมั่นใจและสบายใจในการใช้ชีวิต ความเชื่อนี้ก็มีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไป เพราะในโลกที่ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเราจะใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจไร้กังวล อะไรก็ตามที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิริมงคล ไม่ว่าใครก็คงไม่ปฏิเสธ

%d bloggers like this: