Interview

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข : ทุ่นระเบิดคือโจทย์เรื้อรังที่ผู้คนหลงลืม

ร่วมพูดคุยกับ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับปัญหาสนามทุ่นระเบิดตามแนวระนาบชายแดนไทย-กัมพูชา

เรื่อง: พชรกฤษณ์ โตอิ้ม
ภาพ: เมธาวจี สาระคุณ

เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทาง ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.ศบท.) ระบุว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในวงรอบปีงบประมาณพ.ศ.2560-2561 ได้เก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดจำนวนทั้งสิ้น 12,829 ทุ่น และเหลือพื้นที่ที่ปนเปื้อนด้วยทุ่นระเบิดในประเทศไทย 10 จังหวัดจากเดิม 13 จังหวัด (จังหวัดที่ประกาศว่าปลอดภัยเพิ่มคือ จังหวัดตาก ยะลา และอุตรดิตถ์)

ทุ่นระเบิดเหล่านั้นถูกฝังไว้ตั้งแต่ช่วง สงครามอินโดจีน เมื่อปี 2518-2532 จนถึงปัจุบัน จำนวนทุ่นระเบิดทั้งหมดที่รอเก็บกู้ในประเทศไทยนั้นไม่สามารถระบุจำนวนได้แน่ชัด เพราะทุ่นระเบิดนับหมื่นลูกยังคงกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ตามแนวระนาบชายแดนไทย-กัมพูชา และอาจปะปนอยู่ในพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เช่น ป่า หรือ ไร่มันสำปะหลัง เป็นต้น

“นิสิตนักศึกษา” ร่วมพูดคุยกับ ศาสตราจารย์ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ รัฐศาสตร์ & ยุทธศาสตร์ (2558) และสงครามอสมมาตร : แบบแผนความขัดแย้งใหม่ (2560) เกี่ยวกับปัญหาสนามทุ่นระเบิดตามแนวระนาบชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งพยายามหาคำตอบว่า เหตุใดสังคมไทยจึงมีการรับรู้เกี่ยวกับภัยทุ่นระเบิดน้อยลดอย่างต่อเนื่อง

ภายในห้องประชุมขนาดเล็กของภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ บรรยายกาศการพูดคุยล้วนเป็นกันเอง อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคงใช้น้ำเสียงเรียบง่าย ทำให้บทสนทนาเกี่ยวกับทุ่นระเบิดค่อยๆ ดำเนินไปอย่างไม่ขาดห้วง

“เรื่องทุ่นระเบิดพวกนี้ คุยกันมาตั้งแต่เกือบสามสิบปีก่อนแล้ว มาวันนี้ก็ยังต้องคุยกันอีก จนสงครามคอมมิวนิสต์ที่เกิดขึ้นตรงนั้น (ชายแดนไทย-กัมพูชา) จบไปตั้งนานแล้ว วันนี้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สนามทุ่นระเบิดก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งแล้ว ปัญหาเรื่องนี้มันนานขนาดนั้น” อาจารย์ด้านรัฐศาสตร์เอ่ย

+ ทุ่นระเบิดนับหมื่นลูก ถูกฝังอยู่ใต้ดินตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาได้อย่างไร

พูดให้ง่ายคือ ทุกฝ่ายล้วนมีความจำเป็นที่ต้องอาศัย “ทุ่นระเบิด” ในการรบ พูดง่ายๆ คือฝั่งเขมรแดงเองก็มีความเชี่ยวชาญเรื่องของสงครามกองโจรและมีทุ่นระเบิดเป็นกับดับที่มักใช้เป็นประจำ แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็เชื่ออีกว่าทหารฝั่งไทยเองก็วางไว้เหมือนกัน คือเพื่อป้องกันการโจมตีของทหารเวียดนาม ดังนั้นพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ถูกสร้างเป็นแนวทุ่นระเบิดจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นสนามทุ่นระเบิดเลยทีเดียว

พอหลังสิ้นสุดสงครามคอมมิวนิสต์ช่วงปี 2532 ต่างฝ่ายต่างก็เริ่มมีการเปิดพื้นที่ให้เก็บกู้และจัดการปัญหาทุ่นระเบิดมากขึ้น เพื่อให้ความปลอดภัยแก่ทุกคนที่ต้องการจะใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหล่านั้น ตอนนี้พื้นที่เหล่านี้ปัจจุบันก็กลายสภาพเป็นพื้นที่ชุมชนไปแล้วหลายแห่ง เพราะเมื่อหลังจากสิ้นสุดสงครามคอมมิวนิสต์ หลายฝ่ายมีข้อเรียกร้องให้เปิดการเคลียร์พื้นที่ที่มีการเผชิญหน้า แล้วหนึ่งในนั้นคือ สถานการณ์พื้นที่ในแนวรอยต่อของประเทศไทย

+ ในปัจจุบัน  สังคมโลกให้ความสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์เรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างไรบ้าง

ผมคิดว่าปัญหาสงครามทุ่นระเบิดเป็นโจทย์ชุดหนึ่งในปัญหาความมั่นคงโลก แต่ถ้าถามว่าปัญหาทุ่นระเบิดนี้ถือเป็นประเด็นที่เร่งด่วนไหม ก็คงยอมรับความจริงว่า ปัจจุบันกระแสเกี่ยวกับเรื่องทุ่นระเบิดกลับไม่ได้ถูกให้ความสำคัญมากเท่าที่ควร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ถ้าคุณสังเกตดูให้ดี คุณจะเห็นว่าโจทย์ปัญหาชุดนี้ไม่เคยเป็นโจทย์ปัญหาหลักของฝ่ายรัฐบาล เพราะทางรัฐบาลไม่เคยให้ความสำคัญกับการเก็บทุ่นระเบิดอย่างเป็นจริงเป็นจัง และกระทั่งถึงตอนนี้ผมก็ค่อนข้างเชื่อว่าแหล่งท่องเที่ยวบางพื้นที่ในแนวชายแดน ก็อาจไม่มีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากยังมีทุ่นระเบิดหลงเหลืออยู่

และถ้าต้องการแก้ปัญหาโจทย์ชุดนี้ในเวลานี้ ผมคิดว่า ทางด้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เอง ก็อาจจะไม่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้อีกเช่นกัน เพราะในภาวะที่รัฐบาลกำลังยุ่งกับปัญหาการเมืองของตัวเอง แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะหันมาให้ความสนใจกับโจทย์ปัญหาในลักษณะนี้

+ ปัจจัยใดบ้างที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อกระบวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในประเทศไทย 

ผมมองว่า มันมีปัญหาทางด้านงบประมาณ และปัญหาทางด้านการขาดแคลนผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพราะกระบวนการเก็บทุ่นระเบิดต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเข้าทำการเก็บกู้

การเก็บทุ่นระเบิด ไม่หมือนการเก็บขยะ มันไม่เหมือนกัน

ถ้าเป็นพวกขยะมูลฝอย คุณคงหาอะไรกวาดทิ้งลงถังขยะไป แต่ทุ่นระเบิดมีขั้นตอนของมัน ถ้าเทียบกับการเก็บขยะที่มีสารพิษ การเก็บขยะสารพิษก็ยังมีข้อดีคือ หากคุณใส่ชุดป้องกัน คุณก็สามารถเก็บขยะเหล่านี้ไปทิ้งใส่ถังขยะได้

แต่กรณีของทุ่นระเบิด คุณเก็บแบบนั้นไม่ได้หรอก หรือจะเอาทุ่นระเบิดไปทิ้งถังขยะก็ทำไม่ได้อีก ทุ่นระเบิดต้องมีกระบวนการทำลายทิ้ง และขั้นตอนการทำลายทั้งหลายทั้งปวงก็ล้วนแต่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐและต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีจำนวนเพียงพอต่อการทำงาน

อีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนมักคาดไม่ถึง คือการขาดแคลนข้อมูลแผนที่ที่ช่วยระบุพิกัดทุ่นระเบิด เพราะหากว่าตามข้อตกลงระหว่างสงคราม การวางทุ่นระเบิดแต่ละครั้ง ผู้วางระเบิดต้องจดบันทึกพิกัดที่ตนวางระเบิดไว้ด้วย เพราะเมื่อสงครามสิ้นสุด ต่างฝ่ายก็ต้องเอาแผนที่สำหรับใช้เพื่อเคลียร์พื้นที่ที่ตนเคยวางทุ่นระเบิด ซึ่งในหลักการทางกฎหมาย ข้อตกลงนี้ดูสวยหรู เราคิดว่าทุกฝ่ายจะทำแผนที่และนำแผนที่นั้นมาใช้เก็บกู้ภายหลัง แต่ตามความเป็นจริงคือ โอกาสที่คุณจะทำแผนที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ทุ่นระเบิดถูกวางโดยไม่มีการจดบันทึก พอเวลาผ่านไป ทุ่นระเบิดที่ทหารวางก็มีดินหรือมีสิ่งที่เกิดจากการทับถมต่างๆ จนไม่เห็นทุ่นระเบิด

ข้อมูลที่แสดงพิกัดเกี่ยวกับทุ่นระเบิดแทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่ เจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิดก็ต้องทำการสำรวจใหม่กว่าจะเริ่มทำงานเก็บกู้ ความเสี่ยงก็ตกอยู่กับชาวบ้านในพื้นที่ และบ่อยครั้งที่เราจะพบคนที่เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ เพราะความไม่รู้ว่าทุ่นระเบิดนั้นมันถูกวางอยู่ตรงไหน

nisitjournal_Surachat02
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อธิบายให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ปัญหาสนามทุ่นระเบิด

+ ความขัดแย้งทางการเมืองไทย ส่งผลต่อการทำงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เหล่านี้อย่างไร

(นึกคิดชั่วครู่) โดยหลักการแล้วไม่น่ามีผล เพราะว่าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดคือภารกิจทางด้านมนุษยธรรม มีไว้สำหรับทำให้พื้นที่เหล่านี้ปลอดภัยสำหรับพี่น้องประชาชน

แต่ผมมองถึงความสัมพันธ์ระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่ปี 2551 กระทั่งถึงขั้นตัดสินศาลโลกในปี 2556 ก็พบว่าเขตพื้นที่ชายแดนมีความตึงเครียดตลอดแนวชายแดน

ถ้ามองภาพรวมอย่างนี้ก็ย่อมกระทบต่อกระบวนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแน่ๆ เพราะสถานการณ์มันตึงเครียด และนั่นอาจทำให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานเก็บกวาดทุ่นระเบิดได้รับผลกระทบในตัวเอง เพราะว่าพอเมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขนาดนี้ ทางด้านฝ่ายความมั่นคงของแต่ละประเทศก็ย่อมเพิ่มมาตราการความเข้มงวดตลอดแนวชายแดนมากขึ้นตามลำดับ

ในทัศนะของอาจารย์ ขอบเขตความรับผิดชอบการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสมควรที่จะต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากรัฐใดรัฐหนึ่งหรือไม่ อย่างไร

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยาก ในความหมายที่ว่า ทุกวันนี้เส้นเขตเดนมันแบ่งความเป็น “เขา” และ “เรา”

ผมอยากเน้นย้ำเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนไทย-กัมพูชา เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างมีความละเอียดอ่อน อย่างน้อยเราเห็นความขัดแย้งเรื่อง เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา มาตั้งแต่ปี 2551 ในช่วงที่มีกลุ่มพันธมิตรออกมาเรียกร้องต่อกรณีเขาพระวิหาร ซึ่งกรณีเขาพระวิหาร ด้วยตัวมันเองแล้วไม่ใช่เรื่องตัวปราสาทแต่เป็นเรื่องของเส้นเขตแดน นั่นคือคำตอบว่าเส้นเขตแดนจึงละเอียดอ่อนอยู่มาก

แต่หมู่บ้านทางฝั่งไทยเองก็มีทุ่นระเบิด และหมู่บ้านฝั่งกัมพูชาเองก็มีทุ่นระเบิด ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสองฝั่งเป็นคนละชุดกัน ชุดเก็บกู้ระเบิดที่ทำงานก็จะทำตามเงื่อนไขของรัฐของตน ตามกฎหมายคือของเขาก็ทำของเขา ของเราก็ทำของเรา แต่ถ้าหากถามว่า เราสามารถข้ามไปช่วยหมู่บ้านฝั่งโน้นได้มั้ย โดยหลักการย่อมไม่มีสิทธิทำได้ ชุดเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเหล่านี้ก็ต้องทำงานภายใต้บริบทของเส้นแบ่งเขตแดน พูดง่ายๆ คือฝั่งใครก็ฝั่งมัน

+ ในเมื่อปัญหาทุ่นระเบิดเกิดขึ้นจากสงครามระหว่างรัฐ นอกเหนือจากอาศัยการช่วยเหลือในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้ว ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องร่วมมือในด้านใดอีก

บทบาทพวกนี้ผมคิดว่าจะต้องรณรงค์อย่างต่อเนื่องจากผู้นำระดับประเทศทั้งสองประเทศ ซึ่งรัฐบาลทั้งสองฝั่งต้องมีบทบาทมากกว่านี้

ถ้าพูดในบริบทของประเทศไทยแต่ไม่ก้าวล่วงไปพูดถึงกรณีประเทศกัมพูชา ผมคิดว่ารัฐบาลไทยต้องมีบทบาทการรณรงค์ทุ่นระเบิดน้อยมาก อย่างที่คำถามถามตั้งแต่ต้นว่า ท่าทีของรัฐบาลเป็นอย่างไร เรื่องนี้ตอบชัด คือเรื่องนี้ไม่เป็น Piority (เรื่องที่มีความเร่งด่วน) ไม่เคยเป็นประเด็นเร่งด่วนด้วยตัวของมันเอง

+ ในกรณีนี้ ทำไมสังคมจึงไม่ค่อยรณรงค์เกี่ยวกับปัญหาทุ่นระเบิด

เมื่อพิจารณาปัญหาเช่นนี้ คนบางส่วนย่อมรู้สึกว่า พื้นที่ที่เป็นปัญหามันอยู่ไกล มันเป็นพื้นที่ที่เป็นชายแดน และเป็นพื้นที่ของพี่น้องยากจนในชนบท เพราะปัจจัยเหล่านี้ มันจึงไม่ถูกยกมาเป็นประเด็นมากเท่าไหร่ ยกตัวอย่างง่ายๆ เราแทบไม่เคยเห็นการรณรงค์​เรื่องนี้ในสังคมไทย

โจทย์นี้อยู่ในความมั่นคง ซึ่งโจทย์ความมั่นคงมี 2 ส่วน หนึ่งคือ เรื่องของทางทหาร เพราะว่าเกี่ยวข้องวัตถุระเบิด กับ สองคือ เรื่อง “Human Security (ความมั่นคงของมนุษย์)”แต่จนถึงทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจ พอผมนั่งดูเรื่องนี้ (ทุ่นระเบิด) ในฐานะที่สนใจงานด้านความมั่นคง ผมกลับไม่เคยเห็นภาพที่บอกว่า “โจทย์นี้เป็นโจทย์สำหรับพี่น้องชาวอีสานด้านใต้ ซึ่งมีแนวพื้นที่ติดต่อกันกับแนวชายแดนไทย-กัมพูชา” ทั้งๆ ที่พื้นที่ส่วนนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามโดยตรง

คือแคมเปญก็ไม่เห็น ความคืบหน้าก็ไม่เห็น มันเลยเป็นเหมือนโจทย์ที่ถูกลืม หรือโจทย์ที่ถูกทิ้งหลังพ้นจากสงครามคอมมิวนิสต์ คนที่ไม่อยู่ในพื้นที่จะไม่รู้สึกร่วม ไม่อิน

การรณรงค์ไม่เกิด หรืออาจจะเพราะกลัวว่ามันจะสร้างภาพที่น่ากลัวให้แก่ประชาชนคนอื่นหรือไม่ ไม่แน่ใจเหมือนกัน ในมุมหนึ่งผมไม่แน่ใจว่าแม้กระทั่งในระดับจังหวัดมีการพูดถึงเรื่องนี้มากน้อยอย่างไร ในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่ โจทย์นี้อาจจะต้องถามในหลายๆ จังหวัด หรืออาจจะต้องถามองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ด้วยซ้ำว่าเห็นโจทย์เหล่านี้หรือไม่ ส่วนตัวผมเชื่อว่า อบต.ในหลายๆ พื้นที่เห็นปัญหา แต่ขีดความสามารถของ อบต. เองต่างหากที่ทำไม่สามารถเแก้ไขปัญหาได้

nisitjournal_Surachat03
“ความคืบหน้าก็ไม่เห็น มันเลยเป็นเหมือนโจทย์ที่ถูกลืม” ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข กล่าว

+ ในทัศนะของอาจารย์ เหตุใดการรายงานเกี่ยวกับเรื่องระเบิดในแถบชายแดนไทยกัมพูชา จึงมีการรับรู้น้อยกว่าเหตุการณ์ระเบิดในภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น กรณีระเบิดสี่แยกประสงค์ ปี 2558 หรือ เหตุการณ์ระเบิดในภาคใต้ เป็นต้น

ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจ มันเป็นเรื่องธรรมดา เพราะว่าการนำเสนอปัญหาตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจเรื่องเดียว คือเรื่อง “ปราสาทเขาพระวิหาร”

พอพ้นจากเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ก็ไม่มีการพูดถึงเรื่องอื่นๆ อีก

คุณอย่าลืมว่าปัญหาทุ่นระเบิดที่เราพูดกันมาตลอดนี้ ปัญหาทุ่นระเบิดเป็นโจทย์ระยะยาว ซึ่งโจทย์ชุดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สงครามคอมมิวนิสต์ที่กัมพูชากับเวียดนามรบกัน โจทย์นี้จึงกินเวลายาวนานมามากพอสมควร และถ้านับตั้งแต่การสิ้นสุดสงครามคอมมิวนิสต์เมื่อปี 2532 ก็กินเวลาเข้าไปเกือบ 30 ปีแล้ว

แล้วในแง่ของสิทธิของชาวบ้าน 

เรื่องสิทธิของชาวบ้านนั้นไม่ต้องคิด ในเมื่อโจทย์ปัญหาทุ่นระเบิดไม่เป็นประเด็นใหญ่ในสังคม ชีวิตชาวบ้านก็ถูกลืมเท่ากัน

สิทธิของชาวบ้านเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสถานการณ์ที่ชาวบ้านประสบถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นในสังคม ถ้าโจทย์ชุดนี้ไม่ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางสังคม ตัวปัญหาอย่างไรก็ถูกลืม ตัวชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบก็ถูกลืม เรื่องสิทธิของชาวบ้านจึงกลายเป็นเรื่องที่ลำบาก องค์กรของฝ่ายรัฐหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องใครจะเข้ามาดูแลในส่วนนี้ เรื่องเหล่านี้ไม่มีคำตอบสักอัน

อย่างบัตรทองก็ช่วยได้ในกรณีการเจ็บป่วย บัตรทองช่วยได้เฉพาะเวลามีปัญหา แต่เวลาไม่มีปัญหา เช่น หลังจากประสบแล้วชาวบ้านเสียขา ใครจะเข้ามาช่วยเหลือเจือจุนบ้าง สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบ

ถ้าถามว่าจะให้เข้าถึงสิทธิ แล้วสิทธิตรงนั้นคืออะไร มันไม่ได้ระบุว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามทุ่นระเบิดทางภาครัฐจะมีกองทุนช่วยเหลือเลยเสียด้วยซ้ำ

+ ในกรณีนี้ ผู้ประสบภัยพิการขาขาดเพราะทุ่นระเบิดจากสามารถได้รับเงินค่าเยียวยาจากรัฐได้หรือไม่

ค่าเงินเยียวยาผู้ที่ประสบภัยทุ่นระเบิดในพื้นที่ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ถกเถียงอย่างไรก็ไม่มีวันจบ เพราะว่าโจทย์ปัญหาเกี่ยวกับผู้ประสบภัยระเบิดเช่นนี้ ฝ่ายรัฐไม่ได้มีแผนเตรียมรับสถานการณ์มาก่อน เมื่อฝ่ายรัฐไม่เคยเตรียมรับมือ แน่นอนว่าระบบราชการก็ไม่ได้มีการจัดทำงบประมาณรองรับ กลายเป็นการขาดหน่วยงานที่คอยตั้งเรื่องที่เยียวยากับผู้เสียหายไปทันที

หากพูดตามภาษาราชการ การเยียวยาจะเกิดขึ้นได้ ต้องมี “เจ้าภาพ” หรือ “คนที่นำเรื่องเข้าที่ประชุมรัฐสภา” เพราะเจ้าภาพจะทำหน้าที่นำปัญหานี้เข้าที่ประชุมใหญ่ ก่อนจัดเตรียมการทำงบประมาณสำหรับช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ วิธีนี้เป็นวิธีเดียวไม่เช่นนั้น ปัญหานี้จะกลายเป็นเรื่องในพื้นที่และไม่มีใครสนใจ

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือในบริบทแบบนี้ สังคมไทยจำเป็นต้องทำให้ประเด็นทุ่นระเบิดกลายเป็นประเด็นสาธารณะ (Public issue) เพราะหากประเด็นเรื่องผู้ประสบภัยทุ่นระเบิดไม่เป็นประเด็นสาธารณะ การตั้งเรื่องเพื่อขอเบิกงบเยียวยาจากระบบข้าราชการก็ย่อมเป็นไปไม่ได้

ในความเป็นจริง การเยียวยาเอกชนไม่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้เยียวยาได้ ดังนั้นเงินเยียวยาก็ล้วนมาจากภาครัฐเป็นหลัก ถ้าคุณชงให้เรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะได้ ผลที่เกิดขึ้นคือ นอกจากจะเกิดการตั้งเรื่องของบประมาณแล้ว ก็อาจยังมีส่วนที่ทำให้องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเข้ามาสนใจปัญหาทุ่นระเบิดมากขึ้นอีกด้วย

nisitjournal_Surachat04
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข เสนอแนะว่าปัญหาทุ่นระเบิดควรถูกผลักดันให้กลายเป็นประเด็นสาธารณะ (Public issue) เพื่อกระตุ้นให้ข้าราชการการเมืองนำปัญหานี้เข้าไปอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา

การรับรู้เรื่องปัญหาสนามทุ่นระเบิดในปัจจุบัน แตกต่างหรือเหมือน กับการรับรู้ปัญหาในทุ่นระเบิดเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างไร

ช่วงหนึ่งผมเคยนำภาพยนตร์เรื่องปัญหาทุ่นระเบิดมาฉายให้นิสิตปริญญาตรี แต่ว่านานมากแล้ว เด็กดูแล้วตกใจ ตัวอย่างเคสที่ผมฉายจะเกี่ยวกับการเก็บทุ่นระเบิดในกัมพูชา แต่นั่นก็ไม่ต่างกัน เด็กปริญญาตรีดูจบแล้วช็อก เพราะเห็นชาวนาเดินไปทำนา สักพักเขาก็ลอยขึ้นฟ้าเพราะแรงระเบิด แล้วก็เสียชีวิต บางเคสถ้าโดนลูกระเบิดไม่ใหญ่มากก็จะระเบิดถูกตัดขา กลายเป็นผู้พิการขาขาดไป

คือชีวิตคนโดยทั่วไป ไม่ได้อยู่ในกิจกรรมแบบชาวนาที่ต้องเสี่ยงกับทุ่นระเบิดแบบนั้น สุดท้ายอย่างที่ผมบอกไป มันกลายเป็นโจทย์ที่ถูกลืม ถูกทิ้งค้างไว้ และไม่มีคำตอบ สิ่งเดียวที่เปลี่ยนเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ เมื่อพอเวลานานขึ้นเท่าไหร่ เรื่องนี้ก็ถูกลืมมากขึ้นเท่านั้น

ผมจะบอกคุณว่า เรื่องนี้ผมก็ไม่ได้พูดมาเกือบ 30 ปีแล้ว วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้กลับมาพูดเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งตามความตั้งใจของผม ผมไม่อยากเรื่องนี้เงียบหาย เพราะสุดท้ายปัญหามันก็ยังคงดำรงอยู่

คือมองโลกสวยไม่ได้ เพราะทุ่นระเบิดยังมีอยู่อีกมากมาย ของจริงคือชีวิตชาวบ้านต้องอยู่ตรงนั้น บางพื้นที่ที่ชาวบ้านต้องออกไปทำไร่ทำสวน ชาวบ้านไม่รู้เลยว่าที่เหยียบลงไปนั่นคือทุ่นระเบิดหรือว่าดินกันแน่

%d bloggers like this: