Lifestyle

ย้อนเวลา เรียนรู้ที่มาชีวิตชาวกรุง ณ พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก

นิสิตนักศึกษาพาไปชม "พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก" ซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องเล่าและบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ซ่อนตัวอยู่ในชุมชนบางรัก

เรื่อง วรัญชนา สงค์ประชา โมเลกุล จงวิไล

ภาพ กรพินธุ์ บุญส่งทรัพย์

หากกล่าวถึงพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงอายุกว่า 200 ปี อาจทำให้เรานึกถึงพิพิธภัณฑ์ชื่อดังหลายแห่งที่มีอาคารหลังใหญ่ โถงจัดแสดงโอ่อ่า และเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่น้อยคนนักจะทราบว่าลึกเข้าไปในซอยเล็กๆ  ณ ชุมชนบางรัก เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก แม้จะไม่ได้กว้างขวางหรือเพียบพร้อมด้วยแสงสีตระการตา แต่กลับร่มรื่นไปด้วยต้นไม้และเต็มเปี่ยมด้วยเรื่องเล่ามากมายที่เฝ้ารอให้ผู้ชมแวะเวียนมาสัมผัสบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งไม่สามารถหาได้จากพิพิธภัณฑ์อื่น

nisitjournal_museum
อาคารหลังแรก บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบด้วยบ้านทั้งหมด 4 หลัง เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมได้ 3 หลัง แต่ละหลังเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่สะท้อนวิถีชีวิตชาวกรุงฐานะปานกลางในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างปี 2480-2500 ข้าวของที่จัดแสดงผ่านการใช้งานจริงแต่ยังอยู่ในสภาพดีราวกับเจ้าของบ้านตั้งใจเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชม

ศศิ เพชรรัตน์ หรือคุณป้าศศิ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครประจำพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก เล่าถึงที่มาของพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกว่าสร้างขึ้นเมื่อปี 2480 เดิมเป็นบ้านของรศ.วราพร สุรวดี อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ที่ได้รับมรดกมาจากนางสอาง สุรวดี ผู้เป็นมารดา ต่อมาในปี 2533 รศ.วราพร คิดจะปรับปรุงบ้านหลังนี้เป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบางกอกในอดีต จึงเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ให้เป็นระเบียบ และเปิดให้คนภายนอกเข้าชมโดยเป็นวิทยากรพาชมด้วยตนเองในปี 2534  แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งการดูแลบ้าน ค่าจ้างพนักงาน รวมถึงค่าสาธารณูปโภค รศ.วราพรจึงตัดสินใจมอบบ้านหลังนี้ให้สำนักงานเขตบางรักดูแลต่ออย่างเป็นทางการในปี 2547

“ด้านหน้าบ้านจะเห็นเป็นบ่อน้ำซึ่งจริงๆ คือที่จอดเรือ ในอดีตคนสมัยก่อนนิยมสร้างบ้านริมน้ำ บริเวณนี้เป็นคลองเรียกว่าตรอกสะพานยาว ซึ่งเป็นคลองขนาดเล็กที่ขุดต่อมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาอีกที ทำให้การเดินทางหลักคือเรือไม่ก็จักรยาน ส่วนสนามหญ้าหน้าบ้านเคยเป็นหลุมหลบภัยมาก่อน เพราะบ้านหลังนี้สร้างตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง” คุณป้าศศิบรรยายถึงบรรยากาศรอบตัวบ้านให้ฟัง

เมื่อเดินเข้ามาภายในพิพิธภัณฑ์ จะพบกับอาคารหลังแรกซึ่งเป็นบ้านที่ครอบครัวของรศ.วราพรอยู่อาศัย บ้านไม้สีอ่อนสองชั้นหลังนี้ประกอบไปด้วยชั้นล่าง 3 ห้อง ได้แก่ ห้องรับประทานอาหาร ห้องคุณยายเล็กซึ่งเป็นน้องสาวของคุณยายของรศ.วราพร และห้องรับแขก

nisitjournal_museum2
ห้องรับแขกที่คุณแม่ของอาจารย์วราพรมักจะเล่นเปียโนให้ลูกๆ ร้องเพลงร่วมกัน

สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดในห้องรับแขกคือเปียโนไม้สีน้ำตาลจากเดนมาร์กที่อาจารย์วราพรซื้อให้คุณแม่เพื่อทดแทนหลังเดิมที่เสียหายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2  เนื่องจากคุณแม่ของอาจารย์มักจะเล่นเปียโนให้ลูกๆ ได้ร้องเพลงร่วมกัน แม้ตัวคีย์บอร์ดที่ทำจากงาช้างจะซีดจางไปตามกาลเวลา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ภาพความทรงจำอันแสนอบอุ่นของครอบครัวสุรวดีเลือนลางลงแม้แต่น้อย

ส่วนห้องรับประทานอาหารเดิมเป็นเรือนครัวที่ตั้งอยู่นอกบ้าน เมื่อมีการต่อเติมบ้านในปี 2503 สมาชิกในครอบครัวจึงย้ายโต๊ะอาหารรวมถึงจานชามต่างๆ มาอยู่ภายในบ้าน และเปลี่ยนแปลงเรือนครัวเป็นศาลาแทน

แม้สิ่งของบางอย่างจะใช้งานไม่ได้แล้ว อย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงหรือเครื่องอัดผ้า แต่สิ่งที่ทำให้ข้าวของแต่ละชิ้นมีชีวิตคือเรื่องราวที่รศ.วราพรตั้งใจเล่าให้ผู้มาชมพิพิธภัณฑ์ได้รับรู้ผ่านป้ายขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนสิ่งของเหล่านั้นซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวบางกอกในสมัยก่อน

“ตั้งหน้าบ้านเพื่อวางสิ่งของประเภทร่ม  หมวก ไม้เท้า มีกระจกส่องดูความเรียบร้อยอีกครั้ง คุณแม่อนุญาตให้ลูกๆ ใช้เก็บของเล่นไว้ชั้นล่าง” ข้อความในป้ายที่รศ.วราพรบันทึกไว้ บอกเล่าประวัติของโต๊ะเครื่องแป้งที่ตั้งอยู่บริเวณประตูหน้าบ้าน

คุณสอางแต่งงานครั้งแรกกับนพ.ฟรานซิส คริสเตียน แพทย์ชาวอินเดียใต้ ซึ่งจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ต่อมาหลังจากสามีคนแรกเสียชีวิต คุณสอางก็ได้แต่งงานอีกครั้งกับนายบุญภูมิ สุรวดี บิดาของอาจารย์วราพร ของใช้ในบ้านจึงมีทั้งของไทยและของที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยคุณหมอฟรานซิส เช่น เครื่องเคลือบจากเมืองจีนสมัยราชวงศ์ชิง จานชามจากอังกฤษ โต๊ะรับประทานอาหารจากยุโรป เป็นต้น

อาคารหลังแรกยังมีชั้นบนซึ่งประกอบไปด้วย ห้องบรรพบุรุษ ห้องนอนคุณยายใหญ่ ซึ่งเป็นคุณยายแท้ๆ ของอาจารย์วราพร ห้องนอนพี่สาวของรศ.วราพร โถงกลางที่คุณพ่อและคุณแม่ของอาจารย์วราพรมักจะใช้เป็นที่พักผ่อนเนื่องจากเป็นบริเวณที่รับลมได้มากกว่าห้องอื่นๆ และห้องนอนใหญ่ของคุณพ่อและคุณแม่รศ.วราพร

nisitjournal_museum3
Enter a captionโต๊ะเครื่องแป้งกระจกสามบานในห้องนอนใหญ่

โต๊ะเครื่องแป้งกระจกสามบานในห้องนอนใหญ่สร้างความตื่นตาตื่นใจจนต้องอุทานว่าเลิศ กระจกยาวสามบานกางออกได้ ทำให้ผู้ส่องมองเห็นตัวเองทั้งด้านซ้าย ขวา และด้านหน้าขนาดเต็มตัว ทั้งยังมีเก้าอี้และลิ้นชักเก็บของในตัว

“คุณหมอให้เป็นของขวัญวันแต่งงานคุณแม่ คุณแม่รักเครื่องเรือนชิ้นนี้มากที่สุด ถ้าลูกๆ แต่งตัวไปงานใหญ่ๆ คุณแม่จะบังคับให้มาตรวจความเรียบร้อยกับกระจกโต๊ะเครื่องแป้งนี้” อาจารย์วราพรบันทึกถึงของใช้ชิ้นนี้ไว้บนป้ายขนาดเล็ก

เมื่อเดินผ่านบ้านหลังแรกเข้าไปด้านหลัง จะพบอาคารไม้สองชั้นซึ่งถอดแบบมาจากบ้านหลังเดิมของครอบครัวที่ทุ่งมหาเมฆ โดยคุณสอางหวังสร้างให้เป็นคลินิกของคุณหมอฟรานซิส แต่คุณหมอได้เสียชีวิตลงเสียก่อน เมื่ออาจารย์วราพรได้รับมรดกจึงขายที่ดินบริเวณทุ่งมหาเมฆเพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในพิพิธภัณฑ์ และสร้างอาคารหลังนี้ให้ใกล้เคียงบ้านหลังเดิมแต่มีขนาดเล็กกว่า โดยนำข้าวของเครื่องใช้ อุปการณ์การแพทย์ ตำรา และประกาศนียบัตรของคุณหมอมาจัดแสดงที่นี่

ส่วนอาคารจัดแสดงหลังที่สามนั้น  เดิมอาจารย์วราพรเปิดให้เป็นห้องเช่าสำหรับคนในชุมชน กระทั่งเมื่อเริ่มทำพิพิธภัณฑ์ จึงปรับปรุงอาคารโดยทุบกำแพงแต่ละชั้นให้เป็นพื้นที่เปิดโล่ง และนำข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่พอจัดแสดงในอาคารสองหลังแรกมาไว้ที่ชั้นล่างของอาคารหลังนี้ อาทิ เครื่องใช้ในเรือนครัว รวมไปถึงข้าวของที่คนในชุมชนสมัยก่อนร่วมนำมาบริจาคหลังทราบว่าอาจารย์ต้องการเปลี่ยนบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์ ส่วนใหญ่เป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของคนสมัยก่อน เช่น อุปกรณ์ในห้องครัว เครื่องใช้ในงานเกษตรกรรม งานทอผ้า งานช่าง เป็นต้น ส่วนชั้นบนสำนักงานเขตบางรักจัดสรรเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นประจำเขต โดยจัดแสดงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชุมชนต่างๆ ในพื้นที่เขตบางรัก

“ถึงตอนนี้อาจารย์ท่านจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่พวกเราก็ต้องทำต่อเหมือนตอนที่ท่านยังอยู่ อาจารย์อยากให้มีคนมาเที่ยวเยอะๆ เพราะถึงขนาดเปลี่ยนบ้านตัวเองทั้งหลังเป็นที่จัดแสดงของเก่าแล้ว ถ้าไม่มีคนมาชมเลยก็คงไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของท่าน”

คุณป้าศศิกล่าว

“อยากให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์ เรียนรู้รากเหง้าว่าคนสมัยก่อนเขาอยู่กันอย่างไร บ้านหลังนี้อาจารย์ยกให้คนไทยแล้ว อยากให้คิดว่าบ้านหลังนี้คือบ้านของพวกเราทุกคน” คุณป้าศศิกล่าว

พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก 273 ซอยเจริญกรุง 43 แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ เวลาทำการ อังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น.    เข้าชมฟรี

%d bloggers like this: