Community Environment

ป่าชายเลน & ฟาร์มทะเลชุมชน ผลงานชิ้นใหญ่…..ที่คืนความอุดมสมบูรณ์ให้โคกเมือง

นิสิตนักศึกษาขอเชิญผู้อ่าน ร่วมเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของป่าชายเลน และฟาร์มทะเลบ้านโคกเมือง ที่ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้ชุมชน

เรื่อง : โมเลกุล จงวิไล / ภาพ : ชินภัทร จันทร์หล้าฟ้า

ชายแดนตะวันออกของชุมชนบ้านโคกเมือง คือบริเวณที่ผืนแผ่นดินบรรจบกับทะเลสาบสงขลาเป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร หากล่องเรือออกไปและหันกลับมามองริมฝั่ง จะเห็นป่าชายเลนทอดตัวเป็นแนวยาว เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้หลากหลายชนิด เช่น ต้นลำพู ต้นโกงกาง ต้นฝาด ไม่เพียงแค่ภาพบนบกเท่านั้นที่ดูเขียวขจี ใต้น้ำยังเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเล ทั้งปลา กุ้ง หอย

ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่งเป็นอีกจุดเด่นสำคัญของบ้านโคกเมือง แต่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ บริเวณดังกล่าวต้องผ่านการฟื้นฟูและดูแลมากว่า 20 ปี

WP1
ป่าชายเลนที่ชาวชุมชนบ้านโคกเมืองร่วมใจกันสร้าง

พ่อธานินทร์ แก้วรัตน์ วัย 52 ปี ชาวประมงและประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านชุมชนโคกเมือง เล่าย้อนไปเมื่อปี 2536 สมัยที่โคกเมืองเพิ่งถูกแยกออกมาเป็นหมู่บ้านใหม่ๆ ว่า ชาวบ้านพยายามจัดตั้งกลุ่มงานต่างๆ ขึ้นในช่วงแรกเริ่มเพื่อบริหารจัดการชุมชน พ่อธานินทร์ได้รับการชักชวนให้เข้ามาดูแลเขตทะเลสาบและพื้นที่แนวชายฝั่งเนื่องจากประกอบอาชีพประมงอยู่แล้ว หลังจากรวมกลุ่มกันได้ 5 – 6 คน จึงเริ่มคิดเรื่องการปลูกป่าชายเลนขึ้นเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและคลื่นเซาะชายฝั่ง

“แต่ก่อนริมทะเลแถวนี้เป็นป่าโล่งๆ มีต้นไม้เล็กๆ ขึ้น มีหญ้า และพอช่วงมรสุมเดือนตุลา พฤศจิกา ธันวา หรือช่วง กุมภา มีนา ที่ฝนตกหนัก คลื่นก็จะสูงทำให้เกิดน้ำท่วม น้ำหลาก” ประธานกลุ่มประมงกล่าว และเสริมว่าคลื่นที่สูงทำให้ชาวบ้านออกไปหาปลาได้น้อยลง จนหลายคนต้องเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่นแทน

กลุ่มประมงฯ จึงเริ่มศึกษาเรื่องป่าชายเลนตามช่องทางต่างๆ ทั้งทางโทรทัศน์ วิทยากรจากมหาวิทยาลัย การดูงานที่ชุมชนอื่น และนำข้อมูลที่ได้มาลองผิดลองถูก “ตอนแรกเราเอาโกงกางมาปลูก แต่ปรากฏว่าตายเรียบ เพราะเราไม่เข้าใจเรื่องสภาพดิน มันต้องศึกษาเรื่องดินอีกว่าแบบไหนเหมาะกับต้นโกงกาง ทีนี้เราก็มาดูว่าบ้านเรามีต้นอะไรขึ้นบ้าง ก็เห็นว่ามีต้นลำพู เลยเริ่มเอาใส่ถังใส่กระสอบและนำมาปลูก ปรากฏว่าเห็นผลมันสามารถปลูกได้” พ่อธานินทร์เล่า

กลุ่มประมงฯ จึงตัดสินใจปลูกต้นลำพู ซึ่งมีรากหายใจงอกขึ้นมาเหนือพื้นดิน รากเหล่านั้นสามารถกรองคลื่นเพื่อให้เศษดิน เศษไม้ มาทับถมกันจนกลายเป็นดินเลนที่มีแร่ธาตุตามธรรมชาติ เมื่อดินดี ชาวบ้านจึงสามารถปลูกต้นไม้ได้เกือบทุกชนิดบนพื้นที่แห่งนี้ รวมทั้งต้นโกงกาง ป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์จึงค่อยๆ เกิดขึ้น ปัญหาน้ำหลากช่วงฤดูมรสุมก็หมดไปเพราะมีต้นไม้คอยกันคลื่น  

WP2.jpg
‘บ้านปลา’ ที่ชาวบ้านสร้างไว้ในเขตฟาร์มทะเล

เมื่อป่าที่อุดมสมบูรณ์ จำนวนสัตว์น้ำในทะเลสาบก็เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ตามมาคือการจับสัตว์น้ำจำนวนมากโดยไม่ได้คำนึงถึงการเพาะพันธุ์สำหรับวันข้างหน้า พ่อธานินทร์จึงเกรงว่า จำนวนปลาอาจลดน้อยลงเหมือนในอดีต

“ช่วงหลังๆ มีการใช้เครื่องมือเยอะ ปลาขนาดเล็กเขาก็จับหมด สัตว์น้ำก็ลดลง” ประธานกลุ่มประมงแห่งบ้านโคกเมืองกล่าว “พอป่าเกิดขึ้น ความอุดมสมบูรณ์เพิ่ม ปลาเยอะขึ้น เราก็คิดย้อนถึงอดีตตอนที่ปลาเยอะแบบนี้ว่าทำไมมันหมดไป ถ้าปล่อยไว้แบบเดิมมันก็จะหมดอีก เราเลยคิดถึงเรื่องเขตอนุรักษ์ทะเลขึ้นมา”

อย่างไรก็ตามการจัดทำเขตอนุรักษ์ทะเลกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจาก ‘เขตอนุรักษ์ทะเล’ ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมประมง ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ที่ใช้เวลานานและซับซ้อน พ่อธานินทร์จึงเสนอกรมประมงว่าจะจัดทำเป็น ‘ฟาร์มทะเลชุมชน’ ขึ้นมาแทน

“นิยามของฟาร์มทะเลชุมชนคือชุมชนสร้างขึ้นเอง กติกาเรากำหนดขึ้นเอง ข้อไหนไม่ดีเราก็ประชุมกันแล้วแก้ไข แต่ถ้าเป็นเขตอนุรักษ์ เราไม่มีสิทธิ์แก้ไขเอง จะทำทีต้องเสนอเรื่องให้ผู้มีอำนาจอย่าง ส.ส. เข้าไปแก้กันในสภา ยุ่งยากไม่รู้กี่ปีจะได้ หรือถ้าส่งไปแล้วเขาไม่สนใจเขาก็ทิ้ง เราก็ได้แต่นั่งรอ” ประธานกลุ่มประมงชี้แจง

กติกาของฟาร์มทะเลชุมชนบ้านโคกเมืองคือการกำหนดเขตที่ไม่อนุญาตให้มีการจับสัตว์น้ำ โดยนำท่อนไม้มาปักล้อม เริ่มตั้งแต่ริมชายฝั่งห่างออกไปในทะเลสาบ 275 เมตร และกินพื้นที่แนวยาวเป็นระยะทาง 1.125 กิโลเมตร แต่กันพื้นที่ประมาณเกือบ 1 กิโลเมตร ให้ผู้ประกอบอาชีพประมงแบบเดินอวนที่ไม่มีเรือ ยังสามารถเดินจับปลาได้

นอกจากนี้ยังมีการสร้าง ‘บ้านปลา’ โดยนำกิ่งไม้มาวางถมกันเป็นกองกระจายตามจุดต่างๆ ทั่วเขตฟาร์มให้สัตว์น้ำขนาดเล็กได้เข้ามาอยู่อาศัย “เราสร้างบ้านปลาเพื่อให้ปลาได้อยู่ ได้มาเกิดมาไข่ ถ้าไม่มีบ้านปลาปลาจะมาอยู่น้อย ที่โล่งๆ มันไม่อยู่หรอก” พ่ออันดับ ชุมจิต วัย 55 ปี ชาวประมงและหนึ่งในกรรมการกลุ่มประมงอธิบาย

WP3.jpg
พ่ออันดับ ชุมจิต หาปลาบริเวณนอกเขตฟาร์มทะเล

หลังทำฟาร์มทะเลชุมชน จำนวนสัตว์น้ำในทะเลสาบก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ปลาเยอะขึ้นนะ ดูจากคนในชุมชนสามารถหาปลาใกล้ชายฝั่งได้มากขึ้น จากแต่ก่อนที่ต้องแล่นเรือออกไปไกลๆ หรือคนที่ไม่ทำประมงก็หันมาประกอบอาชีพนี้มากขึ้น” แม่เพ็ญศรี แก้วรัตน์ ชาวประมงวัย 48 ปี กล่าว

พ่ออันดับเห็นพ้องกันว่า “ปลาเพิ่มขึ้นจริง ตกได้วันละเกือบร้อยโล แต่ก่อนก็ได้เท่าๆ นี้แหละแต่ต้องออกไปไกล เดี๋ยวนี้ออกไปแถวๆ บริเวณนี้ก็หาได้แล้ว ประหยัดน้ำมันไปเยอะได้เดือนละเหยียบๆ แสนแน่ะ” พ่ออันดับเสริมอีกว่า การมีฟาร์มทะเลทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาได้ตลอดทั้งปี แม้แต่ช่วงมรสุม ที่ไม่สามารถแล่นเรือออกไปจับปลาไกลๆ ได้

ถึงกระนั้น การทำฟาร์มทะเลชุมชนก็ใช่จะราบรื่นไร้ปัญหา การกำหนดเขตห้ามจับปลาทำให้คนบางส่วนในชุมชนไม่เห็นด้วย จนมีบางครั้งที่เกิดการละเมิดกฎกติกาที่ชุมชนตั้งไว้

พ่อธานินทร์เล่าให้ฟังว่าแม้ปัจจุบันจำนวนผู้บุกรุกมีเพียง 4 – 5 รายต่อเดือน แต่การจัดเวรยามเฝ้าตรวจตรายังจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการลอกเลียนแบบ เช่นเดียวกับ แม่จันทรา วรรละออง  แม่ค้าและชาวประมงวัย 44 ปี ที่กล่าวว่า ปัญหาหลักของการทำฟาร์มทะเลก็คือผู้บุกรุก

“บางทีก็เป็นคนในชุมชน บางทีก็เป็นคนที่อื่น แต่จำนวนจะไม่เยอะมากถ้าเราเฝ้าดีๆ วิธีรับมือส่วนใหญ่ก็เตือนเขาดีๆ นะ เขาก็ไม่มายุ่ง บางคนมาจากที่อื่นเขาไม่รู้ ไม่ได้ดูเขต เพราะมันมืด เราก็แค่ตักเตือน” แม่จันทรากล่าว

WP4.jpg
แนวเขตฟาร์มทะเลชุมชนโคกเมือง (ฝั่งซ้าย)

ด้านพ่อสำราญ รัตนะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านวัย 60 ปี ซึ่งมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในชุมชนและเป็นผู้ลาดตระเวนตามเขตฟาร์มทะเล เล่าว่า อีกปัญหาที่มาจากผู้บุกรุกคือเมื่อเกิดการตักเตือน ผู้บุกรุกบางคนจะตอบโต้กลับโดยการแอบทำลายอุปกรณ์ประกอบอาชีพของเหล่ากรรมการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นชาวประมง ส่งผลให้บางครั้งกรรมการไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลัง จุดนี้พ่อสำราญเห็นว่า หน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะส่วนท้องถิ่นควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือ

“ส่วนท้องถิ่นไม่ค่อยเข้ามาดูแลเท่าไหร่ ให้มาช่วยดูแลเข้าเวรแบบนี้ไม่มี ส่วนใหญ่ชาวบ้านดูแลกันเอง ที่จริงชุด อ.ส. (อาสาสมัคร) อำเภอน่าจะช่วยเข้ามาดูบ้าง บางทีคนในพื้นที่ก็ไม่กล้าด้วยสาเหตุอย่างที่พูดไป ถ้าได้ อ.ส. อำเภอเข้ามาช่วยน่าจะดี อาทิตย์ละครั้งหรือเดือนละครั้งก็ยังดี” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านกล่าว ก่อนเสริมว่าการได้คนจากภาครัฐเข้ามาดูแล จะสามารถช่วยไกล่เกลี่ยและลดข้อพิพาทระหว่างคนในชุมชนได้มากขึ้น

ป่าชายเลนและฟาร์มทะเล เป็นผลงานที่ชาวชุมชนบ้านโคกเมืองร่วมมือร่วมใจกันสร้างขึ้น แต่หากภาคส่วนต่างๆ ทั้งชาวชุมชน รัฐ และเครือข่ายภายนอกร่วมมือกันยิ่งขึ้น น่าจะช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์นี้ให้คงอยู่ต่อไป สำหรับบ้านโคกเมืองและชุมชนรอบทะเลสาบสงขลาเช่นกัน

%d bloggers like this: