Environment

กะเหรี่ยงร้องพื้นที่อุทยานฯ ทับซ้อนที่ทำกิน ส.ส.กลุ่มชาติพันธุ์แนะตั้งเขตวัฒนธรรมพิเศษ คุ้มครองสิทธิชุมชนควบคู่การอนุรักษ์

เมื่อรัฐออกกฏหมายที่ทำให้บ้านของพวกเขา กลายเป็นพื้นที่ของคนอื่น ทั้งยังถูกกดทับด้วยมายาคติจากคนในสังคม การเรียกร้องสิทธิชุมชนในการอยู่ร่วมกับป่าของชาวกะเหรี่ยงจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เรื่อง: ไข่มุก อินทรวิชัย ภาพ: พชร คำชำนาญ

ชาวกะเหรี่ยงพ้อรัฐออกกฎหมายอุทยานทับซ้อนที่อยู่อาศัยและทำกิน ทั้งยังไม่ให้สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์อยู่ร่วมกับป่าและเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ นักรณรงค์ด้านสิทธิชุมชนชี้เหตุจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและและทัศนคติเชิงลบต่อกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนกฎหมายและนโยบายอนุรักษ์ป่า ด้านส.ส.ม้งเสนอตั้งเขตวัฒนธรรมพิเศษเพื่อดำรงวิถีและสิทธิชุมชมควบคู่การรักษาป่าไม้

เมื่อ พระราชบัญญัติอุทยาน พ.ศ. 2504 เปลี่ยนที่อยู่อาศัยกลุ่มชาติพันธุ์เป็นเขตอุทยาน

“คำว่า ‘อุทยาน’ มันทับพื้นที่เรา จากที่เคยเป็นของเรา ก็กลายเป็นของรัฐ ช่วงปี 41-42 พ่อผมถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับไป แล้วก็ต่อสู้กันด้วยศาล เราต่อสู้มา 4 ปี แต่เราไม่ชนะ เพราะตำรวจเองก็ไม่อยากทำคดี บอกให้พ่อผมปั๊มลายนิ้วมือไปเลย ไม่มีอะไรหรอก จะได้จบๆ พ่อผมไม่รู้หนังสือก็ปั๊มไป ปั๊มไปปุ๊บกลายเป็นรับสารภาพข้อหาบุกรุกทำลายป่า” เศรษฐี พะโย ผู้ใหญ่บ้านป่าตึงงาม ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เล่าประสบการณ์การต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ภายหลังถูกประกาศเป็นพื้นที่อุทยาน

พระราชบัญญัติที่ชาวกะเหรี่ยงและภาคประชาสังคมเห็นว่ามีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้คือ พระราชบัญญัติอุทยาน พ.ศ. 2504 ซึ่งกำหนดว่าพื้นที่ที่ถูกประกาศให้เป็นอุทยานนั้น ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปอยู่อาศัยทำกิน

แต่ปัญหาที่ชาวกะเหรี่ยงเผชิญคือ พื้นที่บางส่วนที่ถูกประกาศให้เป็นเขตอุทยานทับซ้อนกับพื้นที่ของชาวบ้านและกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยและทำไร่ในบริเวณนั้นมาเป็นเวลานานก่อนการประกาศใช้กฎหมาย วิถีชีวิตของพวกเขาจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไปโดยปริยาย

จนกระทั่งวันที่ 30 มิถุนายน 2541 มีมติคณะรัฐมนตรีให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้มากขึ้น โดยใช้เกณฑ์ภาพถ่ายทางอากาศพิสูจน์สิทธิในการอยู่อาศัยและทำกิน หากมีร่องรอยการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ก่อนปีพ.ศ. 2545 ก็สามารถอยู่ต่อไปได้ แต่หากไม่มีร่องรอย พื้นที่ตรงนั้นจะถูกทวงคืน และชาวบ้านต้องย้ายออก

ชาวกะเหรี่ยง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เก็บเกี่ยวพืชผลในไร่หมุนเวียนบ้านแม่ลาคี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ป่า

ทว่า ประยงค์ ดอกลำใย ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนชี้ว่า มตินี้ไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้จริง เนื่องจากชาวกะเหรี่ยงมีวัฒนธรรมการทำไร่หมุนเวียน โดยจะเพาะปลูกไร่ละหนึ่งปีต่อครั้ง หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตในไร่นั้นเสร็จ ก็จะตัดต้นไม้ วัชพืช และเผากลบหน้าดินเพื่อปรับปรุงดิน จากนั้นจึงหมุนเวียนไปหาพื้นที่ใหม่ต่อไป ซึ่งชาวกะเหรี่ยงจะเว้นช่วงทิ้งไร่เก่าประมาณ 7-10 ปี เพื่อรอให้พื้นที่เดิมฟื้นตัวกลายเป็นป่าสมบูรณ์ก่อน จึงจะกลับมาทำที่ผืนเดิมได้   

“กรมอุทยานใช้พื้นที่ภาพถ่ายปีเดียวคือปี 45 มาพิสูจน์ร่องรอยการใช้งาน แต่สมมติปี 45 เขาใช้พื้นที่ตรงนี้ แต่อีก 4 แปลงที่เขาทิ้งไว้ให้มันฟื้นฟูตัวเอง มันก็ไม่เห็นร่องรอยการใช้งาน เพราะป่ามันขึ้นหมดแล้ว กลายเป็นว่า 4 แปลงนั้นที่เขาเคยใช้มาก่อนหน้านี้หลายปี ถูกตัดสินว่าไม่ใช่ของเขา” ประยงค์กล่าว

ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนยังอธิบายว่า ” (ชาวกะเหรี่ยง) เหลือพื้นที่อยู่แปลงเดียว ก็ทำไร่หมุนเวียนแบบเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนมาทำเกษตรบนพื้นที่เดิมซ้ำๆ เช่น ปลูกข้าวโพด สุดท้ายหน้าดินมันเสื่อม ก็ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยา ทั้งที่แต่ก่อนเขาทำไร่หมุนเวียนกัน ไม่จำเป็นต้องใช้เลย”

ภาคประชาสังคมชี้นโยบาย ‘ทวงคืนผืนป่า’ ทวงแค่จากชาวบ้าน แต่ละเว้นนายทุน

อีกหนึ่งนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงคือ นโยบายทวงคืนผืนป่า ที่รัฐบาลคสช. ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใช้ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณพื้นที่ป่าให้ให้กลับมาเป็นอย่างน้อยร้อยละ 40 ภายใน 10 ปี หลังจากก่อนหน้านี้พื้นที่ป่าในไทยลดเหลือเพียงร้อยละ 32 ของพื้นที่ประเทศไทย

นักรณรงค์สิทธิชุมชนชี้ว่า เจตนารมณ์ของนโยบายนี้มุ่งเป้าไปที่การทวงคืนพื้นที่ป่าจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่และผู้มีอิทธิพลที่ใช้พื้นที่ป่าไม้สร้างรีสอร์ท ที่พัก หรืออื่นๆ เพื่อผลกำไรในเชิงธุรกิจ ซึ่งในที่นี้รวมถึงการบุกรุก แต่ในทางปฏิบัติกลับเน้นทวงคืนผืนป่าจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมาอย่างยาวนานแทน  

“ปีพ.ศ. 2504 อ่างทอง ปทุมธานี อยุธยา และนนทบุรี มีพื้นที่ป่า 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันจังหวัดเหล่านี้ไม่มีป่าเลย พื้นที่ป่ากลายเป็นโรงงาน สิ่งก่อสร้างเต็มไปหมด

“คำถามคือทำไมรัฐถึงไม่ไปทวงคืนผืนป่าจากจังหวัดเหล่านี้บ้าง  เลือกทวงคืนแต่จากพื้นที่บนเขา บนดอยซึ่งเหลือพื้นที่ป่าเยอะกว่าจังหวัดเหล่านั้นอีก ทำไมถึงบีบให้บางจังหวัดต้องอนุรักษ์ป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าจะให้เป็นธรรมคือต้องไปทวงคืนจากพื้นที่ที่เคยมีป่า แต่ตอนนี้มันหายไปหมด แล้วเฉลี่ยจำนวนพื้นที่กันไปในแต่ละจังหวัด” ประยงค์กล่าว

หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ชาวกะเหรี่ยงจะตัดต้นไม้ และเผากลบ กลายเป็นไร่พักฟื้น หรือที่เรียกว่า ‘ไร่เหล่า’

ประยงค์ยังชี้ว่านโยบายทวงคืนผืนป่าทำให้ชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านน้อยพลังงาน ม.2 และบ้านมังปอย ม.16 ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดนทวงคืนพื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ทว่าในพื้นที่ตำบลเดียวกันกลับพบบริษัทเอกชนทำเหมืองแร่ถ่านหินบนพื้นที่ป่าสงวนอมก๋อย ตามคำขอประทานบัตรเลขที่ 1/2543 โดยมีเนื้อที่ทั้งหมด 284 ไร่ 30 ตร.วา ที่ได้รับการอนุญาตจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 

บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ซึ่งชาวกระเหรี่ยงทำนาขั้นบันไดได้ผลดี เนื่องจากเป็นสภาพป่าที่สมบูรณ์ และเป็นพื้นที่น้ำซับซึม มีน้ำไหลตลอดทั้งปี แต่หากมีการทำเหมืองแร่ถ่านหินและพลังงานถ่านหินย่อมก่อปัญหามลพิษในอากาศ ส่งผลกระทบทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติ

นักรณรงค์เพื่อสิทธิชุมชนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้ยังดำเนินการโดยไม่ได้แจ้งชาวบ้านล่วงหน้า และไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในขั้นตอนการอนุมัติโครงการ แม้ว่าบริษัทจะอ้างว่ามีการประเมินสภาพสิ่งแวดล้อมก่อนการอนุมัติ  แต่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการดำเนินงานขัดต่อหลักการ Free Prior Informed Consent (FPIC) กล่าวคือ การให้ความยินยอมโดยได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอ มี การบอกแจ้งล่วงหน้า และผ่านกระบวนการตัดสินใจได้อย่างเป็นอิสระและปราศจากการถูกคุกคามหรือไม่

พระราชบัญญัติป่าชุมชน 2561 : การเปิดโอกาสที่แทบไม่มีโอกาสเป็นจริง

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2561 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ (ร่าง) พระราชบัญญัติป่าชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมกันดูแลผืนป่าและใช้ประโยชน์จากป่าไม้ที่ร่วมกันอนุรักษ์ได้

แต่ชาวบ้านและนักรณรงค์เพื่อสิทธิชุมชนเห็นว่า ปัญหาของพ.ร.บ.นี้คือการกำหนดไว้ว่าป่าที่จะนำมาจัดตั้งเป็นป่าชุมชนตาม พ.ร.บ. นี้ได้ ต้องอยู่นอกเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งหมายถึงเขตที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองป่าไม้ตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ ส่งผลให้หลายชุมชนไม่สามารถยื่นคำขอจัดตั้งป่าชุมชนได้ เนื่องจากพื้นที่ทำมาหากินของชาวบ้านถูกประกาศให้เป็นเขตป่าอนุรักษ์ตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ ตั้งแต่ต้นแล้ว

“การขอจัดตั้งป่าชุมชนต้องไม่เกิน 5,000 ไร่ด้วย แต่เราทำไร่หมุนเวียน มันใช้พื้นที่เยอะ
เราต้องดูพื้นที่ 20,000 กว่าไร่  มันคือวิถีชีวิตของเรา เราพยายามออกมาเรียกร้อง บอกกับรัฐว่าเราอยู่มาดั้งเดิม มีการจัดการป่ามาก่อน แล้วทำไมสิทธิตรงนั้นเราไม่มี” สมชาติ รักษ์สองพลู ชาวกะเหรี่ยงบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง กล่าว

สิ่งสำคัญสุดที่ทำให้การเคลื่อนไหวของชาวบ้านเป็นไปได้ยากคือมายาคติ ที่มองว่าชาวเขาเผาป่า ทำไร่เลื่อนลอย

สุรพงษ์ กองจันทึก

แม้ทุกวันนี้ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาจากกฎหมายและนโยบายรัฐ แต่การเคลื่อนไหวก็ไม่ได้เป็นไปด้วยความราบรื่นนัก สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้ว่า การเรียกร้องของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เนื่องจากคนในสังคมยังคงเข้าใจว่าชาวกะเหรี่ยงทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งทัศนคติที่ผิดไปจากความจริงนี้ เป็นผลมาจากการส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนจากรัฐ 

“สิ่งสำคัญสุดที่ทำให้การเคลื่อนไหวของชาวบ้านเป็นไปได้ยากคือมายาคติที่มองว่า
ชาวเขาเผาป่า ทำไร่เลื่อนลอย ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนระดับมัธยมด้วยซ้ำว่าสาเหตุการลดลงของพื้นที่ป่าคือชาวเขาตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่น มันทำให้คนในสังคมนี้มีทัศนคติแบบนั้น ทั้งที่จริงๆ มันไม่ใช่ไร่เลื่อนลอย มันคือไร่หมุนเวียน” สุรพงษ์ อธิบาย

เมื่อผ่านไปสัก 7-10 ปี ไร่พักฟื้นหรือไร่เหล่าจะฟื้นตัว และกลับมาอุดมสมบูรณ์ตามเดิม

ด้านประยงค์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนชี้ว่า นอกจากชุดความคิดชาวกะเหรี่ยงทำไร่เลื่อนลอยจะถูกส่งต่อผ่านแบบเรียนระดับมัธยมศึกษาแล้ว  ยังมีการผลิตซ้ำชุดความคิดที่ว่าคนไม่สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ ผ่านหลักสูตรการสอนในระดับอุดมศึกษาอีกด้วย

ประยงค์ชี้ว่า “ทุกวันนี้ในไทยมีคณะวนศาสตร์อยู่ที่เดียว ทำให้วิชาการป่าไม้มันอยู่ในวงจำกัด ถ้าหลายมหาวิทยาลัยมีคณะวนศาสตร์ วิชาการวนศาสตร์มันจะเป็นสหวิชาการที่แข่งขันกัน  แต่พอมันมีที่เดียว ความรู้มันเลยถูกผูกขาด หลักสูตรเขายังเน้นว่าคนอยู่กับป่าไม่ได้ ขณะที่ทั่วโลกตอนนี้เขาเปลี่ยนแนวคิดกันแล้ว ว่าการจัดการทรัพยากรที่ดีที่สุดคือต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่ต้องมีการจัดการที่ดี”

“สุดท้ายกลายเป็นว่าหลักสูตรวนศาสตร์ในไทยก็ผลิตนักวนศาสตร์ออกมาในวิธีคิดแบบเดิมๆ  นำไปสู่การกำหนด และสนับสนุนนโยบายที่พื้นที่อนุรักษ์ต้องปลอดคน” ประยงค์เสริม

มันเหมือนเราจะสร้างบ้านหลังหนึ่ง แต่มีคนออกแบบให้เราหมดแล้ว ไม่ถูกใจเราก็ต้องอยู่ ทั้งที่บ้านหลังนั้นเราออกแบบร่วมกันได้

สมชาติ รักษ์สองพลู

ด้านสุรพงษ์ ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ชี้ว่า ทั้งการออกกฎหมายที่กดทับสิทธิชาวกะเหรี่ยงและการส่งต่อทัศนคติที่ผิดเกี่ยวกับชาวกะเหรี่ยงในแบบเรียนนั้น จัดเป็นวิธีการรวมศูนย์อำนาจ อันเป็นผลมาจากการที่รัฐต้องการจะคงอำนาจตัวเองไว้ เมื่อประชาชนมีอำนาจน้อยกว่า รัฐก็จะสามารถลงไปจัดการโครงสร้างต่างๆ ได้ เช่น ทรัพยากร งบประมาณ

ขณะที่สมชาติ ชาวกะเหรี่ยงบ้านกลาง กล่าวว่า “รัฐบอกเปิดโอกาสให้เราแสดงความเห็น แต่เปิดในเว็บไซต์ซึ่งชาวบ้านหรือคนบนดอยเข้าไม่ถึง มันเหมือนเราจะสร้างบ้านหลังหนึ่ง แต่มีคนออกแบบให้เราหมดแล้ว ไม่ถูกใจเราก็ต้องอยู่ ทั้งที่บ้านหลังนั้นเราออกแบบร่วมกันได้”

ไร่หมุนเวียนไม่ต้องพึ่งพาระบบชลประทาน การอาศัยเพียงน้ำฝน เมล็ดพันธ์ุที่ใช้ก็เป็นเมล็ดพันธ์ุท้องถิ่นที่เก็บไว้ใช้ต่อปีหน้าหลังการเก็บเกี่ยว

สส.ชาวม้งแนะสร้างบ้านร่วมกัน เพื่อคุ้มครองสิทธิชุมชนควบคู่การอนุรักษ์ป่า

ด้าน ณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ชี้ว่า รัฐไทยรองรับปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองพ.ศ. 2550 ซึ่งเน้นเรื่องสิทธิความเป็นอยู่ และอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่รัฐกลับละเลยเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา อาทิ ออกกฏหมายโดยมุมมองจากคนพื้นราบซึ่งไม่ตอบโจทย์กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนดอย หรือออกกฏหมายโดยไม่มีการทำประชาพิจารณ์ ว่ากฏหมายนั้นส่งผลกระทบต่อวิถีของชาวบ้านหรือไม่ 

“ในเมื่อกฏหมายออกจากในรัฐสภาเพื่อมาให้เราปฏิบัติ เราก็ควรจะมีส่วนในการออกแบบให้มีปัญหากับเราน้อยที่สุด ชาวบ้านเขาไม่ได้ต้องการทำให้กฏหมายโดยรวมของประเทศบิดเบี้ยว  แค่ขอมีส่วนในการออกแบบตามวิถีอัตลักษณ์ที่รัฐไทยไปเซ็นรับรองกับสหประชาชาติแค่นั้นเอง” ณัฐพลกล่าว

นอกจากนั้น ณัฐพลยังเสนอการจัดตั้งเขตวัฒนธรรมพิเศษเพื่อสงวนไว้ซึ่งวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิม โดยหนึ่งในเขตวัฒนธรรมพิเศษคือการทำไร่หมุนเวียน รวมถึงผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อความคล่องตัวในการทำงานและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

“เราอยากผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระเฉพาะด้านที่รัฐจะต้องสนับสนุนงบประมาณ  เพื่อจะได้เอาปัญหาทั้งหมดมาวางไว้บนโต๊ะ มาวิเคราะห์ว่าอะไรที่มันเป็นปัญหากับหน่วยงานรัฐ แล้วอะไรที่มันเป็นอุปสรรคกับชาวบ้าน ทำให้วิถีชีวิตเขามันเปลี่ยน ตรงไหนที่มันจะปรับเข้าหากันได้พอดี เอาตัวแทนจากแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มาอยู่ในกลุ่มอิสระนี้ เพื่อออกแบบนโยบายที่รัฐก็ยินยอม  ชาวบ้านก็รับรอง หรือออกเป็น พรบ.เฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นรูปร่างชัดเจนไปเลย” ณัฐพลกล่าว

%d bloggers like this: