Social Issue

ลมหายใจที่หายไปในห่วงโซ่อาหาร: ชีวิตของแรงงานข้ามชาติในไร่ส้ม

ร่วมค้นคำตอบของปัญหาแรงงานข้ามชาติในพื้นที่การเกษตร อุตสาหกรรมอาหารอันดับต้นของประเทศ

เรื่อง: สุประวีณ์ รักเหล่า ถิราภา เสียงเลิศ และ ทิฆัมพร บุญมี 

ภาพ: สรรชัย ชัชรินทร์กุล 

เหนือจากตัวเมืองเชียงใหม่ 137 กิโลเมตร ผ่านเส้นทางคดเคี้ยวและสูงชัน สู่อำเภอฝาง ศูนย์กลางความเจริญของเชียงใหม่ตอนบน อำเภอที่มีประชากรมากเป็นอันดับสามของจังหวัด พื้นที่ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขา และประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ที่นี่คือแหล่งผลิตส้มที่ใหญ่ที่สุดของไทย ผลไม้ยอดฮิตที่มีขายอยู่ทุกมุมตลาด แต่ใครจะรู้ว่า เบื้องหลังของการผลิตผลไม้ลูกเล็กๆ เหล่านี้ คือหยาดเหงื่อและน้ำตาของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนไม่น้อย

เมื่อเข้าสู่อาณาบริเวณของไร่ส้ม กลิ่นสารเคมีปลิวตามสายลมปะทะเข้ากับโสตประสาทอย่างช้าๆ ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากพื้นที่ทางการเกษตรเป็นจุดๆ สองข้างทางของถนนที่มุ่งเข้าไป มีป้ายโฆษณาขนาดเล็กที่ตัดแปะเองของแต่ละไร่เรียงรายตามทาง อวดอ้างสรรพคุณของสารเคมีที่สวนตนใช้กันอย่างเอิกเกริก

“เป็นไงล่ะ รู้หรือยังว่ากลิ่นของไร่ส้มเป็นยังไง” คำกล่าวพร้อมใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของ ประเสริฐ ปัญญาวงศ์ ชายวัย 50 ปี ผู้พาเราเข้าสู่พื้นที่ปลูกส้ม ประเสริฐเป็นครูท้องถิ่นของลูกหลานชาวไทใหญ่ และยังเป็นผู้อำนวยการ ฟอร์จูน องค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ที่ก่อตั้งเพื่อช่วยให้เด็กหรือลูกของคนงานในไร่ส้มได้มีโอกาสทางการศึกษา เหมือนดังชื่อองค์กรที่แปลว่า โชคชะตา 

การเข้ามาในไร่ส้มของชาวไทใหญ่

ส้มเป็นพืชยืนต้นที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ทันทีเมื่อเวลาผ่านไป 3-5 ปี ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกกันอย่างแพร่หลาย แต่พืชชนิดนี้ต้องการความเอาใจใส่อยู่มาก เนื่องจากมีความอ่อนแอและสภาพอากาศของไทยนั้นไม่ค่อยเหมาะสมในการปลูก ทั้งยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้ามารองรับการดูแลต้นส้ม งานในไร่ส้มจึงต้องอาศัยแรงงานมนุษย์ในการจัดการอย่างใกล้ชิด

ความบอบบางของต้นส้มและการขยายฐานการผลิตเพื่อการบริโภคภายในและส่งออกภายนอกประเทศ ทำให้การทำไร่ส้มต้องการด้านแรงงานจำนวนมาก แรงงานชาวไทใหญ่ผู้ลี้ภัยจากความไม่สงบและสงครามในบ้านเกิดจึงหลั่งไหลเข้ามาทางอำเภอฝางซึ่งมีเขตแดนติดกับรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์อย่างไม่ขาดสาย 

หลังจากข้ามแดนเข้ามาในประเทศไทยได้สำเร็จ แรงงานจำนวนไม่น้อยมุ่งหวังที่จะเข้ามาเป็นคนงานในไร่ส้ม เพราะเชื่อว่างานในไร่ค่อนข้างสบายและมีเงินเดือนที่สูงหากเทียบกับรายได้ที่ตนได้รับอยู่ในประเทศบ้านเกิด ชาวไทใหญ่บางส่วนจึงเลือกที่จะลักลอบข้ามแดนเข้ามาเป็นแรงงานในไร่ส้มเพื่อรอเวลาให้ตนเองมีบัตรทำงานอย่างถูกกฎหมาย 

ในด้านผลประโยชน์ของเจ้าของไร่ที่ได้จากแรงงานเหล่านี้ สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงานข้ามชาติในภาคเหนือ ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าของพื้นที่เกษตรกรรมในภาคเหนือมักลดต้นทุนโดยใช้แรงงานที่ไม่ถูกกฎหมายปะปนกับแรงงานถูกกฎหมาย เพราะแรงงานที่ลักลอบเข้ามาจะมีค่าแรงที่ถูก ส่วนแรงงานที่ถูกกฎหมายมีไว้สำหรับเวลาที่เจ้าหน้าที่รัฐในการสุ่มตรวจแรงงานในไร่

“ไร่ส้ม ไร่สตรอเบอรี่มันใช้คนงานหมด แต่คำถามคือมีแรงงานถูกกฎหมายอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ 50 คนอาจจะถูกสัก 10 คน”

สุมิตรชัย หัตถสาร

ไร่ส้มส่วนมากตั้งอยู่ภายในรั้วลวดหนามและมีอาณาบริเวณกว้างใหญ่บนพื้นที่ราบสลับกับเขาสูง ลักษณะพื้นที่ปิดจึงเป็นกลไกที่ป้องกันโลกภายนอกไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนบุคคล รวมทั้งการตรวจตราจากเจ้าหน้าที่ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้แรงงานที่อาศัยอยู่ในไร่ไม่สามารถเข้าออกไร่ส้มได้โดยอิสระ การใช้ชีวิตของพวกเขาจึงถูกจำกัดอยู่เพียงในบริเวณไร่ไปโดยปริยาย

ไร่ส้มแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ราวหนึ่งร้อยไร่ ลักษณะเชิงกายภาพเป็นเสมือนกำแพงที่คุ้มครองผลผลิตของเจ้าของไร่ ขณะเดียวกันก็เป็นเงื่อนไขในการใช้ชีวิตของแรงงาน

ที่พักของแรงงานเป็นห้องแถวมุงหลังคาสังกะสีเรียงติดกันประมาณสิบห้อง ส่วนใหญ่อยู่กันเป็นครอบครัวซึ่งประกอบด้วยสมาชิกเฉลี่ย 3-4 คน โดยมีห้องน้ำรวมเพียงแห่งเดียว ในบางไร่ แรงงานข้ามชาติจะปลูกผักและเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคกันเอง เนื่องจากเดินทางเข้าออกไร่ทุกวันไม่สะดวก

เปลเลี้ยงเด็กเล็กในบริเวณที่พักของแรงงานไร่ส้ม

ในช่วงเดือนที่ส้มยังไม่ออกผล ช่วงเวลาส่วนใหญ่แรงงานจะต้องดูแลต้นส้มเพื่อเตรียมให้ผลส้มที่จะออกมาในรอบต่อไปสมบูรณ์ที่สุด โดยจะเป็นการถางหญ้า ตัดแต่งกิ่งต้นส้ม ทาสีเคลือบลำต้นเพื่อไม่ให้แมลงเข้ามากัดกิน และงานจะล้นมือเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว ทั้งหญิง ชายและเด็กๆ ที่อยู่ในสวนจะเข้ามาร่วมกันเก็บผลผลิตสีเหลืองทองเพื่อส่งต่อไปให้พ่อค้ารายย่อยอื่นๆ

“ปกติก็ไม่ได้ออกไปไหนบ่อยค่ะ เพราะว่ามันไกลจากตัวเมือง บางวันก็เอาขวดใสใส่น้ำผสมยาแก้อักเสบ ไปเสียบใส่ต้นส้มค่ะ” เด็กสาวลูกแรงงานชาวเมียนมาร์คนหนึ่งในไร่เล่าถึงชีวิตในช่วงปิดเทอม ไม่เพียงแค่เธอเท่านั้น แต่กิจกรรมเหล่านี้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเหล่าเด็กคนอื่นๆ ที่เป็นลูกหลานแรงงานในไร่เช่นกัน

ขวดลิตรต่อสายยางนับร้อยที่แรงงานจะนำไปบรรจุน้ำผสมกับยาแก้ปวด จากนั้นจึงนำไปเสียบกับต้นส้ม
เนื่องจากเชื่อว่ายาแก้ปวดจะป้องกันโรคให้กับต้นส้มซึ่งเป็นพืชที่ติดโรคง่าย

ชีวิตที่อยู่กับความเสี่ยง

ไม่ไกลจากที่พักคนงานนัก มีอาคารก่อด้วยอิฐบล็อกมุงด้วยสังกะสีหลังหนึ่งที่ไม่ได้ปิดป้ายว่าทำหน้าที่อะไร แต่กลิ่นฉุนของสารเคมีทั่วบริเวณเป็นคำเตือนให้คนต่างถิ่นรู้ว่าอย่าเข้าใกล้ เพราะคาดเดาได้ไม่ยากนักว่าอาคารหลังนี้เป็นโรงเก็บสารเคมี 

“ยามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เขาไม่ได้บอกว่านี่เป็นยาอะไร มีคนผสมให้ เรามีหน้าที่แค่ฉีดอย่างเดียว” จัน แรงงานข้ามชาติวัย 70 ปี ผู้มีอายุการทำงานในไร่ส้มมานานมากกว่า 15 ปี เล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขายังเล่าต่อด้วยว่า สารเคมีที่ใช้นั้นมีความรุนแรงมากขึ้นจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว รวมถึงอัตราการฉีดก็ถี่ขึ้นจากอาทิตย์ละครั้ง เป็นสี่วันต่อหนึ่งครั้ง

“หลังจากฉีดเสร็จแล้วเดินไป หันกลับมาวัชพืชที่โดนยาไปก็ตายหมดแล้ว” จันเล่าถึงความรุนแรงของสารเคมีที่ใช้กันในไร่ ลักษณะของสารเคมีที่ออกมาจากปลายสายเป็นละอองน้ำสีขาว ในการฉีดพ่นยาแต่ละครั้ง แรงงานเล่าว่าจะต้องฉีดให้ทั่วทั้งต้น เมื่อละอองน้ำที่เกิดการควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำไหลลงมาจากต้น เป็นสัญญาณว่าต้นส้มได้รับสารเคมีที่เพียงพอแล้ว ซึ่งโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 นาทีต่อต้น และแรงงานหนึ่งคนจะต้องพ่นสารเคมีให้ได้ประมาณร้อยต้น 

ถึงแม้ว่าสารเคมีจะมีความเข้มข้นสูง แต่เหล่าแรงงานไม่ได้รับอุปกรณ์ป้องกันร่างกายสำหรับการฉีดพ่นสารเคมี จันเล่าว่า พวกเขาต้องหาเครื่องมือป้องกันความรุนแรงของสารเคมีเหล่านี้ด้วยตนเอง โดยมีเพียง รองเท้ายาง ถุงมือ หมวก และหน้ากากแบบที่หาซื้อได้ทั่วไปเท่านั้น แรงงานคนไหนที่ไม่สามารถซื้อเครื่องป้องกันได้ ก็จะแต่งกายโดยไม่มีอุปกรณ์เหล่านี้ขณะฉีดพ่นยา

“เวลาป่วยก็ไปโรงพยาบาลเอง นายจ้างไม่ได้ทำอะไรให้ วันไหนหยุด นายจ้างเขาก็ไม่ได้จ่ายเงินเรา เขาไม่ได้ให้อะไรเราเลย ให้เงิน 250 บาทต่อวันก็จบกันไป”

จัน แรงงานข้ามชาติวัย 70 ปี

“เคยมีคนเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีที่ตกค้างในร่างกายของแรงงาน แต่ผลมันก็ยังไม่ได้ออกมาชัดเจนว่าแรงงานมีสารเคมีเหล่านั้นเพราะว่าทำงานในสวนส้ม แต่ถ้าจะให้แรงงานออกไปตรวจก็จะเป็นเรื่องยากอีกเพราะว่าจะต้องขอนายจ้างออกมา และจะต้องเข้าไปตรวจที่โรงพยาบาลในเชียงใหม่” ประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์กรฟอร์จูน เล่าถึงความพยายามในการพิสูจน์ว่าสารเคมีภายในไร่ส่งผลต่อสุขภาพของแรงงาน

เขาบอกว่า แม้จะมีองค์กรหลายแห่งเข้ามาเก็บข้อมูล แต่ก็ยังไม่มีองค์กรใดสามารถติดตามผลอย่างต่อเนื่องได้ ทำให้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสารเคมีในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นสาเหตุให้แรงงานหลายรายต้องเจ็บป่วย และบางคนได้รับผลจากการใช้สารเคมีจนเสียชีวิต

จัน แรงงานข้ามชาติในไร่ส้มเล่าว่า แม้ว่าจะมีกรณีคนงานเจ็บป่วยภายในไร่ การรักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเอง “เวลาป่วยก็ไปโรงพยาบาลเอง นายจ้างไม่ได้ทำอะไรให้ วันไหนหยุด นายจ้างเขาก็ไม่ได้จ่ายเงินเรา เขาไม่ได้ให้อะไรเราเลย ให้เงิน 250 บาทต่อวันก็จบกันไป”

แรงงานคนหนึ่งนั่งพักระหว่างการทาสีต้นส้มเพื่อป้องกันแมลงเจาะลำต้น มีหมวกและถุงมือเป็นอุปกรณ์ประจำกาย

เมื่อไม่มีเอกสารรับรอง ก็ไม่มีสิทธิ

สิ่งหนึ่งที่แรงงานข้ามชาติคาดหวังคือการได้ครอบครองเอกสารการอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกกฎหมาย แต่การจะได้มาซึ่งเอกสารนี้ก็เป็นความท้าทายใหญ่หลวงสำหรับแรงงานหลายคน

“ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องบัตร คนงานแทบจะทำด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะว่านโยบาย หรือว่ากฎระเบียบขั้นตอนทุกอย่างถูกตั้งให้เข้าถึงยาก” สายทิพย์ อาวัน ชาวไทใหญ่และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือของมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (HRDF) กล่าว

สายทิพย์ระบุด้วยว่า เอกสารบางประเภท เช่น เอกสารตามแบบข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ภาคี หรือระบบ MOU  (Memorandum of understanding) ต้องใช้เวลาดำเนินการ 3-4 เดือน บางคนต้องใช้เวลาเป็นปีก็มี

สายทิพย์ยังกล่าวอีกว่า กระบวนการขอเอกสารการทำงานเหล่านี้ ต้องอาศัยนายจ้างเป็นผู้ไปติดต่อกับราชการ ซึ่งส่วนใหญ่นายจ้างมักไม่สะดวกมาจัดการ เนื่องจากใช้เวลานาน แรงงานเหล่านี้จึงมักอาศัยนายหน้าเพื่ออำนวยความสะดวกให้ “ปกติแล้ว ตามกฎหมาย นายหน้าจะเรียก (ค่าดำเนินการ) ได้ไม่เกินหมื่น แต่ความเป็นจริงนายหน้ามักจะเรียกเกิน เป็น 12,000 – 13,000 บาทต่อคน”

“การละเมิดสิทธิมันมีอยู่ทั่วไปในกลุ่มคนที่เขามีข้อจำกัดในการปกป้องตัวเอง”

ศาสตราภิชา แล ดิลกวิทยรัตน์

นอกจากนี้ ภาคประชาสังคมที่ทำงานกับแรงงานข้ามชาติพบว่า ในหลายกรณี แม้ว่าแรงงานในภาคเกษตรกรรมจะได้รับบัตรแรงงานอย่างถูกกฎหมายแล้ว ก็ยังมีนายจ้างหลายรายที่เก็บบัตรแรงงานไว้กับนายจ้างเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานหลบหนี ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิแรงงาน

“การละเมิดสิทธิมันมีอยู่ทั่วไปในกลุ่มคนที่เขามีข้อจำกัดในการปกป้องตัวเอง เนื่องจากการเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นการใช้กฎหมายป้องกันตัวเองจึงเป็นเรื่องยาก” ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็น

ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานเสริมอีกว่า แรงงานข้ามชาติมักมีทัศนคติเชิงลบต่อเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ เนื่องจากพวกเขาเข้าประเทศมาอย่างผิดกฎหมาย ทำให้ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ อีกทั้งยังมักจะถูกขู่จากนายจ้างว่าหากไม่ทำตามคำสั่ง จะถูกส่งตัวให้กับตำรวจ ดังนั้น การดำเนินการกับนายจ้างที่ละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติจึงมักไม่เกิดขึ้น เนื่องจากแรงงานไม่กล้าแจ้งปัญหาการละเมิดสิทธิกับเจ้าที่หน้าที่โดยตรง จึงไม่สามารถพึ่งกฎหมายให้จัดการกับความไม่เป็นธรรมได้

และถึงแม้ว่าจะมีกรณีละเมิดสิทธิของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย มีบัตรอนุญาตทำงานแล้ว แต่น้อยครั้งที่นายจ้างจะถูกร้องเรียน

“คนงานเขามีความคิดอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเขาป่วยหรือใครทำอะไรเขา มักจะโทษเวรกรรมไปก่อน ก็เลยไม่อยากทำอะไรในทางคดี ถ้าเกิดมีนายจ้างทารุณเขา ก็คือเวรกรรม ช่างมันเถอะ แม้แต่บางเคสที่เรียกร้องแล้วได้เงิน เขาก็ไม่อยากทำเพราะมันเป็นบาป” สายทิพย์ระบุถึงความเชื่อของชาวไทใหญ่ ที่ทำให้การละเมิดสิทธิแรงงานของนายจ้างไม่ถูกดำเนินการ

โอกาสที่ถูกจำกัดของเด็กน้อยในไร่ส้ม

แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เข้ามาในไทยพร้อมกับครอบครัว ดังนั้น ปัญหาจากการละเมิดสิทธิด้านต่างๆ จึงไม่ได้เกิดขึ้นกับคนงานเท่านั้น แต่ครอบครัวของพวกเขาก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน สำหรับเด็กจำนวนไม่น้อยที่เดินทางตามพ่อแม่ของเขามาจากประเทศเมียนมาร์ การอาศัยในไร่ส้มในหุบเขาที่ห่างจากตัวเมืองกว่าสิบกิโลเมตรเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้ลูกหลานของแรงงานเหล่านี้เดินทางมาโรงเรียนได้สะดวก อีกทั้งยังไม่มีเงินพอค่าเล่าเรียน

ลูกหลานแรงงานชาวเมียนมาร์ในไร่ส้มมาช่วยผู้ปกครองทำงานในไร่ในวันหยุด

ภาคประชาสังคมที่ทำงานกับแรงงานข้ามชาติในภาคเกษตรกรรมพบว่า นักเรียนจากไร่ส้มส่วนมากมีวุฒิทางการศึกษาเพียงการศึกษาภาคบังคับ (มัธยมศึกษาปีที่ 3) เพราะการเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษาต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง 

“ถ้าจบ ม.3 จะออกมาทำไร่ส้มครับ” ทุนแน วัย 15 ปี กล่าวด้วยเสียงเรียบๆ สำหรับเขาและเพื่อนๆ ที่เติบโตมาในไร่ส้ม โลกภายนอกเป็นความเสี่ยง พวกเขาจึงยินดีที่จะเป็นแรงงานในไร่ส้มต่อไป เยาวชนหลายรายกลับเข้ามาทำงานไร่ส้มหลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ด้วยการเป็นแรงงานที่หนุ่มกว่า อีกทั้งยังผ่านการศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน พวกเขาจึงได้ตำแหน่งที่สูงกว่าแรงงานทั่วไป 

“ผมสอนมาตั้ง 20 กว่าปี เด็กที่จบปริญญาตรียังไม่มีสักคน แค่จบ ม.3 ทำงานได้ก็ไปแล้ว ความคิด (ที่จะเรียนต่อ) มีก็จริง แต่รายได้ของครอบครัวไม่เอื้ออำนวย” ประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์กรฟอร์จูนกล่าวถึงการศึกษาของเด็กในไร่ รวมทั้งบอกว่าหากพวกเขาจบในระดับชั้นมัธยมศึกษาขึ้นไป พวกเขาเลือกที่จะสมัครงานเป็นพนักงานบริการอยู่ในตัวเมือง แต่ไม่ได้ไปไหนไกลจากไร่ส้มมากนัก

ครูประเสริฐยังยอมรับอีกว่าทุนแนเป็นเด็กที่ยังโชคดี เพราะในไร่ยังมีเด็กอีกหลายคนที่ขาดเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อสมัครเข้าเรียน

กลไกรัฐที่ยังไม่ส่งเสริมสิทธิแรงงานข้ามชาติ

พอหทัย วงศ์สวัสดิ์ นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ยอมรับว่า ช่องโหว่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างยังมีอยู่มาก ซึ่งกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานเองทราบปัญหามาตลอด ทั้งปัญหานายจ้างโกงค่าแรงลูกจ้าง ปัญหาการทำบัตรที่นายจ้างมักเรียกเก็บเงินเกินกว่าที่ลูกจ้างต้องจ่าย หรือปัญหาการเลิกจ้างที่นายจ้างแจ้งออกโดยลูกจ้างไม่ทราบ

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการแรงงานชำนาญการกล่าวว่าการแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องยาก เพราะแรงงานส่วนใหญ่ไม่กล้าร้องเรียนกับกรมการจัดหางานโดยตรง เนื่องด้วยตนลักลอบเข้าประเทศมา หรือหลายครั้งที่ลูกจ้างร้องเรียนแล้วโดยนายจ้างรังแกหนักกว่าเดิม อีกทั้งนโยบายของกรมการจัดหางานขณะนี้ ไม่ได้เปิดให้แรงงานที่ลักลอบเข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายได้ 

“กลุ่มที่ถูกกฎหมายตอนนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะอยู่ได้ตลอด ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ต้องลุ้นกันอีกที”

พอหทัย วงศ์สวัสดิ์

เจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ ระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีข้อตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงานข้ามชาติระหว่างประเทศไทยกับประเทศคู่ภาคี หรือระบบ MOU (Memorandum of understanding) ซึ่งจะมีการส่งรายชื่อแรงงานจากรัฐบาลเพื่อนบ้านเพื่อให้เข้ามาใช้แรงงานอย่างถูกกฎหมายในประเทศไทยได้ โดยอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติสามารถทำงานได้เพียงแค่สองอาชีพเท่านั้น คือ งานกรรมกร และคนรับใช้ในบ้าน 

ทั้งนี้ วิธีที่แรงงานจะได้ MOU นั้น คือแรงงานต้องกลับประเทศตัวเองแล้วเข้ามาใหม่โดยใช้พาสปอร์ต ซึ่งเป็นปัญหาสำหรับแรงงานส่วนใหญ่ที่ทั้งครอบครัวได้ย้ายถิ่นฐานมาประเทศไทยหมดแล้ว ไม่สามารถกลับไปประเทศตัวเองได้อีก เพราะเมื่อกลับไปที่นั่นพวกเขาก็ไม่มีตัวตน ไม่สามารถทำพาสปอร์ตอย่างที่กรมการจัดหางานต้องการได้ อีกทั้งยังมีข้อกำหนดที่ว่า แรงงานที่ถูกนำเข้าประเทศไทยต้องมีอายุต่ำกว่า 55 ปี และเมื่อแรงงานมีอายุเกิน 55 ปีจะต้องกลับไปประเทศของตน 

“กลุ่มที่ถูกกฎหมายตอนนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะอยู่ได้ตลอด ถ้าเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ต้องลุ้นกันอีกที” นักวิชาการแรงงานชำนาญการ สำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่ กล่าว

สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อส่งเสริมสิทธิแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ ศาสตราภิชาน แล มองว่า แรงงานเหล่านี้ต้องมารวมกลุ่มกับสหภาพแรงงานอื่นๆ เพราะจะมีส่วนช่วยในการผลักดันนโยบายของรัฐ โดยหลักการแล้ว ถ้าแรงงานข้ามชาติทำงานอยู่ในประเทศไทย ก็ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายไทย ซึ่งเป็นกฎหมายเดียวกับการคุ้มครองแรงงานไทยในภาคอุตสาหกรรม หรือภาคบริการต่างๆ เช่น ทำงานต้องไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง

“หากรัฐเป็นของประชาชนคนทั่วไป ประชาชนสนใจเรื่องเหล่านี้ รัฐเองก็จะต้องสนใจ แต่สำหรับรัฐบาลที่มาจากคนส่วนน้อย เขาก็ไม่ได้มีแรงกดดันที่จะต้องไปดูแลคนส่วนใหญ่ ยกเว้นกรณีที่ปล่อยปละละเลยแล้วเรื่องมันจะบานปลาย อย่างนั้นเขาอาจจะลงไปดู ไม่ใช่เพื่อคนงานแต่เพื่อเสถียรภาพของรัฐนั้นๆ” ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานกล่าว

ขอขอบคุณ

  • อดิศร เกิดมงคล ผู้จัดการเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ
  • ปสุตา ชื้นขจร ผู้ประสานงาน โครงการยุติธรรมเพื่อแรงงานข้ามชาติ
  • ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
  • SAI KYAW WIN MYINT Education Coordinator เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ
  • ทุนจ่าม ลุงออ ผู้ประสานงานโครงการยุติธรรมเพื่อแรงงานข้ามชาติ
  • ประเสริฐ​ ปัญญาวงศ์ ผู้อำนวยการองค์กรฟอร์จูน

%d bloggers like this: