Opinion Top Stories

รวดร้าว เลือนลาง เรียนรู้

ร่วมย้อนรอยบาดแผลแห่งประวัติศาสตร์ไทยอันแสนเลือนลาง แต่ยังคงความรวดร้าวและเจ็บปวด ในนิทรรศการ “แขวน” ผ่านทัศนะของสมาชิกกองบรรณาธิการ “นิสิตนักศึกษา” ต่อการใช้กำลังล้อมปราบและสังหารนักศึกษาประชาชนที่ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519


ร่วมย้อนรอยบาดแผลแห่งประวัติศาสตร์ไทยอันแสนเลือนลาง แต่ยังคงความรวดร้าวและเจ็บปวด ในนิทรรศการ “แขวน” ผ่านทัศนะของสมาชิกกองบรรณาธิการ “นิสิตนักศึกษา” ต่อการใช้กำลังล้อมปราบและสังหารนักศึกษาประชาชนที่ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 


I. THE AFFECTED

เรื่องและภาพ: คณิศร สันติไชยกุล

“แขวน” 6 ตุลา On site Museum นิทรรศการรำลึกการล้อมปราบนักศึกษาประชาชนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ที่ชาวโลกเรียกมันว่า “การสังหารหมู่ (Massacre)” แต่ชนชั้นนำของไทยกลับปกปิดมาโดยตลอด การจัดนิทรรศการเพื่อรำลึกถึงอยู่อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเครื่องย้ำเตือนสำคัญสำหรับการมีอยู่ของการสังหารหมู่ครั้งนี้

ภาพจำของเหตุกาณ์ที่สำคัญคือ ภาพคนถูกแขวนคอใต้ต้นไม้ที่สนามหลวง แน่นอน ภาพนี้ได้รับการสนใจจากผู้ชมที่เดินไปมา ไม่ว่าใครก็จะหยุดยืนที่หน้าภาพนี้ มองไปยังภาพคนที่ถูกแขวนคอ มองไปยังประชาชนที่มายืนห้อมล้อม มองไปยังโศกนาฏกรรมชิ้นนี้ 

ในบรรดาผู้ชมที่ผ่านไปมาเพื่อมองภาพนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น ได้มามองด้วยอีกหนึ่งสายตา แต่สายตานั้นคงยากที่จะบรรยายถึงอารมณ์ที่ส่งจากสายตา ผ่านที่ว่าง  สู่ตัวบท ภาพนี้จึงเป็นเสมือนความทรงจำที่เหลือกับเหตุการณ์นี้ ทั้งของคนในเหตุการณ์และประชาชนคนนอก

ความทรงจำเป็นเรื่องสำคัญ ยากที่จินตนาการ หากมนุษย์ปราศจากความทรงจำ หลายครั้ง หลายครา ความทรงจำทำหน้าที่เป็นตัวชี้นำการกระทำของเราในอนาคต

ดังนั้น สำหรับอนาคตของประเทศไทย การลบความทรงจำจึงไม่ใช่การแก้ปัญหา การยอมเปิดแผลต่างหากคือทางไถ่บาปที่ควรจะเป็น และให้สายลม กาลเวลา พัดผ่าน ไหลซึม กัดกร่อน แผลนี้ จนแข็งแกร่ง

แด่อนาคต…


เรื่องและภาพ: ธนพร เกาะแก้ว

“มันเป็นความชั่วร้ายที่เขาไม่ทำกันแม้แต่ในสงคราม… ไม่มีปืนแม้แต่กระบอกเดียวจากธรรมศาสตร์ มันไม่ใช่การรบ มันคือการสังหารหมู่ แต่ไม่มีใครถูกลงโทษ” ด่าง-กฤษฎางค์ นุต-จรัส อดีตนักศึกษาผู้อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา บรรยายขณะพาชมนิทรรศการ

“คนตายมีหน้า คนถูกฆ่ามีชื่อ” คือวลีที่ก้องอยู่ในหูขณะเดินชมนิทรรศการ ท่ามกลางผู้เสียชีวิต 5 คนที่ถูกแขวนในวันนั้น มีเพียง 3 คนเท่านั้นที่สามารถระบุตัวตนได้ 

การสังหารหมู่นักศึกษาโดยไม่ปรากฏนามทำให้ชีวิตของพวกเขากลายเป็นเพียงตัวเลข เราจำได้ว่า “สูญเสีย” แต่จำไม่ได้ว่าใคร เราจำได้ว่า “มาก” แต่ไม่รู้ว่ามากเท่าใด กลไกที่ทำให้ลืมยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ตัวตนของพวกเขาจึงจางหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างไร้ทางเลือก

หลายชีวิตที่ถูกแขวนในเช้าวันนั้นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของความสูญเสีย ยากจะตอบได้ว่า มีอีกกี่คนที่สูญหาย คนที่จากไปล้วนเป็นครอบครัวหรือคนรักของใครสักคนที่ยังมีลมหายใจอยู่ตอนนี้ ตัวตนของพวกเขาจากเหตุการณ์เมื่อ 44 ปีที่แล้ว ไม่เคยจางไปจากกระแสรับรู้ของคนที่ถูกทิ้งให้เจ็บปวดเลย

จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระบุตัวตนผู้เสียชีวิตไปพร้อมกับการตามหาผู้กระทำ เพราะวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวลอนุญาตให้อาชญากรรมโดยรัฐเกิดขึ้นโดยไร้ผู้รับผิดรับชอบ ซ้ำยังปฏิเสธความรุนแรงด้วยการปกปิดความจริงต่อสาธารณะ 

บาดแผลที่เกิดขึ้นไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง เพราะรัฐปิดหู ปิดตา ตนเองจากความเจ็บปวดของเรา เช่นเดียวกับที่รัฐปิดหู ปิดตาเราจากเหตุการณ์ 6 ตุลา

“เราแค่คิดว่าเขาจะสำนึกในสิ่งที่เขาทำหรือเปล่า และเขาทำเพื่อเหตุผลอะไร” คือคำถามของด่าง กฤษฎางค์ ถึงผู้กระทำนิรนามในวันนั้น แทนอีกหลายเสียงที่ไม่มีโอกาสทวงถามความยุติธรรมด้วยตัวเอง โดยหวังว่าการเปิดเผยความจริงจะไม่ทำให้การจากไปของนักศึกษา 6 ตุลา ถูกลบเลือนหรือหลงลืมไปมากกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว


เรื่องและภาพ: ชุติกาญจน์ บุญสุทธิ

สามสิบสี่..วสันต์ บุญรักษ์ สามสิบห้า…ชายไทยไม่ทราบชื่อ ถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะ สามสิบหก…ชายไทยไม่ทราบชื่อ 

เสียงหญิงวัยกลางคนดังขึ้น เอ่ยไล่เรียงชื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ผ่านลำโพงตัวเล็กในนิทรรศการ ‘44 ปี 6 ตุลา’ ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เสียงประกาศสอดรับกับภาพลำโพงเมื่อในอดีตที่ถูกตั้งอยู่ข้างๆกัน

“หนึ่งนัด สองนัด สามนัด สี่นัด … สามสิบนัด” ฉันนั่งนับจำนวนเม็ดกระสุนที่ยิงเข้ามายัง อุปกรณ์กระจายเสียง

ลำโพงในวันนั้นถูกยิงเสียจนพรุน เหตุเพื่อทำลายต้นตอเสียงที่เขาบอกว่าเป็นการ ‘ปลุกระดม’ เป็นคอมมิวนิสต์ และต้องการล้มเจ้า นักเรียนนักศึกษาจึงจำต้องถูกปิดปาก ด้วยความรุนแรง และถูกปล่อยทิ้ง ล่องลอย หาคนผิดมิได้

เวลาผ่านไป 44 ปี ลำโพงในวันนี้ ดังกว่าที่เคย และเป็นอีกครั้งที่นักเรียนนักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วม ความยุติธรรมของกาลเวลาเริ่มทำงานแล้ว ผ่านอุโมงค์เหล็กที่มีช่องให้ส่งเสียง หลากทิศ มากกว่าในวันนั้น ด้วยถูกทำให้เป็นรูพรุนจำนวนมากจากผู้ใช้ความรุนแรงเอง

“อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ… นะคนดี

เพราะเราเกิดมาในโลกแห่งเสรี…”

สองท่อนแรกจากบทเพลง ‘แด่คนช่างฝัน’ โดย ‘จ็อบ’ บรรจบ พลอินทร์ ดังกังวาลขึ้น 

แช่แข็งหัวใจของฉัน พร้อมๆกับจุดประกายไฟแห่งความหวัง

แด่ คนช่างฝัน…


เรื่องและภาพ: มณิสร วรรณศิริกุล

“แขวน” ไม่ใช่เพียงแค่แขวนคอศพทั้ง 5 ไว้ในวันเกิดเหตุ  แต่ยังรวมไปถึงการแขวนความอยุติธรรม แขวนความหดหู่และคับข้องใจไว้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน และไม่ถูกดึงลงมาเสียที

“เขาทำทุกอย่างเพื่อให้เสียงของพวกเราเงียบลง ด้วยเสียงปืน” เป็นสิ่งที่ฉันอดคิดขึ้นมาไม่ได้เมื่อพบเข้ากับซากลำโพงกระจายเสียงที่ถูกยิงด้วยลูกซองยาวเพื่อหวังทำลายตัวกระจายเสียงของนักศึกษา เขาใช้เสียงปืนเพื่อ

หยุดเสียงของพวกเรา และแทนที่ด้วยเสียงวิทยุที่บอกเล่าเรื่องราวอันเป็นเท็จ เพื่อยุยงปลุกปั่น

ฉันได้ยินเสียงร่ำไห้จากเศษซากความทรงจำที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อนักเรียนของจารุพงษ์ ทองสินธุ์ และสมุดบันทึกของพ่ออ่อง เอี่ยมคง ที่เขียนถึงดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง ผู้เป็นลูกชาย เบื้องหลังความเสียใจและการสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักไปในเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดความรุ่นแรงขึ้นด้วยซ้ำ 

ฉันนึกโกรธทุกคนที่มีส่วนร่วมให้เกิดความสูญเสียในครั้งนั้น และใครก็ตามที่พยายามทำให้เรื่องนี้เงียบหายไปไม่ถูกพูดถึงหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงไป ไม่ควรเลยที่จะต้องมีใครถูกทำให้ตาย เพียงเพราะแสดงจุดยืนของตนเองบนความเห็นต่าง


เรื่อง: ลักษณาพร ทาระพันธ์

ภาพ: ณิชาภา ขจรโกวิทย์

งานนิทรรศการ “เเขวน” จัดเเสดงวัตถุพยานเเละเรื่องราวบอกเล่าเหตุการณ์ หกตุลา ผ่านชิ้นส่วนความทรงจำเเละข้อมูลที่ไม่ค่อยจะเคยถูกกล่าวถึงอย่างเปิดเผย

งานนี้จึงเปิดโอกาสให้คนรุ่น 6 ตุลา มาจนถึงเยาวชนรุ่นใหม่ ได้ทบทวนถึงปรากฏการณ์ความรุนเเรงที่เกิดขึ้น ซึ่งยังคงเกิดขึ้นซ้ำๆ เเละยังมีให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน จนเรามักจะติดภาพจำว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองเต็มไปด้วยความรุนเเรง ทั้งๆ ที่การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ควรเต็มไป ด้วยความหวังที่จะพากันขับเคลื่อนไปสู่สังคมที่ดี เเละสร้างเเรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่สุด

สมุด “แด่ลูกอ้อยจากดวงใจ” หนึ่งในวัตถุพยานแห่งโศกนาฏกรรม 6 ตุลา เป็นสมุดของคุณพ่ออ่อง เอี่ยมคง เขียนถึงดนัยศักดิ์ เอี่ยมคง ลูกชายที่ทุกคนที่บ้านยังคงรอให้หวนกลับมา… ถ้อยคำร้อยเรียงจากความห่วงใยเเละความหวังของพ่อ ทำให้เราเข้าใจเเรงสั่นสะเทือนจากการสูญเสียในเหตุการณ์ 6 ตุลามากขึ้น

เสียงประกาศรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ได้ยินเเว่วๆ มาจากอีกฝั่ง ยิ่งทำให้หน้ากระดาษสมุดนั้นมีค่า

นิสิตหยุดยืนอ่านอยู่นาน มิใช่เพราะความจางของน้ำหมึก ที่ทำให้ตัวหนังสือเลือนลางอ่านยาก เเต่เป็นเพราะความโหดร้ายเกินกว่าจะรับได้ ที่เกิดขึ้น กับชีวิตของรุ่นพี่นักศึกษาเมื่อ 44 ปีก่อน

การใช้ความรุนเเรงกํากับเเละบังคับร่างกาย อุดมการณ์ รวมไปถึงอัตลักษณ์ของคนคนหนึ่ง ให้คุณประโยชน์อันใด นอกจากบาดแผลยากเกินเยียวยา ในทางกลับกัน           ควรสนับสนุนให้เกิดการตั้งคําถามอันนํามาสู่คําตอบใหม่ๆ พลวัตของการปรับตัวนี้ต่างหาก ที่จะขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าเเละบ่มเพาะสังคมวิถีประชาธิปไตยให้ผลิบานงอกงาม


เรื่องและภาพ: ณิชากร เมฆวรวุฒิ

‘ณ ที่แห่งนี้มีคนตาย’ แผ่นวงกลมสีแดงในสถานที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ที่รัฐพยายามปกปิดมาตลอด 44 ปี มีอยู่จริง

เมื่อชมภาพเหตุการณ์ในอดีตอีกครั้ง ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อว่า เกิดเหตุการณ์สยดสยองเช่นนี้เคยเกิดขึ้นได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นและผ่านไปได้อย่างไรโดยที่คนทั่วไปยังสามารถใช้ชีวิตกับมันได้ปกติ 

คนบางส่วนของประเทศยังหลงลืม หลบเลี่ยง และหลีกหนีว่าไม่เคยเกิดเหตุการณ์สังหารและทารุณกรรมหมู่เช่นนี้มาก่อนทั้งในภพชาตินี้หรืออดีตกาลของประเทศไทย

สมัยมัธยม ฉันคลิกลิ้งค์ข่าวหนึ่งที่คนแชร์ผ่านเฟซบุ๊ก และรับรู้ถึงการมีอยู่ของเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นครั้งแรก ภาพตำรวจคาบบุหรี่ถือปืนเล็งยิงยังคงค้างอยู่ในหัวสมอง แต่เรื่องราวในครั้งนั้นกลับเป็นแค่อารัมภบทที่เชื้อเชิญให้ทำความรู้จักความโหดเหี้ยมอำมหิตภายในอีกหลายเท่า 

วันนี้ฉันกลายเป็นนิสิตเอกวารสารฯ ได้ทำงานที่ตัวเองเชื่อว่าเป็นไปเพื่อสังคม นำทางให้ฉันกลับมายังนิทรรศการที่พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา อีกครั้ง… 

ณ ที่แห่งนี้เคยมีคนตาย หลากหลายความจริงอัดแน่นที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยในสังคม บาปบริสุทธิ์ที่ยังไม่ได้รับการชำระผล และคนที่ต้องการครอบครองอำนาจเหนือประชาชนยังคงอยู่ ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

เสียงของผู้ตายที่ไม่สมควรตายกำลังปลุกให้เราตื่น


II. AGENTS OF VIOLENCE

 เรื่องและภาพ: วารีญา แซ่หย่าง

ภาพตำรวจหนุ่มในชุดเครื่องแบบเต็มยศ ปากคาบบุหรี่ อีกมือหนึ่งถือปืนเล็งอย่างมั่นใจ ถ้ารูปดังกล่าวเป็นฉากในภาพยนตร์แอ็คชั่นคงเป็นฉากที่ฉันรู้สึกว่ามันเท่น่าดู แต่เมื่อฉันเห็นภาพนี้ในนิทรรศการ “แขวน” ซึ่งเป็นภาพถ่ายจริงจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ฉันกลับรู้สึกว่าขนแขนของตัวเองลุกชัน ผะอืดผะอม และพูดอะไรไม่ออก

ตำรวจในรูปคือใคร ทำไมเขาถึงกล้าทำได้ขนาดนั้น ใครเป็นคนสั่ง หลังจากผ่านมา 44 ปี ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ เขายังอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว แล้วหลังจากเหตุการณ์นั้นเขารู้สึกอย่างไร? หลากหลายคำถามที่เกิดขึ้นในหัวหลังจากที่ฉันเห็นรูปดังกล่าว ความรุนแรงในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้ฉันรู้สึกไม่เข้าใจ สะเทือนใจ โกรธ และผิดหวังผสมปนเปกันไป

การทำร้าย เข่นฆ่า และทรมานแม้กระทั่งร่างไร้วิญญาณของนักศึกษาอย่างเลือดเย็น เพียงเพราะเหตุผลแค่คนเหล่านั้นเห็นต่างจากตน เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด ความหวาดกลัวที่เข้าครอบงำสังคมไทยในขณะนั้น ทั้งความหวาดกลัวว่ากลุ่มนักศึกษาจะทำให้ประเทศไทยเป็นคอมมิวนิสต์ หวาดกลัวว่าระบอบกษัตริย์จะถูกล้มล้าง หวาดกลัวว่าความสงบสุข (จอมปลอม) จะหายไป ทำให้ประชาชนและกลุ่มชนชั้นนำบางกลุ่มลืมแม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ และปฏิบัติตนเยี่ยงเดรัจฉานไร้หัวใจ

นิทรรศการ “แขวน” ทำให้ฉันได้เห็นความโหดร้ายที่เคยเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย ความแปลกประหลาดลักลั่นที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ภาพของร่างไร้วิญญาณที่ถูกแขวนไว้กับต้นไม้ถูกชายหนุ่มอีกคนเอาเก้าอี้ฟาด รายล้อมด้วยเด็กและฝูงชนที่มีสีหน้าสะใจ หัวเราะยิ้มแย้ม 

ฉันขนลุก นี่หรือคือ “สยามเมืองยิ้ม” อย่างที่เขาว่ากัน


เรื่องและภาพ: ชยพล มาลานิยม 

“เหมือนมีงานเฉลิมฉลอง”

นีล อูเลวิช ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย หลังถูกถามว่าบรรยากาศในช่วงเช้าของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เป็นอย่างไร จากคลิปสัมภาษณ์ของ Voice TV เมื่อปี 2559

คำตอบของช่างภาพชาวอเมริกันสอดคล้องกับภาพถ่ายอันลือลั่น ที่มีกลุ่มชาวไทยผู้รักชาติกำลังย่ำยีร่างไร้ชีวิตของนักศึกษา แต่รายละเอียดอันน่าสยดสยองที่สุด กลับเป็น “ยิ้มสยาม” ของผู้คนมากมายในภาพ ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

คำพูดนั้นไม่ผิดเลย บรรยากาศของเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 “เหมือนมีงานเฉลิมฉลอง”

“ในพื้นหลังเราจะเห็นทั้งวัดพระแก้ว ที่บ่งบอกว่าไทยเป็นเมืองพุทธ และด้านซ้ายของภาพจะเห็นอาคารศาลฎีกา อันเป็นตัวแทนของกระบวนการยุติธรรม”

ธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการนิตยสารฟ้าเดียวกัน ผู้รับหน้าที่เป็นวิทยากรพาชมนิทรรศการ แจกแจงรายละเอียดของภาพขาวดำที่ชาวไทยเคยคุ้น

มันถูกขยายใหญ่เป็นเมตร เผยองค์ประกอบของงานเฉลิมฉลองวิปลาสให้เห็นชัดเต็มสองตา มันคือหนึ่งในจุดเด่นของนิทรรศการ “แขวน” ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ภาพถ่ายมีผลต่อมนุษย์หลายรูปแบบ และสำหรับภาพนี้ มันคือรอยแผลเป็นอายุ 44 ปี รอยเหวอะในจุดที่เด่นชัดบนร่างกาย ก่อนเลือดจับตัวแข็งเป็นสะเก็ดกรัง หลายคราเราทำเป็นหลงลืมมัน หลายครั้งพยายามใช้ผ้าขาวบางปกปิดมันไว้อย่างไร้ประโยชน์ แต่วันนี้คนจำนวนไม่น้อยเลือกจะมาที่นี่ เพื่อเพ่งจ้องริ้วรอยแผลเป็นซึ่งถูกขยายใหญ่ พินิจทุกรายละเอียดบนผิวสะเก็ดอัปลักษณ์ จ้องดูความอัปลักษณ์ของเราเอง จ้องไปยังรอยยิ้มเหล่านั้น พวกเขาสมัครใจมา

“มีใครเคยอยู่ในเหตุการณ์ หรือมีอะไรจะแบ่งปันไหมครับ” คำถามของวิทยากรหายไปในความสงัด ก่อนกลุ่มผู้ชมนิทรรศการจะเคลื่อนตัวไปยังจุดอื่น แต่แน่นอนรอยยิ้มในภาพนั้นจะตามติดทุกคนไปเสมอ และฝังแน่นอย่างยิ่งในความทรงจำ

เพราะมันคือรอยยิ้ม ซึ่งเราไม่มีวันยิ้มตอบ  


เรื่องและภาพ: ศุภกานต์ ผดุงใจ 

ผ่านไป 44 ปี เจ้าของรอยยิ้มเหล่านี้ยังสบายดีหรือเปล่า

นั่นคือคำถามที่ฉันถามตัวเอง ขณะมองหน้าคนที่ยืนยิ้มมองดูการทารุณกรรมศพที่ถูกแขวนอยู่ที่สนามหลวง และคนที่ถืออาวุธสงครามจ่อไปที่กลุ่มนักศึกษาอย่างเลือดเย็น ฉันนึกสงสัยว่า เขารู้ตัวบ้างไหมว่ากระสุนแต่ละนัดที่เขาลั่นไกออกไป ทำร้ายใครบ้าง 

วันนี้เขารู้ตัวหรือยังว่าเขาไม่จำเป็นต้องใจร้ายกับคนมนุษย์ด้วยกันเพียงเพราะเห็นต่างกันถึงเพียงนี้

ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เขาไม่ได้แค่ทำให้เสียงของกลุ่มนักศึกษาที่เขาไม่อยากได้ยินเงียบลง แต่ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงนั้น เขาได้พรากชีวิตมนุษย์ไปถึง 46 ชีวิตอย่างเลือดเย็น ผ่านไป 44 ปี ถึงเหตุการณ์ในวันนั้นจะไม่มีความผิดตามกฏหมาย 

ฉันอดคิดไม่ได้ว่าในจิตใจของคนที่หันปลายกระบอกปืนไปหานักศึกษา จะมีสักเสี้ยววินาทีหรือไม่ ที่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ได้ทำไป และถึงเวลาที่จะออกมาขอโทษกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้วหรือยัง

หลังจากชมนิทรรศการเสร็จ เกิดบทสนทนาระหว่างฉันและเพื่อนขึ้น เราต่างจินตนาการว่า ถ้าเราอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น จะเป็นอย่างไร บางคนบอกว่าตัวเองอาจเป็นคนหนึ่งที่ถูกจับกุม บางคนคิดว่าตัวเองคงขวัญเสียและโกรธมาก 

แต่ฉันภาวนาลึกๆ ว่า ฉันจะไม่มีโอกาสเห็นภาพรอยยิ้มยืนมองเหตุการณ์ไร้มนุษยธรรมแบบ 44 ปีที่แล้วซ้ำอีกครั้งในสังคมนี้


เรื่องและภาพ: ชญานิน โล่ห์สถาพรพิพิธ

กฤษฎางค์ นุตจรัส กรรมการจัดงาน รำลึก 44 ปี 6 ตุลา และอดีตนักศึกษาผู้อยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ชี้ไปที่จุดที่เหยื่อไม่ทราบชื่อถูกแขวนคอและฟาดด้วยเก้าอี้บริเวณสนามหลวง ให้ผู้เข้าชมนิทรรศการ “แขวน” รอบ 14.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 4 ต.ค. 2563

สิ่งที่กฤษฎางค์บรรยายไม่ได้ใหม่ไปจากความรู้เรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ฉันเคยรับรู้มาบ้างจากการเรียนทั้งในและนอกสถาบันการศึกษา แต่ที่ใหม่คือ ความรู้สึกหลังจากฟังคำบอกเล่าซึ่งมาจากคนในเหตุการณ์จริง พร้อมไปกับภาพที่รัฐใช้ความรุนแรงอย่างอุกอาจต่อประชาชน และเสียงวิทยุยานเกราะถูกจำลองขึ้นมาอีกครั้งในสถานที่จริง ทำให้ความไร้มนุษยธรรมอย่างเกินจะจินตนาการปรากฏขึ้นมาตรงหน้าอย่างชัดเจน และเกิดความเจ็บปวดร่วมที่ยากจะสื่อให้เข้าใจได้ด้วยข้อจำกัดของระบบภาษาที่เราใช้กัน

หลายครั้งฉันโกรธและไม่เข้าใจคนที่เห็นต่างจากฉัน จนอยากเห็นเขาตายไปต่อหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ใช้อำนาจเหนือกว่ากดขี่ผู้อื่น แต่วันนี้ฉันได้เข้าใจมากขึ้นว่า ไม่มีความเห็นต่างใดควรถูกสังเวยด้วยชีวิต และที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางอุดมการณ์ทางการเมือง มีความเห็นที่ต่างจากออกไปจากกระแสหลัก มักถูกรัฐข่มขู่และเข่นฆ่า ทั้งในที่แจ้งและที่ลับตา แม้จะอยู่ในการปกครองที่เราเรียกกันว่า “ประชาธิปไตย” ซึ่งอนุญาตให้ความเห็นต่างโบยบินได้อย่างปลอดภัยและเสรี

ระหว่างที่พูดอยู่หน้าภาพรางวัลพูลิตเซอร์ปี 2520 น้ี มีช่วงที่กฤษฎางค์ต้องหยุดตัวเอง เพราะกลัวว่าน้ำตาจะไหล ตลอดเวลานั้น ความคิดหนึ่งที่เด่นชัดขึ้นมา คือความอยากที่จะให้ทุกชื่อ ทุกเรื่องราวของผู้ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยถูกค้นพบและจดจำ รวมถึงให้เจ้าหน้าที่รัฐ และคนจากทุกชนชั้นที่สนับสนุนให้เกิดการทำร้ายประชาชน รับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่ตนก่อ ตามกรอบของกฎหมายที่ทุกคนเสมอกัน 

เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่ต้องมีใครถูกด้อยค่าความเป็นมนุษย์แม้กระทั่งหมดลมหายใจไปแล้ว เหมือนดังชายนิรนามในภาพอีก


III. MOVING FORWARD

เรื่อง: พริมา ศิริวสุนธรา

ภาพ: ชยพล มาลานิยม

“ดิฉันเชื่อมั่นในเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นอย่างมาก เหมือนที่ดิฉันเคยเชื่อมั่นในตัวเอง”  

นิธินันท์ ยอแสงรัตน์

คำบอกเล่าของ นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชนอาวุโส และหนึ่งในคนเดือนตุลาที่ผ่านประสบการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ที่ร่วมขึ้นพูดบนเวที Pridi Talk ครั้งที่ 6  ในหัวข้อ ‘สิ่งที่คนเดือนตุลาคมอยากบอกคนรุ่นใหม่ และสิ่งที่คนเดือนตุลากำลังเรียนรู้จากคนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบัน’ 

นิธินันท์กล่าวว่า ความเชื่อมโยงของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ออกมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงและคนรุ่นเก่าในประวัติศาสตร์เดือนตุลา คือ การถูกกล่าวหาด้วยวาทกรรมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของกลุ่มคนที่เห็นต่างในสังคมตั้งแต่คำว่า ‘หนักแผ่นดิน’ มาจนถึงคำว่า ‘ชังชาติ’ ในปัจจุบัน 

“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกันทั้งหมดที่คนคิดต่างถูกทำให้กลายเป็นพวกผีร้าย นอกคอก ไร้คุณค่า” นิธินันท์อธิบายความเลวร้ายที่เราต่างต้องเผชิญในสังคมที่คนเห็นต่างนั้นไร้ที่ยืนอย่างสังคมไทย
พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า มันเป็นอะไรก็ได้ที่เอามาบิดเบือนเจตนารมณ์ของความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงให้สังคมนั้นดำเนินไปในทางที่ดีขึ้น

หลังจากได้ยินถ้อยคำของคนที่เคยผ่านประสบการณ์เดือนตุลา และระหว่างที่กำลังสำรวจความคิดต่อเดือนตุลาของตัวเอง  ฉันก็ได้พบว่าห้วงเวลาแห่งเดือน ‘ตุลาคม’ ของฉันนับแต่นี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตุลาคมสำหรับฉันจะกลายเป็นหนึ่งในภาพประวัติศาตร์ที่คนในสังคมร่วมกันศึกษา ค้นหา และสถาปนาความจริงอันชอบธรรมต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นคนเดือนตุลาที่เคยถูกกล่าวหาว่า ‘หนักแผ่นดิน’ หรือคนเดือนตุลาที่ถูกมองว่าเป็นพวก ‘ชังชาติ’ 

เหตุการณ์ 6 ตุลาควรเป็นเหตุการณ์ที่คนไทยทุกคนควรจำ และต้องจำ เพราะมันคือหนึ่งในต้นเหตุ ต้นตอของปัญหาที่เราสามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน แต่รัฐกลับซุกมันไว้ใต้พรม ปิดหูปิดตามไม่ให้คนในสังคมมองเห็นข้อเท็จจริงนี้ 

การเดินสำรวจประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนและปกปิดมาเป็นเวลานานในวันนี้ จึงเป็นมากกว่าการตามหาความจริง เพราะมันยังเป็นการเติมความหวังในการต่อสู้ และความกล้าในการฝันใฝ่ถึงสังคมที่เท่าเทียมกว่านี้ สวยงามกว่านี้ และทำให้ ‘ความเชื่อมั่น’ นั้นไม่จางหายไป แม้ว่าเราจะคิดต่างกันเพียงไรก็ตาม 


เรื่องและภาพ: อิสร์ ทวีผลสมเกียรติ

“HE WHO CONTROLS THE PAST CONTROLS THE FUTURE; HE WHO CONTROLS THE PRESENT CONTROLS THE PAST”

George Orwell, 1984

“เขาผู้ควบคุมอดีตเป็นผู้ควบคุมอนาคต และเขาผู้ควบคุมปัจจุบันคือผู้ที่ควบคุมอดีต” อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวไว้ก่อนจบการพูดในเวที Pridi Talk เพื่อรำลึก 44 ปี 6 ตุลา ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

มีเพียงพลังฝ่ายขวาเท่านั้นที่มีอำนาจสอนสั่งประวัติศาสตร์ในสังคม ความจริงที่จอมพลถนอม กิตติขจร หนึ่งในสามทรราชเมื่อครั้ง 14 ตุลาคม 2516 และชนวนของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้รับการพระราชทานเพลิงศพอย่างสง่าจากพระราชินีในขณะนั้น (25 กุมภาพันธ์ 2550)  แต่ผู้เสียชีวิตในสองเหตุการณ์นั้นไม่เคยได้รับความชอบธรรมจากรัฐไทยแม้แต่นิดเดียวนั้น ช่างน่าเจ็บปวดและอดสู

แบบเรียนของกระทรวงฯ เล่าเหตุการณ์สังหารหมู่เพียง ¼ ของหน้าหนังสือวิชาประวัติศาสตร์เพียงเท่านั้น ใครกันเล่าที่จะมีอำนาจพอที่จะควบคุมแก้ไขแบบเรียนให้เป็นอย่างใจนึกหากมิใช่ “รัฐไทย” ?

นัยยะของประโยคนี้เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โศกนาฏกรรมอย่างเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพูดถึงเรื่องราวของ 6 ตุลา

เราอาจเรียกได้ว่า 6 ตุลาคือเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้รับการชำระสะสาง หาผู้กระทำผิด และเขาเหล่านั้นก็ยังสามารถที่จะมีผู้คนนับหน้าถือตา ยืนอกผายไหลผึ่งในสังคมได้อย่าสง่า แม้มือจะเปื้อนเลือด จากการสังหารหมู่  สังคมกว่า 20 ปีภายหลังเหตุการณ์เงียบงัน 

สังคมเราดำรงอยู่แบบปิดตาข้างเดียวมาเสมอ รัฐไทยพยายาม “ลืมและลบหาย” อ้างว่าเพื่อความสมานฉันท์ของสังคมไทย แต่เราเคยตั้งคำถามกันหรือไม่ ว่าการพยายามลืมนั้นทำให้คนกลุ่มไหนได้ประโยชน์? ใช่สังคมจริงๆ หรือ ที่จะมีความสามัคคีอันเกิดขึ้นจากการเลือนหาย คำตอบนั้นก็ชัดเจนอยู่บนหน้าประวัติศาสตร์การเมือง 

ในเมื่อไม่มีการชำระประวัติศาสตร์ คืนความยุติธรรมและหาผู้รับผิด ประวัติศาสตร์ของการฆ่าเพราะความเห็นต่างก็ยังดำเนินต่อไป พฤษภาทมิฬ 35, นปช.53 จำนวนผู้เสียชีวิตก็ยังเพิ่มขึ้น การแก้ปัญหาด้วยการรัฐประหารก็ยังได้รับการยอมรับจากมวลชนและผ่านการ “เซ็น” เสมอ 

เป็นไปไม่ได้เลยที่สังคมไทยจะดำเนินต่อไปได้ด้วยความสง่าผ่าเผยและสมานฉันท์อย่างแท้จริง ถ้าประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ไม่ถูกชำระ ผู้กระทำผิดยังอยู่ภายใต้หน้ากากของชาติ วัฏจักรการฆ่าและรัฐประหารของรัฐก็จะดำเนินต่อไปอย่างเช่นที่ผ่านมา

%d bloggers like this: