Social Issue Top Stories

ไร้ร่องรอยปรากฏ : การซ้อมทรมานกับหลักฐานที่หายไป

การร้องเรียนเรื่อง “ซ้อมทรมาน” ที่ไร้ร่องรอย และไม่สามารถผ่าชันสูตรได้ ทำให้ยากต่อการหาความจริง นำไปสู่การตั้งคำถามต่อกฎหมายว่า เป็นการละเมิดสิทธิชาวมลายูมุสลิมหรือไม่ และทำไมคนไทยถึงต้องให้ความสำคัญกับปัญหาในชายแดนใต้

เรื่อง : ธนพร เกาะแก้ว และ มณิสร วรรณศิริกุล ภาพ : มณิสร วรรณศิริกุล

คำเตือนเนื้อหา : มีการอธิบายถึงลักษณะการซ้อมทรมาน และมีภาพประกอบเป็นศพที่ถูกห่อผ้าไว้

หมายเหตุ : บทความมีการใช้นามสมมติเพื่อรักษาความปลอดภัยของแหล่งข่าว

การชันสูตรพลิกศพ คือวิธีหาสาเหตุการตายเพื่อเป็นหลักฐานในการคลี่คลายคดี และไขข้อข้องใจให้กับญาติผู้เสียชีวิต แต่ในจังหวัดชายแดนใต้ การชันสูตรไม่สามารถทำได้เต็มที่ เพราะขาดแคลนเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ อีกทั้งความเชื่อและความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐของชาวมลายูมุสลิม ที่ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายไม่ยินยอมให้ผ่าศพ

ศพชาวมลายูมุสลิม : การชันสูตรที่ไม่เป็นไปตามตำรา

หมอภัทร (นามสมมติ) แพทย์หัวหน้าหน่วยนิติเวชประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 กำหนดให้แพทย์มีอำนาจผ่าศพได้ตามกฎหมาย แต่หน้างานจริงเป็นความลำบากใจ เนื่องจาก “ความเชื่อท้องถิ่น” ของชาวมลายูมุสลิมไม่อนุญาตให้ผ่าศพ เพราะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ตาย และต้องรีบนำศพไปประกอบพิธีภายใน 24 ชั่วโมง หลายครั้งแพทย์จึงต้องเลี่ยงการปะทะโดยการไม่ผ่าตามคำขอของญาติ

นอกจากความเชื่อท้องถิ่นแล้ว ตามที่ได้ฟังเสียงคนในพื้นที่มา หมอภัทรกล่าวว่า สาเหตุที่ชาวมลายูมุสลิมไม่ยอมให้ผ่าศพเป็นเพราะ ชาวบ้านไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

“ต่อให้ผ่าเจอหลักฐานแล้วยังไง ความยุติธรรมก็ไม่เคยเกิดขึ้นกับพวกเขาจริงๆ อยู่ดี”

หมอภัทร (นามสมมติ) แพทย์หัวหน้าหน่วยนิติเวชประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา

กรณีเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัว : ผ่าศพไม่ได้ ร่องรอยไม่มี

แม้เครื่องซีทีสแกน (Computerized Tomography : CT scan) จะช่วยหาสาเหตุการตายในศพชาวมลายูมุสลิมได้บ้างโดยไม่ละเมิดหลักศาสนา แต่บางครั้งการเสียชีวิตที่ไม่ปรากฏร่องรอยทั้งภายนอกและภายใน อีกทั้งไม่สามารถผ่าศพได้ ก็ทำให้การชันสูตรถึงทางตัน

“ทำเท่าที่ได้ครับ” คือคำตอบของหมอภัทรต่อข้อจำกัดในการชันสูตรศพของชาวมลายูมุสลิมที่สงสัยว่าเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว

เครื่องซีทีสแกนที่ใช้ในการตรวจศพ

เคสหนึ่งที่หมอภัทรเคยรับผิดชอบ เป็นศพชายมลายูมุสลิมที่เสียชีวิตในค่ายทหาร มีการชันสูตรสี่ฝ่ายในที่เกิดเหตุ โดยแพทย์ ตำรวจ อัยการ และฝ่ายปกครอง แต่ไม่พบสาเหตุการตายแน่ชัด หลังตรวจศพเพิ่มเติมโดยการเอกซเรย์และเจาะเลือดก็ยังไม่สามารถอธิบายการเสียชีวิตได้ อีกทั้งญาติผู้ตายปฏิเสธการผ่าชันสูตร เคสนั้นจึงต้องสรุปว่าไม่ทราบสาเหตุการตาย

หมอภัทรเคยรับหน้าที่ตรวจร่างกายผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัว เธอเล่าว่าถูกสามีบีบคอ แต่กลับไม่มีร่องรอยการโดนบีบ เธอบอกหมอว่าสามีของเธอทำอาชีพอยู่ใน “วงการนั้น” แถวชายแดน และเขามี “วิธี” ของพวกเขา เช่น ไม่ได้ใช้นิ้วจิก ขยี้ หรือขยำลงบนคอขณะบีบ แต่ใช้ฝ่านิ้วกดลงไปคล้ายนวดคอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอยช้ำ

สำหรับกรณีการซ้อมทรมาน แพทย์นิติเวชกล่าวว่า “เราอาจไม่ได้ตรวจเพียงพอเพราะไม่ได้ผ่าศพ หรือเป็นการกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญ” ดังนั้น อุปสรรคเหล่านี้จึงนำมาสู่ข้อสรุปของหมอภัทรว่า “ถ้าหลักฐานไม่พอ ก็เอาผิดผู้กระทำไม่ได้”

เจ้าหน้าที่ตรวจร่างกายผู้ต้องสงสัยเพื่อ “ความโปร่งใส” ในการปฏิบัติงาน

พันตำรวจเอก วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา นายแพทย์สัญญาบัตร 5 หัวหน้างานกลุ่มงานนิติพยาธิ สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ อดีตแพทย์ตำรวจในศูนย์ปฏิบัติการตำรวจส่วนหน้า จังหวัดยะลา เสริมว่า บุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนคือปัญหาหลักของนิติเวชในสามจังหวัด เนื่องจากเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยความมั่นคง เจ้าหน้าอาจได้รับอันตรายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้ 

เมื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยใน “คดีความมั่นคง” แล้ว ผู้ถูกคุมตัวจะถูกตรวจร่างกายเบื้องต้นแต่แรก เพื่อดูว่าร่างกายมีบาดแผลหรือไม่ หากพบว่ามีบาดแผลอยู่แล้ว ไม่ได้เกิดจากการจับกุมหรือควบคุมตัว จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดว่าถูกทำร้ายโดยเจ้าหน้าที่ อดีตแพทย์ตำรวจในพื้นที่กล่าวว่า กลไกนี้ “เป็นอย่างหนึ่งที่ช่วยทำให้มีความโปร่งใสยิ่งขึ้น”

พันตำรวจเอก วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา อดีตแพทย์ตำรวจในศูนย์ปฏิบัติการตำรวจส่วนหน้า จังหวัดยะลา

16 ปีผ่านไป ไฟใต้ไม่เคยดับ

เหตุการณ์ที่กลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้าไปปล้นอาวุธปืนจากค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือ ค่ายปิเหล็ง ที่อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 ถูกมองว่าเป็นชนวนความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ นำไปสู่การประกาศใช้ “กฎหมายพิเศษ” ของรัฐบาลไทยสามฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2547 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 โดยคดีที่เป็นผลจากกฎหมายพิเศษเหล่านี้ มักถูกเรียกว่า “คดีความมั่นคง”

เป็นเวลา 16  ปีที่กฎหมายพิเศษถูกใช้ โดยอ้างการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ แต่จากการทำงานขององค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายในพื้นที่ชายแดนใต้ พบว่ากฎหมายนี้กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือละเมิดสิทธิชาวมลายูมุสลิมแทน

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ชี้ว่า การใช้กฎหมายพิเศษตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติ เพราะผู้ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคงล้วนแล้วแต่เป็นชาวมลายูมุสลิมทั้งสิ้น “เรียกได้ว่าไม่เคยมีการจับเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยใช้วิธีการทางกฎหมายพิเศษเลย”

กฎอัยการศึกทำให้บุคคลถูกควบคุมตัวในค่ายทหารได้โดยไม่ต้องมีหมายเรียกหรือหมายจับ เป็นเวลา 7 วัน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะอ้าง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อควบคุมตัวได้อีก 30 วัน รวมเป็น 37 วัน ชาวมลายูมุสลิมสามารถถูก “เชิญตัว” ไปซักถาม ด้วยเหตุผลใดหรือเมื่อใดก็ได้ หลายครั้งพบว่า วิธีการซักถามเข้าข่ายซ้อมทรมาน แม้ไม่พบบาดแผลทางกาย แต่เกิดผลกระทบกับจิตใจ

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)

เมื่อการซ้อมทรมานเกิดขึ้นโดยไม่ทิ้งหลักฐาน

ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน และการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี พ.ศ.2527 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก “การทรมาน” หมายถึง การกระทำใดก็ตามโดยเจตนาให้เกิดความเจ็บปวด หรือความทุกข์รมานสาหัส ทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ ต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยเจ้าหน้าที่รัฐ และกำหนดให้การกระทำที่เข้าข่ายการทรมานเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาของประเทศภาคี

แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายให้การทรมานเป็นความผิดอาญา แต่เมื่อเกิดการละเมิดดังกล่าว ประเทศไทยในฐานะภาคีสมาชิกก็มีหน้าที่นำตัวผู้กระทำมารับผิดชอบทางอาญา ทางปกครอง หรือทางวินัย ตามพันธกิจที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ

นุรอาซีกีน บูโซะ เจ้าหน้าที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ อธิบายว่าการซ้อมทรมานมักไม่พบหลักฐาน ซึ่งแบ่งเป็นการ  “ปรากฏร่องรอยทางร่างกาย” กับ “ไม่ปรากฏร่องรอยทางร่างกาย”

กรณีปรากฏร่องรอย แม้จะมีหลักฐานจากการทำร้ายร่างกาย การทิ้งช่วงระหว่างควบคุมตัว 37 วันโดยผู้ต้องสงสัยไม่อาจเข้าถึงแพทย์ได้ ก็ทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองจนหายเป็นปกติ นุรอาซีกีนเสริมว่า ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงมักไม่ได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทำให้นักสิทธิมนุษยชนตั้งคำถามไม่ได้ว่าเป็นแผลก่อนหรือหลังการควบคุมตัว

ส่วนกรณีที่ไม่ปรากฏร่องรอย นุรอาซีกีนเล่าว่า เกิดจากการใช้กำลังหลายรูปแบบ เช่น ให้ผู้ต้องสงสัยอยู่ในห้องที่มีอุณหภูมิเย็นจัด แช่ในถังน้ำแข็ง ใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะ บังคับนอนบนพื้นราบ ใช้ผ้าเปียกคลุมหน้าแล้วหยดน้ำกรอกปาก ใช้อาวุธขู่ฆ่า เป็นต้น 

แม้ไม่มีร่องรอยปรากฏทางกาย แต่เมื่อได้รับร้องเรียนซ้ำๆ จนเห็นรูปแบบการซ้อมทรมานที่คล้ายคลึงกัน มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงตั้งคำถามถึงการซ้อมทรมานชาวมลายูมุสลิมระหว่างการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่

ข้อเสนอในการค้นหาความจริงกรณีซ้อมทรมาน

หนึ่งในเคสที่มีการร้องเรียนกรณีดังกล่าว คือ “อับดุลเลาะห์ อีซอมูซอ”  ผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคงที่เสียชีวิตเมื่อปี 2561 หลังถูกควบคุมตัวในค่ายอิงคยุทธบริหาร จังหวัดปัตตานี ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐจึงทำให้ชายที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีเป็นลมหมดสติในค่ายทหาร และเสียชีวิตในเวลาต่อมา 

ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรมตั้งข้อสังเกตว่า การซักถามในค่ายทหารที่ไม่อาจถ่วงดุลหรือตรวจเยี่ยมได้ ไม่มีหลักฐานจากกล้องวงจรปิด ยิ่งตอกย้ำความหวังอันริบหรี่ในการแก้ไขปัญหาซ้อมทรมานชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่

“มันไม่ใช่เคสแรก เรามีประสบการณ์หลายเคส แต่เราไม่สามารถแก้ระบบได้ เมื่อเรายังเชื่อว่ากฎหมายพิเศษยังใช้แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนใต้ได้ในระดับนโยบาย เราก็ไม่มีวันที่จะได้ปฏิรูป”

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)

อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเต๊ะ ทนายความและผู้อำนวยการศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอว่า การแก้ไขปัญหาซ้อมทรมานอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ การตั้งองค์กรกลางที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้มาดูแลข้อร้องเรียนโดยตรง เพื่อป้องกันข้อครหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ คุ้มครองผู้ถูกกระทำ และร่วมกันผลักดันให้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ผ่านการพิจารณาโดยรัฐสภา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบและดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ และป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นอีก

ส่วนการมอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้สูญเสียเพื่อ “แก้ปัญหา” กรณีซ้อมทรมาน ทนายเห็นว่า “บางอย่างไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน มันเป็นเรื่องของความรู้สึกทางจิตใจ ในเคสถูกทรมาน บางครั้งญาติอยากรู้ความจริงมากกว่าได้ฟังคำขอโทษ”

วงจรความรุนแรงไม่จบสิ้น : การรักษาความมั่นคงและข้อขัดแย้งในการแบ่งแยกดินแดน

ผอ.ศูนย์ทนายความมุสลิมกล่าวว่า การที่ชาวบ้านถูก “เชิญตัว” ไป “ซักถาม” ในค่ายทหาร ก็เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อว่า ชาวมลายูมุสลิมจำนวนหนึ่งมีส่วนร่วมกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในชายแดนใต้ อันเป็นภัยความมั่นคงที่รัฐใช้อ้างเพื่อต่ออายุกฎหมายพิเศษมาจนถึงทุกวันนี้

ทนายอับดุลกอฮาร์ กล่าว่า ชาวมลายูมุสลิมกลายเป็นผู้แบกรับผลกระทบของความรุนแรง เมื่อกฎหมายพิเศษที่ประกาศใช้กลายเป็นใบอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าปราบปรามขบวนการดังกล่าวด้วยอาวุธ การใช้อำนาจของฝ่ายความมั่นคงทำให้คนในพื้นที่ถูกกระทำซ้ำทางกระบวนการยุติธรรม ไม่กล้าเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือต่อรองกับฝ่ายรัฐ อีกทั้งกฎหมายพิเศษยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่พ้นผิดลอยนวล

อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเต๊ะ ทนายความและผู้อำนวยการศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้

“พอมันเป็นรูปแบบนี้ คนในพื้นที่ก็มีความรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ สำหรับคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม คนที่ถูกกระทำจริงๆ ก็เลือกไปอยู่กลุ่มขบวนการ แล้วหันมาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ก็ใช้มาตรการตอบโต้ วงจรของความรุนแรงมันก็ยังคงมีอยู่ต่อไป” อัลดุลกอฮาร์กล่าว

คนไทยกับความไม่เข้าใจในสถานการณ์สามจังหวัด

ภาวิณี ชุมศรี ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า เหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัด ส่วนหนึ่งมาจากความห่างไกลเชิงกายภาพ และความไม่คุ้นเคยในอัตลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิม

“รัฐไทยเราไม่ได้ส่งเสริมความแตกต่างทางอัตลักษณ์ของคนในประเทศนี้ รัฐไทยเราพยายามให้คนเป็นเหมือนกัน”

ภาวิณี ชุมศรี ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ภาพจำของสามจังหวัดจึงมาจากสิ่งที่สื่อหลักนำเสนอเท่านั้น “มีระเบิด มีคนปิดหน้าปิดตาไว้เคราไว้หนวด ความรุนแรงคลั่งศาสนา พอเราเห็นจะข่าวเท่านั้นเราเลยไม่รู้ว่าจริงๆ มันเป็นอย่างไร ในพื้นที่เขาอยู่กันอย่างไร มันเลยเกิดความรู้สึกห่าง”

แต่ปัจจุบัน ภาวิณีมองว่าคนไทยเข้าใจบริบทของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มากขึ้น เพราะการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วประเทศในขณะนี้ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มีการต่ออายุในลักษณะเดียวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสามจังหวัด

“ปัญหาสามจังหวัดก็คือปัญหาของพวกเราทุกคน ถ้ารัฐทำกับคนในสามจังหวัดได้ รัฐก็ทำกับเราได้เหมือนกัน” ภาวิณีกล่าว

%d bloggers like this: