Community Interview

จับตา “28 พ.ย.64” เลือกตั้ง อบต. ครั้งแรกในรอบ 7 ปีหลังรัฐประหาร

‘นิสิตนักศึกษา’ สนทนากับ รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ นักวิชาการด้านการเมืองท้องถิ่น คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อบต. ครั้งแรกในรอบ 7 ปีหลังรัฐประหาร

เรื่อง: ศรัณยู ถิรายันติกุล, ชญาดา จิรกิตติถาวร, พิชญ์สินี เกษมพิพัฒน์ 

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะมีการเลือกตั้งนายกและสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเรียกสั้น ๆ ว่า “การเลือกตั้ง อบต.” ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่นไทย เพราะ อบต. ส่วนใหญ่ใช้คณะสมาชิกสภา อบต. และนายก อบต. ชุดเดิมมาตั้งแต่ปี 2557 ที่มีการรัฐประหาร ขณะที่สังคมไทยต้องเผชิญความท้าทายทั้งปัจจัยภายในและภายนอกอย่างไม่หยุดยั้ง 

บทบาทหน้าที่ของ อบต. เกี่ยวพันกับชีวิตของประชาชนในท้องถิ่นอย่างมากเพราะต้องรับผิดชอบบริการสาธารณะตั้งแต่การจัดการขยะ ทำถนน ไปจนถึงบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งเป็นงานที่ต้องตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่โดยตรง การที่ประชาชนเป็นผู้กำกับการทำงานของนายกและสมาชิกสภา อบต. ผ่านการเลือกตั้ง ทำให้พันธกิจของ อบต. ต้องยึดโยงกับประชาชนโดยตรง แต่ขณะเดียวกัน อบต. ก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแหล่งคอรัปชั่น

การเลือกตั้ง อบต. คราวนี้ จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรในพื้นที่บ้าง? 

‘นิสิตนักศึกษา’ สนทนากับ รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ นักวิชาการด้านการเมืองท้องถิ่น แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมาให้มุมมองต่อการเลือกตั้ง อบต. ครั้งแรกในรอบ 7 ปีหลังรัฐประหาร 

รองศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทำไมการเลือกตั้ง อบต. 2564 ถึงมีความสำคัญ และดูเหมือนจะถูกจับตามองมากกว่าที่ผ่านมา 

ประการแรก เพราะเป็นการเลือกตั้ง อบต. ครั้งแรกในรอบ 7-8 ปี โดยพื้นฐานการเลือกตั้งท้องถิ่นต้องมีทุก 4 ปี แต่เนื่องจากเรามีสถานการณ์ไม่ปกติ เพราะรัฐบาล คสช. เข้ามาตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งจริง ๆ ต้องมีการเลือกตั้งมาแล้วครั้งหนึ่งคืออย่างน้อยหลังปี 2557 แล้วถึงจะมาอีกรอบหนึ่ง 

ประการที่สอง การเลือกตั้งรอบนี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก่อนจะมีการเลือกตั้งระดับชาติ ที่หลายคนคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นปีหน้า ซึ่งการเลือกตั้ง อบต. เราต้องเข้าใจก่อนว่า เป็นการเลือกตั้งผู้แทนในระดับท้องถิ่น และผู้แทนในระดับท้องถิ่นก็มีส่วนเป็นฐานทางการเมืองระดับชาติ ดังนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาจะมีส่วนไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับกลุ่มหรือพรรคการเมืองต่าง ๆ ในระดับชาติอย่างแน่นอน

ประการที่สาม สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญ เพราะเป็นการเลือกตั้ง อบต. ภายใต้พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นครั้งแรก สาระสำคัญของการแก้กฎหมายรอบนี้ คือ การลดจำนวนสมาชิกสภา อบต. จากเดิมกฎหมายเขียนให้มีสมาชิกสภา อบต. หมู่บ้านละ 2 คน ขึ้นอยู่กับจำนวนหมู่บ้าน อบต. ไหนมีกี่หมู่บ้านก็คูณ 2 ไป แต่รอบนี้กฎหมายกำหนดให้จำนวนสมาชิก อบต. ลดลงเหลือหมู่บ้านละ 1 คน 

อย่างน้อย 3 เหตุผลนี้ทำให้ผมเชื่อว่า การเลือกตั้ง อบต. ครั้งนี้ จะมีการแข่งขันที่เข้มข้นมากกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา

การลดจำนวนสมาชิกสภา อบต. เหลือหมู่บ้านละ 1 คน มีผลอย่างไรต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ 

สมาชิกสภาที่ลดลง จะส่งผลต่อการแข่งขันในท้องถิ่นที่สูงขึ้น สมัยก่อนอย่างน้อย 1 หมู่ มีสมาชิกได้ 2 คน แต่ตอนนี้ 1 หมู่ เหลือ 1 คน ก็เข้มข้นขึ้น 

แต่ถ้ามองในมุมของท้องถิ่น การเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นมานาน ผมเชื่อว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงของขั้วหรือกลุ่มการเมืองอยู่พอสมควร เพราะที่ผ่านมาไม่มีการเลือกตั้งมานาน ก็จะเกิดการจัดกลุ่มฝักฝ่ายใหม่ในการเมืองท้องถิ่น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ต้องรอดูในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจไม่เหมือนกัน 

ที่อาจเป็นไปได้อีก คือ พอไม่มีการเลือกตั้งมานาน ก็อาจเป็นโอกาสของคนหน้าใหม่ในการเข้าสู่วงการการเมืองมากขึ้น

ที่ผ่านมามักเป็นกลุ่มคนเดิม หน้าเดิม ที่เป็นคนทำงานท้องถิ่น อยู่ในการเมืองท้องถิ่นอยู่แล้ว คราวนี้อาจมีผู้ลงสมัครหน้าใหม่จำนวนหนึ่ง ที่เข้าไปสู่เวทีการเมืองท้องถิ่นระดับ อบต. แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละตำบลด้วย อาจไม่เหมือนกันทุกพื้นที่ แต่สมมติฐานของผมคือน่าจะมีคนรุ่นใหม่เข้าไปมากขึ้น 

โอกาสของผู้สมัครหน้าใหม่ในสนามเลือกตั้ง อบต. มีมากน้อยแค่ไหน ในเมื่อการเลือกตั้งท้องถิ่น ประชาชนมักยึดโยงกับกลุ่มนักการเมืองที่เคยเห็นผลงานและผู้ที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว

ถ้าเราย้อนไปกรณีเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านมา ก็จะเป็นอย่างที่ว่า คือมีการเลือกผู้บริหารท้องถิ่นที่เป็นคนเดิม แต่ก็มีบางส่วนที่คนเดิมไม่ได้กลับเข้าไป เหตุผลเพราะนักการเมืองจำนวนหนึ่งที่กลับไปลงเลือกตั้งใหม่ คนพวกนี้อยู่กับพื้นที่ ทำงานสม่ำเสมอ เป็นคนที่ทุกคนคุ้นเคย ก็ได้รับเลือกตั้งอีก ขณะเดียวกัน คนเดิมที่แม้ทุกคนคุ้นเคยแต่ไม่ทำอะไรเลยหรือทำแต่ผลงานไม่เข้าตา ก็สอบตกได้

อีกข้อสังเกตคือ กระแสพรรคก็ขายไม่ได้ในท้องถิ่น บางทีเราบอกกระแสพรรคนั้นดี พรรคนี้ดี แต่ถ้าคุณไม่ทำงาน เขาก็ไม่เอา กระแสในอินเทอร์เน็ตนี่ลืมไปได้เลยสำหรับท้องถิ่น

ถ้าการเลือกตั้งระดับชาติอาจพอวัดได้บ้าง แต่ท้องถิ่นเขาวัดจากสิ่งที่คุณทำในพื้นที่ ถ้าผู้สมัครหน้าใหม่เข้ามา ต่อให้กระแสดี แต่สำหรับท้องถิ่น ถ้ามีตัวเลือกเป็นคนเก่าที่ดูแลพื้นที่ดี เป็นคนทำงาน คนเดิมก็อาจชนะได้ 

เพราะฉะนั้น หน้าเก่าหน้าใหม่ไม่สำคัญเท่ากับที่ผ่านมาคุณมีผลงานอะไร ทำเพื่อพื้นที่จริงจังไหม ผู้สมัครหน้าใหม่มีโอกาสไหม…ก็มี แต่อาจยากหน่อย ถามว่าชนะได้ไหม…ก็มีโอกาส แต่ถ้าต้องแข่งกับคนเก๋า ๆ ในพื้นที่ก็จะยาก

การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้จะช่วยคานอำนาจรัฐบาลส่วนกลางหรือไม่ หรือเป็นการส่งเสริมกันมากกว่า และ อบต. จะมีอำนาจอิสระในการบริหารงานไหม 

ผมคิดว่าแปรผันไปตามสภาพพื้นที่ ท้ายสุด การเมืองระดับชาติและการเมืองระดับท้องถิ่นไม่ได้ถูกแยกขาดออกจากกัน นักการเมืองระดับชาติต้องพึ่งพานักการเมืองท้องถิ่น หมายความว่า หากต้องการคะแนนเสียง ส.ส. เวลาลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ต้องให้ท้องถิ่นช่วยเดิน เพราะท้องถิ่นเข้าใจและรู้จักชาวบ้าน อย่าง อบต. จะรู้เลย บ้านนี้เป็นอย่างนั้น บ้านนั้นทำอาชีพนี้ เพราะฉะนั้น ระบบหัวคะแนนที่ลงไปก็จะเข้าใจท้องถิ่นได้ดี หลายคนจึงบอกว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า ส.ส. ต้องมาดู อบต. พูดง่าย ๆ คือ ต้องใช้เครือข่ายนักการเมืองระดับตำบล หรืออาจรวมถึงระดับผู้ใหญ่บ้านไปช่วยเป็นฐานคะแนนหรือฐานเสียงในระดับชาติต่อไป 

ดังนั้น ไม่รู้ว่าควรจะเรียกว่าคานอำนาจหรือเปล่า เพราะบางทีก็กลายเป็นเครือข่ายเดียวกัน 

ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 สถานการณ์การปกครองท้องถิ่นเป็นอย่างไรบ้าง 

ถ้าพูดภาพรวมคือท้องถิ่นไทยทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะ อบต. ต้องบอกว่า 7-8 ปีที่ผ่านมาได้หยุดชะงัก ไม่ค่อยมีความก้าวหน้าหรือมีพัฒนาการ ศัพท์ที่พูดกัน คือ ท้องถิ่นถูกแช่แข็ง แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากก่อนหน้า ที่สำคัญ หลายคนบอกว่าแย่ลงด้วยซ้ำ เพราะนโยบายรัฐที่ผ่านมาไม่แตะท้องถิ่นเลย การเลือกตั้งก็ไม่มี การถ่ายโอนภารกิจ การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้ท้องถิ่นก็ไม่ได้ทำ ทำให้ท้องถิ่นหยุดนิ่ง ถามว่าแล้วเขาบริหารพัฒนาท้องถิ่นอย่างไร เขาก็ใช้องคาพยพของส่วนกลางและภูมิภาคลงไปทำงานแทนท้องถิ่น 

นโยบายสำคัญ ๆ หลายเรื่อง เช่น การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจภาคพิเศษ อย่างการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เป็นนโยบายการแข่งขันจัดการเชิงพื้นที่ ที่จริงควรเอาองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นภาคีในการขับเคลื่อน ท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการทำงาน แต่ในทางปฏิบัติจริง รัฐบาลนี้ไม่ได้สนใจเลย รัฐบาลทำเองหมด ใช้สภาพัฒน์บ้าง ใช้หน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาใหม่บ้าง โดยไม่ได้เอาท้องถิ่นลงไปทำ 

ส่วนเรื่องงบประมาณ ถามว่าทำไม อบต. ต้องรอพึ่งงบจากรัฐบาลกลางตลอด เราต้องเข้าใจธรรมชาติก่อนว่า ไม่มีท้องถิ่นที่ไหนในโลกที่พัฒนาได้ด้วยเงินตัวเอง อย่างไรก็จำเป็นต้องใช้งบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล แต่ของไทยอาจมากหน่อย รายได้ที่ท้องถิ่นจัดเก็บเองอาจจะได้แค่ 10% ของงบประมาณทั้งหมดที่ท้องถิ่นใช้ แปลว่าอีกมากกว่า 80% ต้องมาจากรัฐบาล ทั้งภาษีที่จัดสรรให้ท้องถิ่น เงินอุดหนุน แต่สิ่งที่แย่ลง คือ เดิมรัฐบาลบอกว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ให้ท้องถิ่น คือเก็บจากพวกที่ดินท้องถิ่นทั้งหลาย ใครมีที่ดินมีบ้านหลายหลัง หรือมีที่ดินรกร้างว่างเปล่าก็จะจ่ายเยอะมาก เป็นการลดภาวะพึ่งพิงรัฐบาลกลาง 

แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมามีสถานการณ์โควิด รัฐบาลก็ออกประกาศลดอัตราภาษีตัวนี้ลง 90% พูดง่ายๆ คือ จากที่จะเก็บ 100 ก็เก็บแค่ 10 ก็ไปกระทบโดยตรงกับฐานรายได้ของท้องถิ่น ซึ่งการปรับลดไม่ได้มีเจตนาจะให้ส่งผลกระทบต่อท้องถิ่นโดยตรง เพราะเจตนาหลักอาจเป็นการลดภาระให้ประชาชน แต่สุดท้ายผลกระทบก็ตกกับท้องถิ่นที่รายได้ลดลง 

การเข้ามาของรัฐบาล คสช. ที่พยายามรวบอำนาจเข้าศูนย์กลาง กลายเป็นการหยุดยั้งความเจริญของท้องถิ่น?

ผมไม่อยากพูดปรักปรำใครสักคนว่าเขามีเจตนาทำให้ท้องถิ่นไม่ก้าวหน้า ไม่กล้ามองขนาดนั้น แต่ที่แน่ ๆ นโยบายที่เขาทำไม่เกิดผลดีกับท้องถิ่น เท่าที่ฟังข้อมูลจากหลายทาง คิดว่าคนที่มีอำนาจหรือผู้เกี่ยวข้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้น้อย คนสำคัญในรัฐบาลมีความเข้าใจเรื่องท้องถิ่นไม่มาก เพราะฉะนั้น ฝั่งที่เป็นราชการหรือฝั่งที่ใกล้ชิดในเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องก็มีแนวโน้มไปตามนั้น อาจทำให้นโยบายที่ดำเนินไปไม่ค่อยเป็นผลบวกกับท้องถิ่น 

ส่วนปัจจัยอื่นที่ทำให้ท้องถิ่นถูกแช่แข็ง ถ้าเดิมส่วนหนึ่งต้องบอกว่า ส่วนราชการทั้งหลายที่เป็นเจ้าของอำนาจเดิมไม่ค่อยยอมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น ต้องไม่ลืมว่าอำนาจที่ท้องถิ่นมีรวมถึงทรัพยากรทั้งหลาย เป็นอำนาจที่ส่วนกลางต้องกระจายไปให้ ซึ่งส่วนกลางในที่นี้ คือ ส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม ถ้าไม่นับ คสช. ที่เข้ามา ส่วนกลางเหล่านี้ก็หวงอำนาจอยู่แล้ว ไม่อยากให้ท้องถิ่นทำ ท้องถิ่นก็อยู่กันไปแบบแบน ๆ เก็บขยะ จับสุนัข รดน้ำต้นไม้ ทำอย่างอื่นมากกว่านี้หรือทำอะไรใหม่ ๆ เดี๋ยวจะมีหน่วยงานมาบอกว่า อันนี้คุณทำไม่ได้ อันนี้ผิดกฎหมาย อันนี้ต้องถูกเรียกเงินคืน คือมีข้อท้วงติงเต็มไปหมด นี่คือสิ่งที่เป็นประเด็นก่อน คสช. เข้ามา พอ คสช. เข้ามา หลายปัจจัยรวมกันเข้าก็เลยกลายเป็นภาวะที่ท้องถิ่นถูกแช่แข็งเกือบ 10 ปีแล้ว 

สรุปได้ไหมว่า ปัญหาหลักที่ท้องถิ่นไม่พัฒนา เป็นเพราะไทยไม่ได้กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมาตั้งแต่แรก? 

ใช่ ถ้าย้อนไปช่วงปี 2535-2540 มีกระแสการเมืองผลักดันให้ต้องปฏิรูปท้องถิ่น กระจายอำนาจ แต่หลังจากนั้นพอกระแสตก ทุกอย่างก็กลับไปเกือบจะเท่าเดิม กระแสการตื่นตัวในท้องถิ่นก็ค่อย ๆ ลดลง และมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชันด้วย 

ทำไมภาพลักษณ์ของ อบต. ถึงถูกทำให้ไม่โดดเด่น ทั้งที่เกี่ยวพันกับชีวิตของคนในท้องถิ่นอย่างมาก 

ต้องบอกว่า อบต. เป็นท้องถิ่นที่มีกรรมเรื่องเกียรติภูมิหรือหน้าตาศักดิ์ศรี ต้นทุนทางสังคมค่อนข้างต่ำ เพราะคนส่วนใหญ่มองว่า อบต. เป็นแหล่งรวมของนักการเมืองที่ไม่ค่อยจะโปร่งใสเท่าไหร่ แล้วบางคนก็ไม่ค่อยมีความรู้ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในท้องถิ่น เป็นความเชื่อที่แก้ยากและยังมีผลอยู่ 

แต่ถ้าถามว่าเป็นอย่างนั้น (ไม่โปร่งใส) จริงไหม ใน 5,300 แห่งทั่วประเทศ ก็มีทั้งใช่และไม่ใช่ แห่งที่ดีมาก ๆ ก็มีที่ได้รับรางวัลความโปร่งใสหรือรางวัลด้านธรรมาภิบาลอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งท้องถิ่นแบบนี้ไม่ค่อยเป็นข่าวหรอก 

นโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่ไม่ค่อยกระจายอำนาจส่วนกลางสู่ท้องถิ่น แต่ให้ส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคทำงานแทน สะท้อนปัญหาอำนาจหน้าที่ที่ทับซ้อนกันหรือเปล่า 

เดิมมีความทับซ้อนอยู่แล้ว แต่ต่อมาหนักขึ้น อย่างที่บอกว่า หลังปี 2540 บ้านเราเริ่มเกิดปรากฏการณ์ท้องถิ่นขยายตัว ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอาจไม่ถึงขั้นเล็กลง แต่จะเห็นท้องถิ่นโตมากขึ้น พอปี 2557 ไม่ใช่แล้ว ท้องถิ่นถูกแช่แข็ง ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคขยายตัวไปทำงานในพื้นที่ ยังไม่นับรวมโครงการอื่น ๆ ที่จัดสรรงบประมาณลงไปอีกจำนวนมาก 

หลายคนเข้าใจว่า การทำงานของ อบจ. กับ อบต. มีความทับซ้อนกันอยู่?

ไม่ทับซ้อนหรอก เพราะท้องถิ่นไทยเป็นระบบ 2 ชั้น หนึ่งคือพื้นที่ สองคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยกเว้นกรุงเทพฯ (และเมืองพัทยา ที่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ-นิสิตนักศึกษา) ถ้าคุณอยู่ตำบลบางรักใหญ่ จังหวัดนนทบุรี พื้นที่นี้จะมี 2 อปท. ดูแล ไม่ อบต. ก็เทศบาล เป็นท้องถิ่นที่หนึ่ง ส่วนท้องถิ่นที่สองคือ อบจ. นนทบุรี เป็น 2 เลเยอร์ที่ซ้อนกัน ชั้นล่างคือ อบต. หรือเทศบาล ชั้นบนคือ อบจ. เป็นแบบนี้ทั่วประเทศ ซึ่งท้องถิ่นระดับล่างหรือชั้นล่างจะอยู่ใกล้ตัวคุณที่สุด ส่วนชั้นบนคือพื้นที่ทั้งจังหวัด ฉะนั้น ระบบท้องถิ่นไทย คนชอบพูดว่าซ้อนทับ จริงๆ ต้องเรียกว่า แต่ละพื้นที่ มี 2 อปท. ร่วมกันรับผิดชอบ จุดตัดอยู่ที่ภาระงานที่ทำ 

โดยทฤษฎี งานที่ท้องถิ่นชั้นล่างกับชั้นบนทำควรแยกกันให้ชัดเจน เช่น อบต. หรือเทศบาลทำเรื่องเก็บขยะแล้ว อบจ. ก็ไม่ต้องมาเก็บขยะอีก แต่อาจไปทำอย่างอื่น เช่น เอาขยะไปกำจัด ถ้าทำแบบนี้ได้ก็ไม่ซ้อนทับหรอก แล้วงานที่เป็นของ อบต. เขาก็มีอำนาจตัดสินใจทั้งหมด ต้องเข้าใจโครงสร้างว่า ไม่มีใครไปสั่ง อบต. ได้ อย่าง นายก อบจ. จะไปสั่งนายก อบต. ก็ไม่ได้ แต่จะมีหน่วยงานกำกับ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ที่มีอำนาจในการกำกับ อบต. หรือเทศบาลให้ทำตามกฎหมาย 

หลังเลือกตั้งครั้งนี้ ทิศทางของ อบต. จะดีกว่าเดิมไหม 

ผมว่าเป็นไปได้ ทุกครั้งที่เลือกตั้งก็ต้องมีความหวังว่าการเมืองจะดีขึ้น อย่างการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่ผ่านมาก็ผลัดรุ่น เกือบครึ่งเลยที่สอบตก ก็ได้คนใหม่เข้ามา ผมว่า อบต. ก็อาจเป็นแบบเดียวกัน คือคนเดิมที่คิดว่าน่าจะได้กลับสอบตก คนใหม่ที่ไม่คุ้นหน้าก็อาจชนะ หากคนเดิมไม่ได้ความ 

เราอาจมองว่า หากได้คนใหม่ แต่โครงสร้าง อบต. ยังเป็นแบบเดิม แล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ แต่ถ้าวิธีการทำงานหรือวิธีการจัดการปัญหาเปลี่ยนไป ก็สามารถสร้างการพัฒนาได้เหมือนกัน 

อย่าไปมองว่าโครงสร้างเป็นตัวบังคับที่ทำให้คนใหม่มาแล้วทำอะไรไม่ได้เลย ผมว่าไม่ใช่หรอก เพราะโดยสภาพแล้ว ภายใต้โครงสร้างที่เป็นอยู่สามารถทำให้ดีขึ้นได้อีกเยอะ ถ้าคนที่เข้ามามีวิสัยทัศน์ มีมุมมองที่เปลี่ยนไปจากเดิมและมีเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจน 

ไม่ว่าสังคมจะเรียนรู้เรื่องประชาธิปไตยแค่ไหน แต่ทำไมยังมีวาทกรรมที่ว่า คนท้องถิ่นไปใช้สิทธิ์ก็เหมือนกาไปงั้นๆ ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจ 

ผมว่านี่เป็นวาทกรรมของคนกรุงเทพฯ เวลาไปอธิบายคนท้องถิ่น ชอบตีขลุมว่าเขาไม่รู้เรื่องหรอก ไม่มีความรู้ แต่ผมคิดว่า เขามีฐานคิดในการตัดสินใจเลือกคนละแบบกับเรา คือเขาเลือกคนที่ดูแลเขาได้ แต่คนกรุงเทพฯ บอกว่า ดูแลก็จริง แต่โกงนะ ใช้ไม่ได้ คือเอาการตัดสินของเราไปบอกเขา แต่ชาวบ้านบอกว่า อันนี้แหละดีแล้ว 

 คุณต้องไม่ลืมว่า รากศัพท์ของประชาธิปไตยคือการปกครองโดยคนหมู่มาก ซึ่งอาจไม่มีคุณภาพก็ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าตัดสินใจโดยมติมหาชน จะดีจะเลวก็ต้องปล่อยไปตามนั้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ถ้าเลือกแบบนี้ แต่ต่อไปเห็นว่าปลิ้นปล้อนหลอกลวงก็เปลี่ยน แต่อย่าไปตัดสินว่าเขาไม่ได้เรื่อง ไม่มีความรู้ คุณเอาอะไรไปวัดล่ะว่าเขาไม่มีความรู้ 

นโยบายแบบไหนที่น่าจะซื้อใจคนท้องถิ่นได้ 

การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่เหมือนการเลือกตั้งระดับชาติ เพราะการเลือกตั้งระดับชาติจะมีกระแส มีนโยบายเป็นจุดขาย แต่คนในท้องถิ่นเขารู้จักกันหมด ในระดับ อบต. ส่วนใหญ่มีประชากรหลักพัน คือ 3,000-4,000 คน หรืออาจไม่ถึงด้วย พอเป็นหลักพันคนก็รู้จักกันหมด เห็นว่าใครเป็นใคร เพราะฉะนั้น ถ้าบอกว่าคนพวกนี้ขายนโยบาย ผมว่าไม่ใช่ ผมว่าชาวบ้านรู้ว่าคนนี้ดีไหมหรือคนนี้เป็นลูกคนนั้น คนเก่าที่ไม่ได้ความก็อาจไม่เลือก ก็ลองของใหม่ไปเลย หรือของเดิมดีอยู่แล้ว จะไปเลือกของใหม่ทำไม อย่างนี้ก็มี 

ดังนั้น ในความเห็นผม นโยบายอาจไม่ใช่จุดขายเท่าไหร่ เว้นแต่คุณทำอะไรให้เขาเห็นว่าจะเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ ผมว่าส่วนใหญ่ชาวบ้านจะดูจากความคุ้นเคย อย่างที่บอกว่าสังคมแคบ คนรู้จักกันเกือบหมด บางทีก็มีการพนันขันต่อกันว่ากระแสใครมา จะหักปากกาไหม เอาแพ้เอาชนะกัน บางทีโหวตแล้วไม่ได้เป็นก็มี หรือบางทีเป็นเนกาทีฟ โหวต เสียเยอะ ที่โหวตไปเพราะไม่อยากได้อีกคนก็มี 

กฎหมายที่ว่า นักการเมืองไม่สามารถช่วยผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่นหาเสียงได้ มีมาตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่า

มีอยู่ใน พ.ร.บ. การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ปี 2562 มาตรา 34 ที่ห้ามพรรค ห้าม ส.ส. ห้ามข้าราชการ ห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ ไปช่วยผู้สมัครไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม พอไปเทียบกับการเลือกตั้งครั้งล่าสุดปี 2556 หรือ 2557 ที่ผ่านมาก็มีความแตกต่าง คือ ช่วยป้องกันการหาเสียงที่ไม่เป็นธรรม

สมัยก่อนยุคที่กระแสคุณทักษิณ (ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) แรง ๆ เวลาคนสมัครนายก อบจ. เขาก็อยากถ่ายรูปคู่กับคุณทักษิณ พอถ่ายรูปแล้วคะแนนก็มา หรือตอนที่กระแสพรรคไทยรักไทยมาแรง ราวปี 2545-2546 ผู้สมัครก็ต่างวิ่งเต้นเพื่อให้ได้สมัครในนามพรรค เพื่อให้ได้แบรนด์ไทยรักไทยมาประกบแล้วจะทำให้ได้คะแนนเสียง แต่รอบนี้ไม่ใช่แล้ว มีมาตรานี้มาแก้เรื่องนี้ 

พอตอนนี้กฎหมายเลือกตั้งท้องถิ่นห้ามพรรคการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยว คือสมัครในนามพรรคได้ แต่ห้ามมีลักษณะที่ว่า รัฐมนตรี ส.ส. หรือใคร เชื่อมโยงได้ว่าไปสนับสนุนผู้สมัครคนนั้นคนนี้ แบบนี้ผิดกฎหมายเลือกตั้งเลย เพราะฉะนั้น จึงเห็นว่าผู้สมัครทั้งหลายไม่นิยมสมัครในนามพรรค เพราะต้องการตัดปัญหานี้ไป แยกเป็นอิสระดีกว่า แม้ว่าในทางปฏิบัติจริง ๆ จะมีคนสนับสนุนก็ตาม แต่เลือกจะไม่เอาชื่อพรรคไปใช้เพราะปลอดภัยกว่า 

ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงที่เพิ่งจะมีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ จะมีผลมากน้อยแค่ไหน

ต้องมีผลบ้างแหละครับ แต่ต้องดูว่า new voters แบบไหนมีมากน้อยแค่ไหน เพราะมี new voters ที่ได้รับการศึกษา กับ new voters ที่ต้องทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องก่อน ซึ่งกลุ่มหลังผมว่าเป็นกลุ่มใหญ่ จึงทำให้เห็นว่ากระแสบางพรรคหรือบางกลุ่มการเมืองอาจดีในบางพื้นที่ แต่ในบางพื้นที่กระแสไม่มาเลย เพราะ new voters ต้องเลี้ยงตัวเองก่อน 

แต่ท้ายสุด ก็คนรุ่นใหม่นี่แหละที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง 

%d bloggers like this: