Travel

Temple Tour : วัดพาไปในฮ่องกง

เดินทางทั่ววัดทั่วฮ่องกงในหนึ่งวัน

เรื่อง: ชินภัทร จันทร์หล้าฟ้า

ภาพ: วัศพล โอภาสวัฒนกุล

1 Tin Hua 01

เช้าวันที่สองของการเดินทางมาเยือนฮ่องกง ไกด์ทัวร์พาเรามายังวัดที่แสนจะโด่งดังซึ่งตั้งอยู่ริมอ่าว Repulse Bay นั่นก็คือวัด Tin Hua Temple หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัดเจ้าแม่กวนอิม (ทั้งที่ที่นี่มีอย่างอื่นนอกเหนือไปจากเจ้าแม่กวนอิม)” ไกด์บอกเราว่ามีเทพเจ้าหลายองค์อยู่ที่นี่และอยากให้ขอให้ถูกองค์ เพราะที่นี่เอาเทพแห่งความร่ำรวยตั้งไว้ข้าง ๆ กับเทพที่ขอแล้วได้ลูก ใครกลับไปมีลูกก็ขอคาดไว้ก่อนเลยว่าขอพรผิดองค์

1 Tin Hua 02

ถัดเข้ามาจากเทพแห่งความร่ำรวยและเทพที่ขอแล้วได้ลูกก็เป็นหนึ่งในไฮไลท์ของวัดนนี้ นั่นก็คือเจ้าแม่กวนอิมนั่นเอง ไกด์บอกว่าถ้าจะขอให้ขอเรื่องสุขภาพ โดยคนที่จะขอพรให้ยืนบนกระเบื้องขาวแดงด้านหน้าองค์ท่าน ปกติจะมีการจุดธูปขอพรด้วย แต่ด้วยความที่เงินในกระเป๋ามีน้อยต้องใช้สอยอย่างประหยัดจึงได้แต่เคารพท่านด้วยสองมือในตำแหน่งดังกล่าว

1 Tin Hua 03

จุดที่เด็ดของการมาวัดเจ้าแม่กวนอิมนี้คือ…มีคำบูชาภาษาไทยด้วย! ทำให้รู้ได้ชัดเจนเลยว่ามีหมู่มวลชาวไทยเป็นจำนวนมากขนาดไหนที่เดินทางมาสักการะเจ้าแม่กวนอิมที่นี่ (แล้วมีแค่ท่านองค์เดียวด้วย องค์อื่นไม่มี ก็ไม่รู้ว่าองค์อื่นท่านจะน้อยใจมั้ย) ถ้าไปดูยอดการเดินทางมาฮ่องกงของคนไทยจะพบว่าในปีหนึ่ง ๆ มีนักท่องเที่ยวชาวไทยมาช็อป-กิน-เที่ยวที่ฮ่องกงกว่า 6 แสนคน ก็รู้เลยนะว่าทำไมต้องมีคาถาบูชาเป็นภาษาไทยมาตั้งไว้อย่างนี้

1 Tin Hua 04

อีกจุดที่พีคมากกับการเดินทางมาวัดนี้ คือการอธิษฐานขอพรกับรูปปั้นปลาทองที่มีความเชื่อว่าใครสามารถโยนเหรียญเข้าปากปลาโดยไม่กระเด็นออกมาได้ติดกันสามครั้ง คน ๆ นั้นจะได้เป็นเศรษฐี! อย่างไรก็ตาม บรรดาลูกทัวร์ของเราในทริปนี้ก็ดูจะคาดหวังกันมากถึงขนาดโยนกันจนเหงื่อแตก (ในวันที่อากาศเย็นประมาณ 19 องศา) เพื่อให้อย่างน้อยมีสักหนึ่งเหรียญที่ไม่กระดอนออกมา ถึงขนาดที่มีลูกทัวร์คนหนึ่งของเราพูดขึ้นมาว่า “นี่มันไม่ใช่การขอพรแล้ว มันเป็นการแข่งขัน!”

1 Tin Hua 05

หรือหากใครติดมากับกรุ๊ปทัวร์แต่ไม่ได้เอ็นจอยกับการขอพรมากนักก็สามารถเดินมานั่งพักผ่อนหย่อนใจในพื้นที่ที่จัดไว้ได้ ซึ่งจุดนี้สามารถมองเห็นอ่าว Repulse Bay และวัด Tin Hua Temple ได้ทั้งหมด เป็นทิวทัศน์ที่สวยมาก (และลมเย็นแรงดีมาก) แต่อีกมุมหนึ่งที่ต่างขั้วกันมากคือภาพของตึกสูงที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก เรียกได้ว่าฮ่องกงเป็นแดนของความแตกต่างที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวจริง ๆ มองซ้ายเจอตึก มองขวาเจอวัด

2 Che Kung Miu 01

บ่ายวันเดียวกันนั้นเอง พวกเราก็เดินทางมายังอีกหนึ่งวัดที่โด่งดังเป็นอย่างมาก (ในไทย) นั่นก็คือวัด Che Kung Miu หรือ วัดกังหัน สาบานเลยว่าภาพที่นึกในหัวคือวัดที่อยู่บนภูเขา มีลมพัดกังหันให้หมุนตลอดเวลา มีกังหันหลากสีสร้างวิวอันสวยงาม แม้ในความเป็นจริงจะเป็นวัดโล่ง ๆ ที่มีเพียงคนไทย ควันธูป และหมอดูก็ตาม ที่น่าสนใจอีกแล้วคือก็มีภาษาไทยเช่นกัน แต่ไม่ได้อยู่ที่คาถาสวด แต่อยู่ที่ร้านค้า เรียกว่าขายของกันเต็มที่ รู้เลยนะว่าใครเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก

2 Che Kung Miu 01

และนี่ก็คือกังหันอันสวยงามที่ผู้มาเยือนสามารถซื้อกลับไปฝากพ่อแม่พี่น้องที่บ้านได้ หรือใครจะนำมาขอพรแล้วแขวนไว้ที่วัดก็ไม่ว่ากัน วันที่ไปก็เห็นมีลูกทัวร์หลายคนที่มุงกันอยู่ตรงนั้น (และไม่แน่ใจว่าเห็นมีคนเป่าเล่นเองหรือเปล่า!) สนนราคาต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 150-160 บาท ส่วนแพงสุดคือ 800 บาทโดยประมาณ ทำบุญบ้านเราก็ว่าแพงแล้ว ทำบุญที่ฮ่องกงก็ไม่แพ้กัน ไม่รู้ว่าปีหนึ่ง ๆ มีคนไทยมาทำบุญที่วัดนี้มากเท่าไหร่ คาดว่าคงมหาศาลพอดูเลยทีเดียว

2 Che Kung Miu 02

เมื่อเข้ามาในตัวอาคารขนาดใหญ่ ด้านขวามือจะมีให้เขียนคำขอแล้วนำมาติดไว้เพื่อให้คำอธิษฐานเป็นจริง ที่สำคัญตรงนี้เป็นการขอพรฟรี! และหากใครได้มีโอกาสมาที่นี่จะพบว่าภาษาที่ใช้เขียนขอพรส่วนมากจะเป็นภาษาไทย รองลงมาคือภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และมีภาษาอังกฤษหลงมาบ้างเล็กน้อย ว่าแต่มาเขียนกันเยอะขนาดนี้ไม่สงสารสื่งศักดิ์สิทธิ์ท่านบ้างรึขอรับ

2 Che Kung Miu 03

ท่านนี้ก็คือคุณป้าทำหน้าที่ดูแลภายในตัวอาคาร เข้าใจว่าท่านพูดไทยได้เพราะได้ยินเสียงคำแนะนำขั้นตอนการสักการะเทพเป็นภาษาไทย (แน่นอนว่าผมไม่แปลกใจ เพราะตั้งแต่เจอคุณป้าขายอาหารที่พัทยาพูดภาษารัสเซียได้ผมก็ไม่คิดจะแปลกใจอะไรอีกแล้ว) ดูแววตาคุณป้าแล้วก็คิดว่าท่านคงแฮปปี้กับงานตรงนี้ดี ได้เห็นนักท่องเที่ยวมาทำประเด๋อประด๋าให้ดูทุกวันน่าจะมีความสุขไม่น้อย (แน่นอนว่าเราก็เป็นหนึ่งในคนที่ประเด๋อประด๋านั้น)

2 Che Kung Miu 04

อีกจุดที่มีคนเดินมาเยอะคือจุดตีกลอง ถ้าเป็นในไทยจะมีความเชื่อเรื่องการตีฆ้อง/ตีกลองว่าต้องตีให้ดังเพื่อให้เสียงนั้นดังไปถึงท่านเทพบนสวรรค์ แต่ด้วยบรรยากาศความสงบของที่นี่ทำให้ไม่มีใครหาญกล้าพอจะเอาความเชื่อนั้นมาใช้ ดังนั้นเสียงกลองที่ดังในวัดจึงไม่ดังมากและแน่นอนว่าไม่ได้ทำให้ใครตกใจเลยแม้แต่คนเดียว

2 Che Kung Miu 05

วัดที่สามที่เรามาเยือนยามบ่ายแก่ ๆ ก็คือวัด Wong Tai Sin Temple ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการขอคู่ครอง! มีรีวิวพันทิพย์และทวิตเตอร์มากมายที่มา “ขิง” ใส่บรรดาคนอ่านว่าได้แฟนเพราะขอพรที่วัดนี้ แต่ดู “รูปปั้นหงส์เหนือมังกร” นี้แล้วก็รู้สึกว่านี่เป็นวัดขอแม่คนที่สองหรือเปล่า เหตุใดดูมีความ Feminist สูงขนาดนี้ ที่แน่ ๆ คือเราคนหนึ่งล่ะที่ไม่กล้าขอ (ฮา)

3 Wong Tai Sin 01

บรรยากาศการขอพรกันที่วัดนี้ก็ไม่น้อยหน้าวัดในเมืองไทย เสียงเขย่าเซียมซีเป็นจังหวะผสมกับกลิ่นธูปแทบจะทำให้เรามองไม่เห็นความต่างระหว่างวัดในไทยกับวัดในฮ่องกงเลย ที่สำคัญที่ต้องเตือนคือถ้าคุณไม่ใช่คนที่อ่านภาษาจีนออกแล้วมาเสี่ยงเซียมซีอย่าลืมไปเสียค่าแปลร้อยกว่าบาทกันด้วยนะจ๊ะ (แล้วก็ลุ้นอีกต่อว่าคำตอบที่ได้รับจะยาวคุ้มค่าแปลหรือเปล่า)

3 Wong Tai Sin 02

ด้านหลังของวัดนี้คือตึกสูงระฟ้าที่ถูกเรียกกันว่าเป็น “สลัม” ของฮ่องกง เหตุเพราะห้องหนึ่งนั้นมีขนาดเล็กมาก มีความแออัด ที่น่าตกใจคือคุณจะเห็นตึกลักษณะนี้เต็มไปหมดทั่วฮ่องกง และไม่ว่าคุณจะเที่ยววัด เที่ยวย่านช็อปปิ้ง เที่ยวย่านไฮโซ คุณจะเห็นความแออัดแบบนี้ผสมลงไปในสายตาของคุณทุกครั้ง และหากคุณได้มายืนอยู่ที่วัด Wong Tai Sin นี้คุณจะรู้สึกว่าวัดนี้เป็นอาณาเขตหลุมดำที่ถูกห้อมล้อมด้วยตึกสูงเต็มไปหมด

3 Wong Tai Sin 03

หนึ่งจุดที่น่าสนใจ (ทั้งที่ไม่น่าสนใจ) คือบ่อน้ำแห่งนี้ ลูกทัวร์ของเราที่มีความรู้และมาวัดนี้บ่อยคนหนึ่งกระซิบบอกเราว่าบ่อนี้ไม่มีอะไรเลย เป็นแค่ของประดับ อาจเพื่อเสริมฮวงจุ้ย เสริมภาพลักษณ์ แต่น่าแปลกที่เราเห็นนักท่องเที่ยวบางคน (ไม่แน่ใจว่าเป็นชาวไทยหรือไม่) ยืนไหว้ขอพรจากบ่อน้ำบ่อนี้และโยนเหรียญลงไป

3 Wong Tai Sin 04

และในบ่อที่ไม่มีความหมายอะไรซ่อนแฝงอยู่เลยนี้เองที่คุณจะพบเหรียญมากมายกองอยู่เต็มไปหมด ทั้งที่ไม่มีคำแนะนำหรือป้ายใดเลยที่บ่งบอกว่านี่เป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ น่าแปลกใจนักว่าในสายตานักท่องเที่ยวแล้วมีอะไรบ้างที่ศักดิ์สิทธิ์ ชวนให้นึกถึงสังคมไทยที่มีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการนำสิ่งใดก็ตามมาเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย โดยจุดสำคัญน่าจะเกิดจากการที่มี “คนเริ่ม” กระแสสังคมจึงพัดไปในทางเดียวกันนั่นเอง

3 Wong Tai Sin 05

วัดสุดท้ายที่เราเดิน (เดินจริง ๆ) มาเยือนกันในยามเย็นก็คือ วัด Man Mo วัดเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในย่านขายสินค้าโบราณของฮ่องกง จุดเด่นของวัดนี้อยู่ที่ “ธูป” ที่ถูกแขวนไว้ด้านบนอย่างนี้ แล้วจุด เพื่อเป็นการสักการะขอพรต่อเทพในวัดนี้ ทางหนึ่งคงเพื่อป้องกันควันธูปที่ปกติมักเข้าหน้าเข้าตานักท่องเที่ยวจนหายใจแทบไม่ออก (อย่างในวัดจีนบางวัดในไทย) ควันที่ลอยขึ้นสูงในที่ที่สูง (?) จะได้ไม่ส่งผลกระทบกับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน

4 Man Mo 01

แต่เมื่อมองมาข้างล่างในเวลาราว 6 โมงเย็นซึ่งเป็นเวลาที่วัดปิด จะพบพนักงานที่ชักน้ำมาล้างทำความสะอาดพื้นวัด เพราะอีกหนึ่งอย่างที่ลืมไม่ได้คือธูปที่ถูกจุดอยู่ข้างบนนั้นจะต้องมีขี้ธูปหล่นลงมา แม้จะเล็ก ๆ แต่ที่นี่ก็มีพนักงานมากพอสมควร ทั้งนี้เพื่อทำความสะอาดวัด “ทุกวัน” จะหนักจะเบาก็คงขึ้นอยู่กับว่าในวันนั้น ๆ มีคนมาจุดธูปลอยมากน้อยแค่ไหน

4 Man Mo 02

สีหน้าของพนักงานบางส่วนแลดูมีความเหนื่อยล้ากับการทำหน้าที่ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น ในวัดไทยเรามักเห็นภาพความสงบ กิริยาของมัคนายกหรือเด็กวัดมักดูมีชีวิตชีวา แต่ที่นี่พนักงานกลับดูอิดโรยและอ่อนแรง

4 Man Mo 03

ชายคนหนึ่งยืนจัดสิ่งของหน้ารูปสักการะอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (ทั้งที่คงเหนื่อย) เพื่อวันพรุ่งนี้นักท่องเที่ยวจะได้สามารถเคารพรูปสักการะได้อย่างเรียบร้อย ไม่มีสิ่งใดรบกวนขัดขวางขัดหูขัดตา ทุกอย่างจะสะอาดรอรับผู้มาเยือน ทุกอย่างจะเรียบร้อยรอรับนักท่องเที่ยว และชายคนนี้จะทำหน้าที่ของตนต่อไปและต่อไปเพื่อให้คนที่ผ่านไปมาได้เห็นถึงความสมบูรณ์พร้อมของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเงียบสงบแห่งนี้…Man Mo Temple

4 Man Mo 04

แสงไฟที่ถูกจุดมาทั้งวันยังคงไม่ริบหรี่แม้มันจะเหนื่อยอ่อนขนาดไหน ทั้งผู้คนที่นี่ ทั้งนักท่องเที่ยวอย่างเรา ล้วนแล้วแต่มีดวงไฟที่ถูกจุดขึ้นในแต่ละวัน ทุกวินาทีเราผลาญใช้ดวงไฟแห่งใจนี้เพื่อขับเคลื่อนชีวิต ขับเคลื่อนหน้าที่ ขับเคลื่อนความฝัน ครั้นแม้นยามอาทิตย์อัสดง ความมืดพร่างพราย ไฟดวงนี้ก็จะยังลุกโชนอยู่เสมอเพื่อต้อนรับ “วันพรุ่งนี้” ที่จะมาถึง

4 Man Mo 05

%d bloggers like this: