Community

รวมกันเราอยู่ : บทเรียนการต่อสู้ของภาคประชาชนในโครงการรัฐ

เมื่อโครงการของรัฐหล่มตูมมาที่ชาวบ้านโดยไม่ทันตั้งตัว คนในชุมชนจึงต้องร่วมกันลุกขึ้นคัดง้างและขอมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับบ้านของพวกเขา

ถอดบทเรียนการต่อสู้ของภาคประชาชนในโครงการของรัฐ ในวันที่คนทั้งชุมชนลุกขึ้นมาคัดง้างและขอมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องในบ้านของพวกเขาเอง

cover-together we stay-01

1.โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน หินกรูด-บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปี 2535

หลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช. รัฐประหารรัฐบาลของ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ปี 2534 และเข้ามาเป็นรัฐบาลที่ไม่มีฝ่ายค้านนี้  รสช. ก็ได้ผลักดันนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (Independent Power Producers:IPP) จนนำไปสู่โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเอกชนจำนวน 2 แห่งในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก ของบริษัท กัลป์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 ตำบลบ่อนอก มีโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน หินกรูด ของบริษัท ยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ ตั้งอยู่ที่บ้านโคกตาหอม หมู่ 9 ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน มีเงินลงทุนประมาณ 5 หมื่นล้านบาท

แต่โครงการทั้งสองนี้ถูกคัดค้านอย่างดุเดือดเนื่องจากชาวบ้านเกรงผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศ  ประกอบกับการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่นี้ไม่ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน ท้ายที่สุดแม้สามารถยุติโครงการนี้ได้ แต่ต้องสูญเสียแกนนำคนสำคัญอย่าง เจริญ วัดอักษร ไปเมื่อ 21 มิถุนายน 2547

“เจริญมักพูดเสมอว่า ถ้าชุมชนเข้มแข็ง เราก็จะเข้มแข็งด้วย                                                                กล้าที่จะลุกขึ้นมาคัดง้างกับนโยบายรัฐและกลุ่มทุนที่ไม่เข้าท่า ไม่เป็นธรรม”

กรณ์อุมา พงษ์น้อย ตัวแทนกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ภรรยาของเจริญ วัดอักษร

ที่มา Greenpeace

 

2.โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ปี 2538

วงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท ดำเนินการสร้างไปกว่า 95 % ขณะที่ผลการศึกษาของบริษัทมอนต์โกเมอรี่ วัตสัน เอเชีย (ทุน ADB) พบว่า พื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการสร้าง เนื่องจากดินอ่อนเหลว พื้นที่โครงการอยู่ห่างจากชุมชนต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อท่อส่งน้ำเสีย ปริมาณน้ำบำบัด 525,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวันทำให้น้ำทะเลบริเวณคลองด่านจืด ปลาจึงอยู่อาศัยไม่ได้ ส่งผลให้ชาวประมงรายย่อยไม่สามารถหาปลาได้

ภาคประชาชนยังเรียกร้องให้ตรวจสอบการดำเนินโครงการที่ไม่โปร่งใส เช่น การรวบรวมที่ดินโดยมิชอบและออกโฉนดทับที่สาธารณะประโยชน์ และการเปลี่ยนรายละเอียดโครงการจากการสร้างบนที่ดินสองผืนมาเป็นที่ดินผืนเดียว ทำให้กิจการร่วมค้า NVPKSG ชนะการประมูล เพราะบริษัทอื่นไม่สามารถหาที่ดินทัน

ในปี 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตรวจสอบโครงการ พบว่ามีการทุจริตจริง จึงสั่งยุติโครงการและระงับการจ่ายเงิน เป็นเหตุให้เจ้าของโครงการยื่นคำร้องให้อนุญาตโตตุลาการเข้ามาไกล่เกลี่ยหาข้อยุติ โดยเฉพาะการเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จ่ายเงินที่เหลืออยู่ ศาลพิพากษาให้จ่ายเงินแก่กิจการร่วมค้า NVPSKG เป็นเงินกว่า 9.6 พันล้านบาท ปัจจุบันที่ดินบริเวณนั้นถูกทิ้งรกร้าง

“โครงการลงทุนขนาดใหญ่ ควรสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชน                                                      รวมถึงต้องรับฟังความเห็นจากนักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการ                  ให้ช่วยตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อไม่เปิดช่องให้มีการทุจริต”

รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา Thai Publica

 

3.โครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซ ไทย-มาเลเซีย จ.สงขลา ปี 2539

ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจในพื้นที่เหลื่อมล้ำที่ทั้งไทยและมาเลเซียเคยอ้างสิทธิ์ในอดีต กลายเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ( Malaysia-Thailand Joint Development Area : JDA) ในปี 2522 และร่วมก่อตั้งองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย (Malaysia – Thailand Joint Authority : MTJA) ขึ้นในปี 2533  เพื่อ สำรวจและแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมบนพื้นฐานของการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม กระทั่งปี 2540 บริษัท ปตท. จำกัด และ บริษัท ปิโตรนาส จำกัด (บริษัทน้ำมันแห่งชาติมาเลเซีย) ได้ร่วมทุนในอัตราส่วน 50 : 50 เป็นบริษัท ทรานส์ ไทย-มาเลเซีย (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมลงนามใน Head of Agreement หรือ HOA ในการซื้อขายก๊าซธรรมชาติฝ่ายละ 50  % เพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ในประเทศของตน

แต่เมื่อโครงการท่อส่งก๊าซและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในพื้นที่เป็นที่รับรู้ในหมู่ชาวบ้านและนักศึกษา โครงการนี้จึงถูกวิจารณ์และคัดค้านอย่างหนักเพราะไม่เห็นถึงความจำเป็นในการใช้ก๊าซ และความกังวลเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต ชาวบ้านและองค์กรต่างๆ มีการออกมาต่อต้านเคลื่อนไหวชุมนุม ยื่นหนังสือคัดค้าน เรียกร้องให้มีการทำประชาพิจารณ์ ทว่าเหตุการณ์กลับเลยเถิดจนเป็นเหตุการณ์สลายการชุมชนของกลุ่มชาวบ้านที่มีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายต่อหลายครั้ง

วันที่ 21 ตุลาคม 2543 มีการทำประชาพิจารณ์โครงการฯ ครั้งที่ 2 แม้กลุ่มผู้คัดค้านโครงการฯ ปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเล็กน้อย แต่การทำประชาพิจารณ์ก็สามารถดำเนินผ่านไปได้โดยเป็นไปอย่างรวบรัด จำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง 400 คน จากประชาชนที่ต้องการเข้าร่วมรับฟังจำนวน 13,000 คน ทั้งยังใช้เวลาในการประชาพิจารณ์เพียง 1 ชั่วโมง โดยใช้วิธีถามความเห็นว่ามีใครเห็นด้วย และมีใครคัดค้านหรือไม่

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังเดินหน้าโครงการต่อไป กระทั่งปี 2546 การสร้างท่อส่งก๊าซระหว่างไทย-มาเลเซียและโรงแยกก๊าซก็แล้วเสร็จ ดำเนินกิจการในปี 2547 เป็นต้นมา โดย ศุภวรรณ ชนะสงคราม นักพัฒนาเอกชนในพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ระบุว่า ผลกระทบจากโครงการฯ นั้น เริ่มตั้งแต่กระบวนการก่อสร้างที่มีการกันพื้นที่ทางทะเลเพื่อขุดวางท่อก๊าซ ซึ่งส่งผลต่อการประกอบอาชีพประมงของชาวบ้าน และเมื่อเริ่มเดินเครื่องโครงการก็มีปัญหาเกิดขึ้นบ้างแล้ว เช่น กรณีกลิ่นเหม็นจากโรงแยกก๊าซ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ถูกยกเลิกการว่าจ้าง  มลพิษทางเสียงที่มีเป็นระยะ และกรณีของก๊าซรั่ว เป็นต้น

“ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่เคยหยุดนิ่งในการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเกิด                                   ปกป้องทรัพยากรที่สืบทอดมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด เอาไว้ให้ลูกหลาน”

สุไรด๊ะห์ โต๊ะหลี แกนนำเครือข่ายคัดค้านโครงการท่อก๊าซและโรงแยกก๊าซไทย- มาเลเซีย

ที่มา Prachatai
4.โครงการศึกษาสำรวจและออกแบบกระเช้าลอยฟ้า จ.เชียงใหม่ ปี 2548

เมื่อปี 2530 องค์การบริหารองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การ มหาชน) (อพท.) เคยคุยหารือเรื่องการสร้างกระเช้าลอยฟ้าที่ จ.เชียงใหม่ อย่างคร่าวๆ ก่อนจะเงียบหายไป กระทั่งปี 2548 ในรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ปล่อยโครงการออกแบบรายละเอียดกระเช้าลอยฟ้าเพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมบริเวณดอยสุเทพ ซึ่งอยู่ในแผนแม่บทพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชียงใหม่

ปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีแผนเชื่อมโยงพื้นที่แนวราบจากบริเวณสถานที่จัดงานพืชสวนโลก ผ่านไนท์ซาฟารี อุทยานช้างที่กำลังจะดำเนินการ ผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่ ส่วนจัดแสดงหมีแพนด้า ไปสิ้นสุดที่บริเวณน้ำตกห้วยแก้ว ใกล้อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย แต่โครงการก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากชาวบ้านและคณะสงฆ์เชียงใหม่เพราะกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต เนื่องจากพื้นที่โครงการอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ดอยปุย  อีกทั้งรัฐไม่เปิดให้คนเชียงใหม่มีส่วนร่วมอย่างโปร่งใส ปราศจากการสอบถามความต้องการโครงการของคนในชุมชนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างแท้จริง โครงการจึงถูกยกเลิกไปในปี 2548 โดยรัฐชี้แจงเหตุผลที่ล้มเลิกโครงการว่า ไม่คุ้มค่าการลงทุนเพราะระหว่างเส้นทางจากเชียงใหม่ถึงเชียงดาวไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจมากพอ แต่หากอนาคตการท่องเที่ยวบนเส้นทางนี้พัฒนาอาจหวนทำโครงการ

ต่อมาปี 2557 สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) (สพค.) ก่อตั้งขึ้น เพื่อการพัฒนาพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่เชื่อมโยงหรือต่อเนื่องกับเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ กลับหยิบยกโครงการดังกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง โดยปรับเปลี่ยนเส้นทางกระเช้าลอยฟ้าเป็นเส้นทางเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี-ดอยปุย-ดอยคำ โดยมอบให้คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เทสโก้ จำกัด ดำเนินการศึกษาสำรวจออกแบบและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

แม้ผลการศึกษาและผลการประชาพิจารณ์จะแล้วเสร็จในปี 2558 แต่โครงการยังไม่ได้ดำเนินการขั้นต่อไปเนื่องจาก สพค. ยังไม่ได้เสนอของบประมาณจากรัฐบาล คสช. และ สคพ. กำลังปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในหน่วยงานตามที่ ปัจจุบันจึงมีเพียงผลการศึกษาโครงการฯ ที่ยังไม่มีวี่แววดำเนินการสร้าง

“เรากำลังพูดถึงกระบวนการการมีส่วนร่วมตามรัฐธรรมนูญ แต่โครงการเหล่านี้                                  หล่นตูมมาที่ชาวบ้านโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว สำคัญที่สุดก็คือว่า เมื่อเราพูดถึงการพัฒนา                           บางทีการพัฒนาที่มันยั่งยืนเราควรจะพูดถึงทางรอดด้วย ไม่ใช่แค่ทางเลือก”

พระมหาพีระพงษ์ พลวีโร ผู้จัดการสถาบันโพธิยาลัย วัดสวนดอก

ที่มา Manager Online, Komchadluek, Change.org, สำนักงานพัฒนาพิงคนคร