Opinion

วัฏจักรความรุนแรงในการเมืองไทย : ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เหยื่อความเห็นต่างรอบปี 2562

ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองในปี 2562 นี้ นอกจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสนทนาอย่างเข้มข้นแล้ว ประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังนำไปสู่ การมุ่งทำร้ายผู้มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองอีกด้วย

ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองในปี 2562 นี้ นอกจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสนทนาอย่างเข้มข้นแล้ว ประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังนำไปสู่การมุ่งทำร้ายผู้มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองอีกด้วย

นับตั้งแต่ต้นปีที่ทุกคนรู้ว่ากำลังจะมีการเลือกตั้งอีกครั้ง ความคิดเห็นทางการเมืองก็เริ่มผลิดอกในทุกช่องทาง หลังจากแน่นิ่งอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งทางการเมืองมากว่าห้าปี นักกิจกรรมทางการเมืองแสดงออกอย่างหลากหลาย นับแต่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบการครอบครองนาฬิกาหรูของรองนายกรัฐมนตรี ชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ร้องเรียน หรือรณรงค์ถอดถอนหน่วยงานที่เห็นว่าปฏิบัติหน้าที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือโปร่งใส แต่กระนั้น ก็มักจะมีความรุนแรงตอบกลับความคิดเห็นเหล่านั้นเสมอ

ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมือง ถูกคุกคามเมื่อรถยนต์ของเขาถูกลอบวางเพลิง ทำให้เอกสารรายชื่อประชาชนที่เขารวบรวมมาเพื่อยื่นถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่เก็บไว้ในรถถูกทำลาย (1 เมษายน 2562) และยังถูกรุมทำร้ายซ้ำอีกที่หน้าศาลอาญา (13 พฤษภาคม 2562) เพราะแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ต่อรัฐบาลทหารอย่างต่อเนื่อง วิธีการเคลื่อนไหวเรียกร้องของเอกชัยมักเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่เสียดสีผู้มีอำนาจในเมืองไทย การคุกคามไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเอกชัย เพราะเขาถูกลอบทำร้ายเรื่อยมานับตั้งแต่เรื่มเคลื่อนไหวในปี 2561 ทั้งราดปลาร้าใส่ หรือดักตีหัว

ปลายเดือนมิถุนายน สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ จ่านิว นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยวัย 27 ปี และแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ถูกลอบทำร้ายถึงสองครั้งในหนึ่งเดือน (2 และ 28 มิถุนายน 2562) หลังจากรณรงค์ต่อต้านรัฐประหารอย่างต่อเนื่อง โดยการทำร้ายรุกคืบไปถึงปากซอยบ้านของเขาเอง จนถึงบัดนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าในการสืบสวนเท่าใดนัก

ต่อมาในเดือนกรกฏาคม ภาพถ่ายและสเตตัสเฟซบุ๊กในอดีตของพรรณิการ์ วานิช หรือ ช่อ ส.ส.และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ถูกนำมาเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชน จนเธอตกเป็นเป้าของการวิจารณ์ เนื่องจากเป็นภาพถ่ายและข้อความที่คนหลายกลุ่มเห็นว่าส่อไปในทางมิบังควร การนำข้อมูลดังกล่าวมาเผยแพร่ยังทำให้เธอถูกข่มขู่ถึงขั้นจะทำร้ายร่างกายจากสังคมออนไลน์ ดังที่เกิดกระแส #ดักตบอีช่อ (8 กรกฎาคม 2562) ในสังคมวงกว้าง กระแสที่คนมีชื่อเสียงหลายๆ คนต่างกระโจนเข้าร่วมพร้อมตำหนิเธออย่างกราดเกรี้ยว

ช่วงคุกรุ่นหลังการเลือกตั้งผ่านไป ในเดือนกันยายน กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ยืนยันการเสียชีวิตของ พอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง โดย DSI แถลงว่าพบชิ้นส่วนกระดูกในถังน้ำมันที่เขื่อนแก่งกระจาน (3 กันยายน 2562) ซึ่งได้รับการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าเป็นของบิลลี่ผู้สูญหายไปตั้งแต่เมษายน 2557

บิลลี่เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวที่พยายามสื่อสารกับหน่วยงานรัฐและสาธารณะเพื่อสร้างความเข้าใจว่า กลุ่มชาติพันธุ์สามารถอยู่อาศัยในป่าและรักษาผืนป่าโดยไม่รุกรานพื้นที่อนุรักษ์ อันขัดกับมายาคติในสังคมที่เห็นว่า ชาวเขาตัดไม้ทําลายป่า ชะตากรรมของชายผู้นี้จึงสะท้อนภาพของสังคมซึ่งผู้คิดต่างอาจถูกคุกคามถึงชีวิตได้อย่างง่ายดาย

จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงที่เป็นผลจากการวิพากษ์วิจารณ์และทำกิจกรรมทางการเมืองที่ขัดกับแนวคิดของรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าสังคมเรายังคงมองความเห็นต่างเป็นเรื่องที่ต้องลงโทษ ขณะที่ความคิดเห็นตนเองเป็นสิ่งที่ต้องยึดมั่นถือมั่น

เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ นี้ ทำให้หวนคิดถึงบรรยากาศทางการเมืองก่อนเหตุการณ์
6 ตุลาคม 2519 ซึ่งขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยถูกคุกคามจากฝ่ายตรงข้ามหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งนำไปสู่โศกนาฏกรรมในเช้ามืดของวันที่ 6 ตุลา

การปราบปรามนักศึกษาและประชาชนในครั้งนั้นยังคงเป็นแผลในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของไทย รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ หัวหน้าโครงการบันทึก 6 ตุลา และ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาว่า “เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องของความรุนแรงและส่งผลกระทบถึงชีวิตกับผู้คนจำนวนมาก รวมถึงทิศทางของสังคม” เพราะสิ่งที่ 6 ตุลาทิ้งบทเรียนไว้กับสังคมไทยคือความรุนแรงที่ประชาชนกระทำกับประชาชนเพียงเพราะความคิดเห็นที่แตกต่าง

ในเหตุการณ์ 6 ตุลา ผู้ที่ใช้ความรุนแรงคือเจ้าหน้าที่รัฐและมวลชนฝ่ายขวาซึ่งถูกปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังนักศึกษา มองว่าเป็นภัยคุกคามต่อสังคม ฉะนั้นจึงสมควรที่จะถูกขจัดไปโดยความรุนแรง

“วิธีการที่ผู้มีอำนาจในสังคมไทยใช้จัดการกับคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างเป็นการใช้ความรุนแรงในการกดปราบความคิดเห็นต่าง ผ่านกลไกที่ทำงานกับประชาชน และเราก็จะเห็นได้ว่าเกิดลักษณะแบบนี้ขึ้นในสังคมไทยหลายครั้ง จนกระทั่งถึงทุกวันนี้” รศ.ดร.พวงทองกล่าว

เมื่อบวกกับที่ผู้มีอำนาจในรัฐไทยเคยชินกับการใช้ความรุนแรงจัดการกับคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างทางการเมืองโดยที่ไม่ต้องรับผิด และเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะปกป้องเขาได้จากการใช้ความรุนแรงจัดการกับประชาชน นี่คือสิ่งที่อันตรายทั้งต่อชีวิตประชาชน และอันตรายต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของสังคม

“เราอยากบอกกับสังคมว่า ถ้าเราไม่เรียนรู้จาก 6 ตุลา ความเกลียดชัง หรือการหลงเชื่อในกลไกโฆษณาชวนเชื่อของรัฐอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในที่สุดแล้วประชาชนด้วยกันเองจะกลายเป็นเครื่องมือสังหารประชาชนด้วยกันเอง” หัวหน้าโครงการบันทึก 6 ตุลากล่าว

เมื่อตั้งคำถามว่า แล้วอะไรจะนำไปสู่จุดที่สังคมสามารถเรียนรู้จากความรุนแรงในอดีตได้ ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ศึกษาความขัดแย้งทางการเมืองของไทย อีกทั้งยังเคยเป็นกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มองว่า หากพูดถึงสังคมที่มีความขัดแย้ง ทุกสังคมต้องเริ่มต้นโดยการยอมรับว่ามีอะไรเกิดขึ้นก่อน ซึ่งการยอมรับนั้นยังเกิดขึ้นน้อยมากในประเทศไทย

นักวิชาการรัฐศาสตร์เห็นว่า ก่อนที่จะปรองดองหรือยุติการลากอาวุธออกมาทำร้ายคนเพียงเพราะมีความเห็นต่าง จะต้องเริ่มจากการที่ความจริงปรากฏขึ้นในสังคมก่อน จึงจะสามารถสร้างการยอมรับความคิดเห็นกันได้ “การอยู่ในสังคมไม่สามารถทำได้เพียงแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ แต่จำเป็นต้องตระหนักรู้ว่า ไม่สามารถเปลี่ยนให้ใครคิดเห็นไปในทางเดียวกันได้”

ผศ.ดร.บัณฑิตชี้ว่า หากคนในสังคมไม่เริ่มเรียนรู้ที่จะยอมรับประวัติศาสตร์และความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงต่อความเห็นต่างครั้งใหม่ในอนาคต ก็ยากที่จะเรียนรู้และยอมรับทัศนะหลากหลายเพื่อขับเคลื่อนสังคมประชาธิปไตยไปข้างหน้า

ความเชื่อที่ไร้การโต้แย้ง ไร้การตั้งคำถาม จึงดูจะขัดแย้งกับประเทศซึ่งมีประชากรกว่า 65 ล้านคนซึ่งทุกคนต่างมีความเห็นเป็นของตัวเอง ดังนั้น การอยู่ร่วมกันภายใต้ความเห็นต่าง และเรียนรู้ที่จะรับฟังซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนต่างๆ ในสังคม ทำให้เราได้ตระหนักว่า หากจะยึดมั่นอยู่เพียงแต่เฉพาะตน และไม่ยอมรับฟังความเห็นอื่น ก็จะนำมาสู่ความขัดแย้งทางความคิด บ่มเพาะไปถึงความเกลียดชัง และเติบโตไปสู่ความรุนแรงอย่างไม่อาจจบสิ้น

%d bloggers like this: