Education Top Stories

ความยินดีที่ถูกตีกรอบบนป้ายไวนิล

เมื่อป้ายแสดงความยินดีที่แขวนอยู่หน้าโรงเรียนเป็นพื้นที่สำหรับบางความสำเร็จ ความสามารถด้านอื่นๆของนักเรียนจึงถูกลดคุณค่าลง นำไปสู่คำถามถึงโรงเรียนว่าเหตุใดยังคงใช้ป้ายในการแสดงความยินดี

เรื่อง-ภาพ: ธเนศ จันทนาอรพินท์

หมายเหตุ : บทความมีการใช้นามสมมติเพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวของแหล่งข่าว

การแขวนป้ายขนาดใหญ่ไว้ด้านหน้าของโรงเรียนเพื่อแสดงความยินดีต่อ “ความสำเร็จทางการศึกษา” ของนักเรียน หากมองอย่างผิวเผิน ดูเหมือนเป็นความประสงค์ดีของโรงเรียนต่อตัวเด็ก แต่เมื่อป้ายเหล่านี้ถูกใช้เพื่อเชิดชูความสำเร็จเพียงบางประเภท ความสามารถของนักเรียนในด้านอื่นจึงถูกลดความสำคัญลง

“คนเก่ง” ของโรงเรียน

ไข่หวาน (นามสมมติ) นักเรียนหญิงชั้น ม.5 สายวิทย์-คณิตโรงเรียนย่านปทุมวัน เล่าว่า ตอนอยู่ ม.ต้น รูปและชื่อของเธอเคยถูกเลือกไปอยู่บนป้ายแสดงความยินดี ครั้งแรกคือเมื่อเธอได้รางวัลชนะเลิศการแข่งขันแต่งกลอนของเขต และครั้งที่สองคือตอนที่เธอได้ผลคะแนนเต็มในการสอบโอเน็ต วิชาคณิตศาสตร์

แต่หลัง ม.ปลาย ไข่หวานก็เห็นการส่งเสริมศักยภาพของนักเรียนที่ไม่เท่าเทียมกันชัดยิ่งขึ้น “เราเป็นเด็กกิจกรรม โรงเรียนเคยส่งไปแข่งอ่านออกเสียง เราก็ทุ่มเทและตั้งใจเสมอ แต่ก็ยังรู้สึกว่าเขาให้คุณค่าเด็กสายแข่งวิชาการจนไม่เห็นพวกเราเลย” ไข่หวานอธิบาย นอกจากนี้ ไข่หวานยังเล่าเกี่ยวกับการแขวนป้ายซึ่งเป็นการตัดสินใจของโรงเรียน “โรงเรียนไม่ได้ขอรู้อีกทีเราก็ไปอยู่บนนั้นแล้ว รูปที่ใช้เราก็ไม่ได้เลือก”

“เรารู้สึกว่าอาจจะยังมีอีกหลายความสำเร็จที่ไม่ได้ไปอยู่บนป้าย เพราะอย่างเราที่ชอบร้องเพลง ลึกๆ แล้วก็ตั้งคำถามว่า โรงเรียนจะมีป้ายยินดีให้เราไหม ถ้าเรามีโอกาสได้ไปแข่งแล้วชนะ”

น้ำฝน (นามสมมติ) นักศึกษาหญิงชั้นปีที่ 3 คณะบริหารธุรกิจ

น้ำฝนเล่าถึงประสบการณ์วัยมัธยมของเธอ ที่โรงเรียนผลักดันนักเรียนที่ถนัดวิชาการมากกว่า นักเรียนที่มีความถนัดด้านอื่นๆ

ด้าน ชิดชนก หลกภิชาติ นิสิตหญิงชั้นปีที่ 3 คณะนิเทศศาสตร์ เล่าว่า เมื่อเธออยู่ ม.3 เธอเคยได้ขึ้นป้ายเพราะมีผลคะแนนสอบโอเน็ต วิชาคณิตศาสตร์สูงสุดในระดับชั้น และป้ายนั้นทำให้พ่อของชิดชนกเล่าความสำเร็จของเธอให้เพื่อนฟังด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งที่ปกติพ่อไม่ค่อยเล่าเรื่องครอบครัวให้คนนอกบ้านฟังเลย

ความเป็นเลิศบนป้ายกับการตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียน

บัว (นามสมมติ) คุณแม่ของนักเรียนประถมโรงเรียนรัฐคนหนึ่ง พูดถึงป้ายที่แขวนอยู่บริเวณรอบโรงเรียนว่าเป็นสิ่งแรกๆ ที่เห็นได้จากนอกโรงเรียน ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจที่จะส่งบุตรเข้าเรียน แม้ว่าจะยังไม่ได้เข้าไปสัมผัสสภาพแวดล้อมหรือการเรียนการสอนภายในโรงเรียน “เหมือนเป็นตัวอย่างการเรียนการสอนของโรงเรียนว่าเขาผลักดันเด็กให้ประสบความสำเร็จยังไงบ้าง” บัวกล่าว

ในทำนองเดียวกัน เก๋ (นามสมมติ) คุณแม่ของนักเรียนประถมโรงเรียนรัฐอีกคนหนึ่งมองว่า เด็กที่อยู่บนป้ายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่แสดงถึงประสิทธิภาพของโรงเรียนว่าสามารถผลักดันให้เด็กประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน 

อคติของมนุษย์ร่วมสร้างบรรทัดฐานทางการศึกษา

ภัทราภา เวชภัทรสิริ และ ภานุวัฒน์ สัจจะวิริยะกุล ตัวแทนจาก Nudge Thailand กลุ่มคนที่สนใจและศึกษาเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมองว่า บรรทัดฐานการแขวนป้ายแสดงความยินดีหน้าโรงเรียน เกิดจากกระแสตอบรับของผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนมากขึ้น เนื่องจากคิดว่าป้ายบ่งบอกถึงความเป็นเลิศทางวิชาการ ทางทีมงานยังเสริมว่า การแข่งขันระหว่างโรงเรียนยังคงใช้ตัวชี้วัดด้านความสามารถเชิงวิชาการของนักเรียน

“เมื่อสังคมมองว่าโรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่มีเด็กเก่ง แล้วจะทำยังไงให้เห็น ป้ายจึงเป็นพื้นที่สื่อของโรงเรียน”

ภัทราภา เวชภัทรสิริ ตัวแทนจาก Nudge Thailand

ในส่วนของผลที่เกิดต่อทัศนคติของผู้ปกครองนั้น ภัทราและภานุวัฒน์เล่าถึงอคติสองแบบในมนุษย์ แบบแรกคือ Availability Bias เป็นอคติที่ทำให้คนตัดสินใจจากข้อมูลที่สมองเราเข้าถึงได้เร็วที่สุดหรือเป็นข้อมูลที่เห็นบ่อย จนคิดว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกันกับป้าย พอเห็นทุกวัน มนุษย์ก็คิดไปเองว่าเด็กโรงเรียนนี้ก็คงรับรางวัลทั้งหมด 

อีกหนึ่งอคติที่ทั้งสองกล่าวถึง คือ Representative Bias เป็นพฤติกรรมที่คนเชื่อกลุ่มข้อมูลที่น้อยเกินไป หรือก็คือการเหมารวม เมื่อคนเห็นว่ามีเด็กได้รับรางวัลบนป้าย ก็จะเหมารวมว่าเด็กโรงเรียนนี้ทั้งหมดน่าจะเก่ง ทั้งที่ในความเป็นจริง ถ้าดูทางสถิติจะมีข้อมูลที่เรียกว่า “Outliers” หรือข้อมูลที่มีค่าแตกต่างแยกออกจากข้อมูลค่าอื่น นั่นคือเด็กทั่วไปทำได้เท่านี้ แต่เด็กที่อยู่บนป้ายนั้นโดดเด่นออกมา ซึ่งการที่โรงเรียนนำข้อมูลส่วนนี้มาแสดงทำให้เกิดการนำเสนอภาพเหมารวม

ผลต่อเนื่องจากกระบวนการคิดเหล่านี้ ทำให้สังคมสร้างบรรทัดฐานทางการศึกษาบางอย่างขึ้นและทำสืบต่อมาอย่างต่อเนื่อง “ในบางโรงเรียนเขาก็ไม่มีการติดป้าย เขาอยากให้ทุกคนเก่งในทุกๆ ด้าน ไม่มีนัยยะในการให้รางวัลคนใดคนหนึ่งมากว่าอีกคน และก็ไม่เป็นการกดทับคนที่ไม่ถนัดเรียนวิชาการ แต่ว่ามีความถนัดบางอย่างที่ดีเขาก็ไปดึงศักยภาพตรงนั้นมา” ภานุวัฒน์นำเสนอทางเลือกของสถาบันการศึกษา 

หากโรงเรียนต้องการแสดงความยินดีกับนักเรียนจริงๆ ไข่หวานเสนอว่า “หนูว่ามันมีวิธีอื่นที่สามารถทำได้ แล้วรู้สึกว่ามันมีคุณค่าทางใจมากกว่าการขึ้นไวนิล อาจจะเป็นทุนการศึกษาหรือของเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถเอาไปใช้ หรือเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้จริงๆ เพราะว่าคงไม่มีใครไปตัดไวนิลตัวเองมาเก็บไว้”

%d bloggers like this: