Gender Top Stories

สำรวจร่องรอยความรุนแรงต่อผู้หญิงผ่านจิตรกรรมฝาผนัง

ร่วมย้อนสำรวจร่องรอยความรุนแรงต่อผู้หญิงในอดีต ผู้หญิงถูกกระทำแบบไหน และอะไรทำให้วงจรความรุนแรงนี้หยั่งรากลึกและดำเนินมาถึงปัจจุบัน

เรื่อง-ภาพ : ธเนศ จันทนาอรพินท์

            ภาพที่เห็นด้านล่าง คือจิตรกรรมฝาผนังที่วัดคงคาราม จังหวัดราชบุรี ซึ่งถ่ายทอดเรื่อง มโหสถชาดก ส่วนหนึ่งของผลงานปรากฏฉากที่แสดงให้เห็นภาพหญิงชาววังสองคนถูกชักขึ้นไปแขวนอยู่ในสาแหรก วิธีการซึ่งเรียกว่า “การชักสาแหรก อันเป็นการลงโทษแบบโบราณเพื่อประจานผู้หญิงที่ฝ่าฝืนประเพณีเกี่ยวกับเรื่องเพศ โดยผู้ชายที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร่วมกันไม่ต้องรับโทษใดๆ

ภาพจิตรกรรมเรื่อง มโหสถชาดก ที่วัดคงคาราม จ.ราชบุรี

จิตรกรรมฝาผนังนอกจากจะบอกเล่าเรื่องราวทางพุทธศาสนาแล้ว ยังมีเรื่องราวของกษัตริย์ ขุนนาง ชนชั้นสูง รวมถึงวิถีชีวิตชาวบ้านธรรมดาสอดแทรกอยู่ในภาพด้วย โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า “ภาพกาก” หรือภาพที่ไม่ใช่เรื่องเล่าหลัก แต่เป็นส่วนที่ถ่ายทอดและบันทึกวิถีชีวิตของคนทั่วไปในสังคม

จิตรกรรมฝาผนังบอกทุกข์สุขของผู้หญิงได้อย่างไร             

ดินาร์ บุญธรรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า ขนบหนึ่งของของช่างเขียนไทยในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตั้งแต่สมัยอยุธยา คือการสอดแทรกวิถีชีวิต หรือสิ่งที่ช่างเขียนพบเห็นในสังคม ณ เวลานั้นลงไป ภาพจิตรกรรมฝาผนังจึงสามารถสะท้อนสังคมในสมัยที่ภาพนั้นได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นได้ ซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในอดีต

ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูล ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ เสริมว่า “การจะใช้ภาพจิตรกรรมฝาผนังให้เป็นประโยชน์ในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เราควรใช้ประกอบกับหลักฐานอื่นๆ ด้วย เพื่อสอบทานกับสิ่งที่พบในจิตรกรรมฝาผนัง”

ร่องรอยความรุนแรงที่ปรากฏ

            หนึ่งในความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงในจิตรกรรมฝาผนังที่เห็นได้ชัดคือ การกำหนดบทบาททางเพศ ผู้ชายนั่งกินเหล้า สังสรรค์ เป็นกลุ่มอยู่หน้าบ้าน ผู้หญิงจะอยู่ในครัวทำกับข้าว เลี้ยงลูกอยู่ในบ้านมากกว่าจะมาปรากฏตัวอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งการไม่ได้มีพื้นที่สาธารณะก็เป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง

ชเนตตี ทินนาม อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบและผลิตสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญประเด็นเพศสภาพและเพศวิถี ซึ่งร่วมทำงานขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงบทบาทที่แยกความเป็นหญิงเป็นชายอย่างชัดเจนในภาพจิตรกรรมฝาผนัง ดังเช่นในวัดมกุฏกษัตริยาราม ซึ่งปรากฏภาพชายกลุ่มหนึ่งนั่งสังสรรค์บริเวณหน้าบ้าน ทางช่องประตูด้านซ้ายมีผู้หญิงชะโงกหน้าแอบมองมาจากหลังบ้าน ภาพนี้สะท้อนให้เห็นถึงชีวิตของผู้หญิงในอดีตที่ถูกกำหนดตำแหน่งแห่งที่ให้แตกต่างจากผู้ชาย

ภาพแสดงการแบ่งแยกบทบาททางเพศที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

             ชเนตตียกตัวอย่างการคุกคามทางกายภาพต่อผู้หญิงบนจิตรกรรมฝาผนัง เช่น ในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) มีภาพผู้หญิงยืนอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้ แล้วถูกชายจับหน้าอก

ภาพผู้ชายจับหน้าอกผู้หญิงที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

หรือที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่มีภาพผู้หญิงนั่งอยู่แล้วมีผู้ชายโผล่มาจากพุ่มไม้ พยายามจะดึงแขนผู้หญิง

ภาพผู้ชายพยายามดึงแขนผู้หญิงที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

นอกจากนี้ยังพบภาพความรุนแรงภายในครอบครัวต่อผู้หญิงด้วย “มีรูปผัวตีเมียอยู่ ผัวใช้ไม้เรียวกำลังจะลงโทษเมีย จะมีภาพลักษณะนี้ปรากฏอยู่” ชเนตตี กล่าวถึงงานจิตรกรรมฝาผนังที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

 ภาพสามีกำลังใช้ไม้เรียวลงโทษภรรยาที่วัดมกุฏกษัตริยาราม

กรอบคิดแบบปิตาธิปไตยในจิตรกรรมไทย

“พอนำสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพมาตรวจสอบกับประกาศรัชกาลที่ 4 และกฎหมายตราสามดวง พบว่าผู้หญิงนั้นถูกกระทำอนาจารแต่ไม่ได้เป็นคดีความ บางทีก็อาจไม่ถูกพูดถึง หรือไม่ได้ถูกตัดสินให้มีโทษร้ายแรง” ชเนตตีกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างสังคมแบบปิตาธิปไตยและรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในยุคนั้นยังส่งผลต่อกฎหมาย และทัศนคติของคนในสังคมต่อผู้หญิงในขณะนั้นด้วยชเนตตีอธิบายว่า “นอกจากกฎหมายไม่คุ้มครองผู้หญิง ยังมีค่านิยมหลักที่ลูกสาวกับเมียคือสมบัติของครอบครัวอีกด้วย ฉะนั้น เรื่องเพศสัมพันธ์ ชีวิตสมรส หรือเรื่องเพศของผู้หญิงในบ้าน จะต้องขออนุญาตพ่อ เพราะถือว่าพ่อเป็นเจ้าชีวิต ทันทีที่ลูกชายขึ้นมาเป็นผู้นำครอบครัวหลังจากที่พ่อตาย ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ ในครัวเรือนนั้นก็เป็นสมบัติของเขา จึงเปิดโอกาสให้มีการกระทำความรุนแรงทางเพศได้ในทุกพื้นที่”

ทั้งนี้ มักพบว่า ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ซึ่ง ดินาร์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ให้เหตุผลว่า “การเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังนั้นต้องทำงานนอกเขตรั้ว ปีนป่ายผนังสูง การที่ผู้หญิงขึ้นไปอยู่เหนือพระประธานนั้นถือเป็นกริยาที่ไม่ควร”

เมื่อย้อนกลับมามองจิตรกรรมฝาผนังที่นำเสนอภาพการคุกคามผู้หญิง เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำในภาพนั้น บ้างก็แอบมอง บ้างก็ทำอย่างอื่น ไม่ได้สนใจว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศ ชเนตตีให้ความเห็นต่อปรากฏการณ์นี้ว่า “บางครั้งมันก็กลายเป็นเรื่องของผัวเมียไป สมัยก่อน การที่ผัวเมียตีกันมันไม่ใช่เรื่องที่ชาวบ้านจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว วิธีคิดแบบนี้ทำให้เวลาผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศในพื้นที่สาธารณะ คนก็อาจคิดว่าเป็นผัวเมียกัน จึงเพิกเฉยเมื่อเกิดการล่วงละเมิดทางเพศขึ้น”

นอกจากนี้ ชเนตตีได้ตั้งข้อสังเกตว่าสีหน้าของผู้หญิงที่ถูกกระทำในภาพจิตรกรรมเหล่านั้น มักไม่แสดงความรู้สึกอะไร ซึ่งนำมาสู่คำถามถึงความยินยอมในการมีเพศสัมพันธ์ การย้อนกลับไปดูร่องรอยความรุนแรงต่อผู้หญิงในอดีตทำให้เห็นว่าต้นตอที่แท้จริงของปัญหาการกดทับและวงจรความรุนแรงต่อผู้หญิงที่หยั่งลึกมาอย่างยาวนานคืออำนาจปิตาธิปไตย

“อำนาจปิตาธิปไตยอยู่ในทุกพื้นที่ ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงศิลปะ เพราะฉะนั้นจะมีสำนึกแบบชายเป็นใหญ่แฝงอยู่ในการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะตรงที่เป็นภาพกาก เราจะเห็นการทำให้การคุกคามทางเพศเป็นเรื่องที่ดูปกติในสังคม” ชเนตตีกล่าว

%d bloggers like this: